โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สุจิตต์ วงษ์เทศ : เมืองแถน (เวียดนาม) ถึงเมืองไทย (อยุธยา) เส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป หลายพันปีมาแล้วจากเรื่องขุนบรม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 มิ.ย. 2564 เวลา 17.35 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2564 เวลา 06.30 น.
แผนที่แสดงตำแหน่งเมืองแถนและเมืองเครือญาติตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีปในตำนานเรื่องขุนบรม (โดยทนงศักดิ์ หาญวงษ์ มิถุนายน 2564)

 

เมืองแถน (เวียดนาม) ถึงเมืองไทย (อยุธยา)

เส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป

หลายพันปีมาแล้วจากเรื่องขุนบรม

 

ผู้ไท หรือไทดำ มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญมากในความเคลื่อนไหวโยกย้ายไปมาของภาษาละวัฒนธรรมไท-ไตจากเมืองแถน (ในเวียดนาม) ถึงเมืองไทย (รัฐอยุธยา) ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป (ทางบก) พบหลักฐานเป็นร่องรอยอยู่ในความทรงจำคำบอกเล่ารูปตำนานนิทานเรื่องขุนบรม เป็นที่รู้จักกว้างขวางทั่วไปในกลุ่มคนลุ่มน้ำโขงต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำแดง-ดำ

เส้นทาง (ในความทรงจำเรื่องขุนบรม) เหล่านั้นไม่ระบุตายตัวเรื่องยุคสมัย แท้จริงแล้วคือเส้นทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีปตั้งแต่สมัยดั้งเดิมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้วสืบเนื่องถึงสมัยหลังๆ โดยเฉพาะสมัยการค้าสำเภากับจีนราวหลัง พ.ศ.1500 พบหลักฐานการเคลื่อนไหวโยกย้ายของภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต ตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในลงลุ่มน้ำท่าจีน ทางฟากตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เนื้อหาเรื่องขุนบรมและลูกชายทั้ง 7 คน ล้วนสมมุติขึ้นทั้งหมด แต่ตำแหน่งบ้านเมืองและชื่อบ้านนามเมืองอาจใกล้เคียงความจริงตามภูมิประเทศที่เป็นจริงบริเวณ “โซเมีย” ตั้งแต่มณฑลกวางสี-จ้วง ทางตอนใต้ของจีน ต่อเนื่องพื้นที่เดียวกันกับวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น ทางตอนเหนือของเวียดนาม แล้วเคลื่อนไหวโยกย้ายไปตามเส้นทางบกถึงลุ่มน้ำโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าดินแดนภายใน เชื่อมโยงทางใต้ของจีนกับดินแดนคาบสมุทรระหว่างทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเมื่อเรือน พ.ศ.1

 

หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี

หลักฐานสนับสนุนเท่าที่พบมีหลายอย่าง แต่อย่างสำคัญมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งในไทยและในเวียดนาม (รวมภาคใต้ของจีน) ได้แก่ พูดตระกูลภาษาไท-ไต, นับถือแถน, ความเชื่อเรื่องขวัญ, ทำนาทดน้ำ, ประเพณีทำศพครั้งที่ 2, เทคโนโลยีโลหะสำริด เป็นต้น

เทคโนโลยีโลหะสำริดเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะจากการขุดค้นทางโบราณคดีโนนหนองหอ (บ้านนาอุดม ต.นาอุดม อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร) ได้แก่ เครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ มีรูปแบบคล้ายคลึงใกล้เคียงอย่างเดียวกับที่พบในกลุ่มวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น จากเวียดนามเหนือ (เอกสาร โนนหนองหอ แหล่งผลิตกลองมโหระทึกในประเทศไทย จัดทำโดยสำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ไม่บอกปีที่พิมพ์) ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณหลักแหล่งของผู้ไท หรือไทดำ ลุ่มน้ำแดง-ดำ

[นอกจากนั้นยังมีเส้นทางการค้าเลียบชายฝั่งจากทางใต้ของจีนกับทางเหนือของเวียดนามเข้าถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงพบวัฒนธรรมดงเซิน-ซาหวิ่น เช่น เครื่องรางรูปสัตว์มีสองหัวเรียก “ลิง-ลิง-โอ” ในเขตเมืองอู่ทอง ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (ดูในหนังสือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองอู่ทอง โดยศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก 2549 หน้า 77)]

 

