โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Uncanny Counter เมื่อปีศาจแฝงตัวอยู่ทุกที่ เพราะความอยากได้อยากดีมีอยู่ในทุกคน

a day magazine

อัพเดต 27 ม.ค. 2564 เวลา 17.46 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2564 เวลา 16.10 น. • สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

The Uncanny Counterคือซีรีส์แอ็กชั่น-แฟนตาซีนอกสายตาของใครหลายคน จนเรตติ้งเปิดตัวตอนแรกต่ำเตี้ยเพียง 2.7 เปอร์เซ็นต์ แต่ใครจะไปคิดว่าระหว่างทางซีรีส์เรื่องนี้จะไต่อันดับความนิยมได้มากขึ้นถึง 4 เท่าตัว และปิดซีซั่นไปด้วยเรตติ้ง 10.9 เปอร์เซ็นต์ พ่วงกับอันดับป๊อปปูลาร์ในเน็ตฟลิกซ์ที่มีคนดูทั่วโลก

สรุปเรื่องย่อแบบเข้าใจง่ายที่สุด The Uncanny Counterคือเรื่องราวของเหล่า ‘เคาน์เตอร์’ หรือนักล่าปีศาจต่างวัย 4 คนที่ทำงานร่วมกับคู่หูจากปรโลก โดยใช้พลังวิเศษที่ได้รับจัดการเหล่าปีศาจร้ายที่เข้าสิงในร่างมนุษย์และสร้างความวุ่นวายให้กับเมืองชุงจินอันแสนสงบสุข โดยมีร้านบะหมี่เจ้าดังเป็นฐานทัพและฉากหน้าของทีม

แต่ถ้าให้เล่าเสริมจากมุมมองของคนที่โดนซีรีส์เรื่องนี้ตกจนดูติดต่อกันแบบไม่หยุดพัก เพราะแม้เรื่องราวจะมีกลิ่นอายความเป็นคอมิกซูเปอร์ฮีโร่สูงมาก (ซึ่งหาได้ยากในตลาดซีรีส์เกาหลี) แต่เวอร์ชั่นคนแสดงก็สนุกไม่แพ้การ์ตูนแถมยังมีความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมาก

อาจเพราะเคมีอันแปลกใหม่ระหว่างเหล่าเคาน์เตอร์ต่างวัยทั้ง 4 คนที่จะว่าเป็นเพื่อนก็ไม่ใช่ เป็นครอบครัวก็ไม่เชิง ไม่แปลกเลยที่คนดูอย่างเราจะสนุกไปกับพื้นเพและภูมิหลังอันแตกต่างของแต่ละตัวละครที่ค่อยๆ เปิดเผยออกมาทีละนิดจนอดใจไม่ไหวกดปุ่ม Next Episode ขอไปต่อทุกที

และภายใต้ความ ‘เหนือจริง’ อย่างการฝึกฝนพลังและออกตามล่าปีศาจของเหล่าเคาน์เตอร์ ประเด็นในแต่ละตอนล้วนเป็น ‘ความจริง’ ในสังคมเกาหลีที่ถูกหยิบยกมาเล่าแบบเนียนๆ ไล่ตั้งแต่ความรุนแรงในครอบครัว การกลั่นแกล้งกันในหมู่นักเรียน ไปจนถึงเรื่องฉาวๆ ของเหล่านักธุรกิจและแวดวงการเมือง ทั้งหมดนี้ถูกเล่าโดยมี ‘ปีศาจ’ เป็นทั้งสัญลักษณ์และแกนกลางในการเดินเรื่อง

สำหรับใครที่ยังไม่เริ่มดู อย่าเพิ่งกังวลว่าซีรีส์เรื่องนี้จะแฟนตาซีจนต่อไม่ติดหรือเต็มไปด้วยประเด็นหนักหน่วงชวนปวดหัว เราขอยืนยันว่าThe Uncanny Counter คือส่วนผสมที่ลงตัว กลมกล่อม และครบรส เพราะภายใต้ฉากบู๊คือความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านสวยงาม อบอุ่น และด้านที่น่าเกลียดน่ากลัวราวกับปีศาจ เช่นเดียวกับปีศาจต่อไปนี้ในซีรีส์ที่ดูดีๆ ก็อาจแฝงอยู่ในตัวเราทุกคน

ปีศาจ ความปรารถนา และโลกหลังความตาย

ขณะที่เรื่องราวของโลกหลังความตายในซีรีส์อื่นๆ มักวนเวียนอยู่กับความรัก ความเกลียด และการปล่อยวาง แต่แกนหลักของซีรีส์เรื่องนี้คือการตั้งคำถามว่าแล้ววิญญาณของคนที่ถูกฆาตกรรมล่ะ พวกเขาจะเดินทางไปที่ไหน และเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับวิญญาณเคราะห์ร้ายเหล่านั้น

กฎเกณฑ์เกี่ยวกับชีวิตและภพภูมิต่างๆ ใน The Uncanny Counter นั้นสร้างขึ้นโดยไม่ได้ยึดโยงกับศาสนาไหนเป็นพิเศษ คล้ายกับว่าเป็นการหยิบเอาจุดร่วมของหลายวัฒนธรรมมาต่อเติมจนได้เป็น ยุง (융) พื้นที่ที่เชื่อมต่อระหว่างปรโลกและโลกมนุษย์ คอยทำหน้าที่พิจารณาและจัดการกับวิญญาณอย่างเหมาะสมทั้งในแง่ดีและเลว (พูดง่ายๆ ก็คือทำหน้าที่ส่งวิญญาณไปนรกหรือสวรรค์นั่นแหละ)

โจทย์ยากของชาวยุงก็คือคดีฆาตกรรมบนโลกมนุษย์ซึ่งหลายครั้งเกิดจาก ‘ปีศาจ’ ที่เข้าไปสิงสู่ในร่างคนที่มีความอาฆาตและใช้ร่างนั้นก่อคดีฆาตกรรมเพื่อที่จะกินวิญญาณของเหยื่อเข้าไปเป็นอาหาร นั่นแปลว่านอกจากเหยื่อจะต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมแล้วยังต้องถูกขังไว้ในร่างของปีศาจและไม่มีโอกาสได้ไปเยือนยุงเพื่อผ่านไปสู่ภพภูมิใหม่อีกต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ยุงจึงต้องทำงานร่วมกับเหล่าเคาน์เตอร์อย่าง โดฮานา(แสดงโดย คิมเซจอง) มันสมองของทีม พูดน้อยต่อยหนัก และมีอดีตเป็นปริศนา, คาโมทัก(แสดงโดย ยูจุนซัง) อดีตตำรวจสายสืบที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเคาน์เตอร์ผู้มีพละกำลังแข็งแกร่ง และ ชูเมอ๊ก หรือที่ใครๆ ต่างก็เรียกว่าคุณชู (แสดงโดย ยอมฮเยรัน) หัวหน้าทีมเคาน์เตอร์ที่มีพลังในการรักษาอาการเจ็บป่วย 

ทั้งสามคือมนุษย์ที่เฉียดตายจากภาวะโคม่าแต่ยังมีความปรารถนาในการใช้ชีวิตต่อเพื่ออะไรบางอย่าง ยุงจึงมอบโอกาสในการมีชีวิตต่อพร้อมกับพลังพิเศษของแต่ละคน แลกกับการทำงานไล่ล่าปีศาจ ปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกขังและส่งพวกเขาขึ้นไปสู่ยุง

ในขณะที่พระเอกของเรื่องอย่าง โซมุน(แสดงโดย โจบยองกยู) นั้นเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มที่จับพลัดจับผลูได้มาเป็นเคาน์เตอร์ทั้งที่ไม่ได้มีอาการโคม่าเหมือนกับคนอื่นๆ เขาจึงมีสิ่งตอบแทนภาระการเป็นเคาน์เตอร์คือโอกาสที่จะได้พบกับพ่อและแม่ที่จากไปอีกครั้ง

 

ปีศาจในชุดนักเรียน

เป็นไปตามสูตรหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เราคุ้นเคยซึ่งต้องเปิดมาด้วยปมในชีวิตของตัวเอก สำหรับเรื่องนี้คนดูจะได้รู้จักกับโซมุนในฐานะนักเรียนมัธยมปลายขาพิการที่มีอดีตอันแสนเจ็บปวด เมื่ออุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้เขาต้องสูญเสียทั้งพ่อแม่และได้รับบาดเจ็บอย่างหนักที่ขาขวา 

แต่หลังจากที่เขาได้รับพลังจากการเป็นเคาน์เตอร์และได้คุณชูช่วยรักษาขาจนหายเป็นปกติ สิ่งที่เขาตัดสินใจทำเป็นอย่างแรกก็คือการจัดการเหล่าเด็กอันธพาลที่คอยไถเงินและซ้อมเด็กนักเรียนคนอื่นๆ รวมถึงเพื่อนสนิทของเขาที่ถูกเหล่าปีศาจในชุดนักเรียนตั้งช่ือใหม่ว่า ‘ไอ้กระสอบทราย’

หากย้อนมองต้นตอของการกลั่นแกล้งและความรุนแรงในโรงเรียนแห่งนี้ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะนักเรียนอยากชกตีกันเท่านั้น แต่มันย้อนไปถึงรากฐานสำคัญคือครอบครัวที่มีปัญหา อย่างลูกชายของนายกเทศมนตรีประจำเมืองที่ถูกพ่อทำร้ายและปฏิบัติราวกับไม่ใช่คน และเมื่อเขารับเอานิสัยเหล่านั้นมาใช้ต่อที่โรงเรียน อำนาจและบารมีของพ่อก็กลายเป็นเกราะที่คอยคุ้มครองให้เขารอดพ้นจากความผิดทั้งปวง

แน่นอนว่าสิ่งนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงความล้มเหลวในหน้าที่ของครูที่เลือกเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ทั้งหมดเพียงเพราะไม่อยากมีปัญหากับผู้ปกครองเหล่านั้น จนกลายเป็นว่าพวกเขาได้ฟูมฟักทั้งปีศาจและเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัวในตัวเด็กๆ คนอื่นไปโดยไม่รู้ตัว

“บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามใครรังแกเพื่อนของฉันและเพื่อนของพวกเขาด้วย”

คำประกาศกร้าวและการท้าชนกับเหล่านักเรียนอันธพาลทำให้โซมุนได้รับการสรรเสริญจากคนทั้งโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญนั่นคือผลที่จะตามมาเมื่อเขาใช้พลังของเคาน์เตอร์เพื่อแก้แค้นเรื่องส่วนตัวหรือแทรกแซงเรื่องของมนุษย์ 

ปีศาจผู้รักษากฎหมาย

หากจะถามถึงสมาชิกทีมเคาน์เตอร์แห่งร้านบะหมี่ที่มีชะตาชีวิตพัวพันกับปีศาจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นคาโมทัก อดีตตำรวจสายสืบที่สูญเสียความทรงจำก่อนจะมาเป็นเคาน์เตอร์ไปจนเกือบหมด

เอาเข้าจริงก็ต้องยอมรับว่าในโลกของการทำงานนั้นย่อมมีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกันไป เพียงแต่ในกรณีของคาโมทักนั้นอาจหนักหนาเป็นพิเศษเมื่อตำรวจซึ่งเป็นอาชีพของผู้รักษากฎหมายกลับมีแต่คนเลวที่ขายจรรยาบรรณตำรวจให้กับเงินและอำนาจ 

“ไม่อายบ้างเหรอ การที่คุณสืบคดีแบบลวกๆ แล้วรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน” 

คำถามของคาโมทักที่ตอกหน้าอดีตเพื่อนร่วมงานนั้นนอกจากจะสะเทือนมาถึงประเทศแถวนี้แล้วยังสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจหน้าที่บางอย่างที่เราเป็นผู้รับผิดชอบนั้น หากปล่อยให้หลุดมือไปเพียงนิดเดียวก็อาจจะสูญเสียทั้งจรรยาบรรณและศักดิ์ศรีไปได้ตลอดกาล

ในกรณีของสถานีตำรวจชุงจิน ต้นตอที่ทำให้ระบบการทำงานทุกอย่างบิดเบี้ยวและถูกแทรกแซงตลอดเวลาเป็นเพราะผู้กำกับนั้นได้ตำแหน่งมาจากการสนับสนุนของผู้มีอำนาจ ทำให้คดีความทุกอย่างต้องขึ้นตรงกับคนภายนอกอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับเหล่านักการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตำรวจน้ำดีอย่างคาโมทักและอีกหลายคนต้องถูกกีดกันจากการทำงาน หรือหนักเข้าก็ต้องจบชีวิตลงอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งจากเงื้อมมือของปีศาจจริงๆ และปีศาจในร่างของตำรวจด้วยกันเอง

 

ปีศาจและการเมือง

ยิ่งมีความขัดแย้ง ช่วงชิง และอาฆาตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่เราจะได้เห็นมนุษย์แปลงกายเป็นปีศาจมากขึ้นเท่านั้น

สนามการเมืองท้องถิ่นในThe Uncanny Counterเปรียบเสมือนภาพใหญ่ที่ยึดโยงปมประเด็นเล็กน้อยทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ต่างจากคำกล่าวที่ว่า “ทุกอย่างคือการเมือง” และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในระบบการเมือง นักการเมืองในสภาฯ ก็ไม่ต่างจากปีศาจที่กำลังฆ่าประชาชนอย่างช้าๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

เมื่อตำรวจกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการบริหารอำนาจของนักการเมือง การตามจับฆาตกรต่อเนื่องอย่าง ชีจองชินที่ฆ่าคนไปนับสิบจึงไม่ต่างอะไรกับการเล่นขายของ เพียงแค่นักการเมืองสั่งตำรวจก็พร้อมที่จะจัดฉากการแถลงข่าวขึ้นทันที แม้ว่าความเป็นจริงแล้วปีศาจตัวนั้นจะยังลอยนวลอยู่ในหมู่ประชาชน จนท้ายที่สุดก็เกิดเหตุนองเลือดอีกมากมายตามมา

แต่ถ้าคิดว่าคดีฆาตกรรมนั้นไกลตัวเกินไป ซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังมีตัวอย่างง่ายๆ แต่สะเทือนใจอย่างการฝังกลบขยะโดยไม่เตรียมระบบรองรับจนสารพิษรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำที่เชื่อมต่อกับระบบประปา และทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่าง ควอนโซอึนและประชาชนอีกจำนวนมากต้องป่วยหนักเพราะสารพิษในร่างกาย ส่วนพ่อของเธอที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขก็ถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหด ขณะที่ฉากหน้าของเหล่านักการเมืองก็ยังคงใสสะอาด นายกเทศมนตรีชินมยองฮวีก็ยังสามารถประกาศเดินหน้าโครงการสมาร์ตซิตี้ได้อย่างภาคภูมิใจ แถมยังได้เสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกต่างหาก 

โชคดีที่เมืองชุงจินแห่งนี้ยังมีเหล่าเคาน์เตอร์คอยจัดการเหล่าปีศาจทั้งหลาย แต่ในฐานะคนดู​เราก็ได้แต่นึกสะท้อนใจเพราะในโลกความเป็นจริงที่มีปัญหาหนักหน่วงไม่แพ้กัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะสามารถปกป้องชีวิตของตัวเองและทวงถามความเป็นธรรมจากเหล่าปีศาจที่จ้องกัดกินชีวิตของผู้คนอยู่ตลอดเวลา

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าช่วงปลายของซีรีส์เรื่องนี้อาจจะแปร่งปร่าหรือแกว่งออกนอกเส้นเรื่องหลักไปบ้างเพราะมีการสลับตัวนักเขียนบทกันอุตลุด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปก็คือแก่นของเรื่อง เพราะไม่ว่าจะเป็นคนหรือวิญญาณ อาศัยอยู่ในสังคมเกาหลีหรือสังคมไหนๆ เราทุกคนล้วนมีซอกหลืบในใจที่พร้อมให้เหล่าปีศาจแทรกตัวเข้าควบคุมได้ตลอดเวลาไม่ต่างกัน

Highlights

  • The Uncanny Counter คือเรื่องราวของเหล่า ‘เคาน์เตอร์’ หรือนักล่าปีศาจ 4 คนที่ทำงานร่วมกับคู่หูจากปรโลกโดยใช้พลังวิเศษจัดการเหล่าปีศาจร้ายที่สิงในร่างมนุษย์และสร้างความวุ่นวายให้กับเมืองชุงจินอันแสนสงบสุข
  • ภายใต้ความ ‘เหนือจริง’ อย่างการฝึกฝนพลังและออกตามล่าปีศาจของเหล่าเคาน์เตอร์ ประเด็นในเรื่องล้วนเป็น ‘ความจริง’ ในสังคมเกาหลีที่ถูกหยิบยกมาเล่าแบบเนียนๆ ไล่ตั้งแต่ความรุนแรงในครอบครัว การกลั่นแกล้งกันในหมู่นักเรียน ไปจนถึงเรื่องฉาวๆ ของเหล่านักธุรกิจและแวดวงการเมือง ทั้งหมดนี้ถูกเล่าโดยมี ‘ปีศาจ’ ทำหน้าที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และแกนกลางในการเดินเรื่อง
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...