ความทรงจำเรื่องขุนบรม

ขุนบรมเป็นทายาทแถนอยู่เมืองแถน ต่อมามีลูกชาย 7 คน เมื่อโตขึ้นได้แยกย้ายไปก่อบ้านสร้างเมืองเป็นเครือญาติพี่น้อง 7 แห่ง ได้แก่ 1. เมืองหลวงพระบาง ในลาว (โดยขุนลอ) 2. เมืองหอแต สิบสองพันนา ในจีน (โดยยี่ผาลาน) 3. เมืองแกวช่องบัว ในเวียดนาม (โดยสามจูสง) 4. เมืองยวนโยนก ลุ่มน้ำกก-อิง-โขง ในไทย (โดยไสผง) 5. เมืองอโยธยา-สุพรรณภูมิ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในไทย (โดยงั่วอิน) 6. เมืองคำเกิด ลุ่มน้ำโขง ในลาว (โดยลกกลม) 7. เมืองพวน แขวงเชียงขวาง ในลาว (โดยเจ็ดเจือง)

ในดินแดนประเทศไทยมี 2 เมืองเชื้อสายขุนบรมซึ่งมีความสัมพันธ์ผันแปรทั้งเครือญาติใกล้ชิดและคู่สงครามต่อเนื่องยาวนาน ได้แก่ 1. เมืองยวนโยนก ต่อไปคือรัฐล้านนา และ 2. เมืองอโยธยา-สุพรรณภูมิ ต่อไปคือรัฐอยุธยา ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ทั้งเชิงเครือญาติและเชิงศัตรูกับเมืองเชื้อสายขุนบรมที่อยู่ในเขตลาว คือ เมืองหลวงพระบาง ความสัมพันธ์เหล่านี้มีให้เห็นเป็นสัญลักษณ์อยู่ในวรรณกรรมสำคัญเรื่องขุนช้างขุนแผน เกี่ยวข้องหมดทุกเมืองทั้งอยุธยา, ล้านนา, หลวงพระบาง

“ขุนบรม” เป็นคำเรียกอย่างไทย แต่ลาวเรียก ขุนบูลม, ขุนบูฮม ได้รับยกย่องเป็น “วีรบุรุษในตำนาน” ของคนลุ่มน้ำโขง กับลุ่มน้ำแดง-ดำ ขุนบรมเป็นทายาทแถน มีศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์อยู่เมืองแถน (ปัจจุบันมีชื่อภาษาเวียดนามว่า “เดียนเบียนฟู”) ลุ่มน้ำแดง-ดำ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ติดพรมแดนลาวทางแขวงหลวงพระบาง-แขวงพงสาลี-แขวงซำเหนือ

เมืองแถน เป็นเมืองลาวเก่า มีบอกในตำนานหรือนิทานเรื่องขุนบรม ตอนหนึ่งมีความว่า “—–พระยาผีแถน จักให้ท้าวขุนบรมลงมาเกิดในเมืองลาวเก่า—–” เท่ากับเป็นหลักฐานว่าลาวล้านช้าง (หลวงพระบาง) และลาวล้านนา (ในโยนก) มีบรรพชนอยู่เมืองแถน เดิมเรียกนาน้อยอ้อยหนู [เมืองแถน บางแห่งว่าเมืองแถง ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเสียง ง กับเสียง น เลื่อนสลับกันได้] จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือสังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา (พิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน พ.ศ.2547 หน้า 317) มีความว่า “เมืองแถน คือเมืองที่มักเรียกตามภาษาเวียดนามว่าเดียนเบียนฟู อยู่ในเขตเวียดนามเหนือติดชายแดนลาวแขวงซำเหนือ (หัวพัน) และเป็นที่อยู่ของไทดำ หรือผู้ไทดำบัดนี้ (คำว่าแถนนี้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเมือง หรือเป็นชื่อปู่แถนย่าแถน หรือพญาแถน พวกฝรั่งรุ่นเก่าเรียกเพี้ยนเป็น Thaeng-แถง หมดทุกแห่ง. ไทยเราเรียนเรื่องของไทยและลาวจากตำราฝรั่ง จึงพลอยเรียกเป็นเมืองแถงไปด้วย ทั้งๆ ที่ในภาษาลาวและไทดำที่แท้จริงนั้นเรียกว่า แถน.)”

แถน คือ ขุนแผน บริเวณภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกแถนด้วยสำเนียงกลายเป็นไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า “ขุนแผน” หมายถึงพระพรหม มีในโองการแช่งน้ำ ตอนพระพรหมตรวจภูมิสถานเมื่อมีแผ่นดินเกิดใหม่หลังไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกว่า “ขุนแผน แรกเอาดิน ดูที่” จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือโองการแช่งน้ำว่ายุคแรกๆ พวกไทยยังไม่คุ้นชื่อเทวดาที่เรียกด้วยภาษาสันสกฤต จึงเอาคำไท-ไตดั้งเดิมที่คุ้นเคยมาใช้เรียกแทน

แถน (ผู้รู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน อธิบายว่ามีรากจากคำจีนว่าเทียน แปลว่า ฟ้า) หมายถึง อำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งถือเป็นบรรพชนของผู้ไท และคนในตระกูลไท-ไตทั้งหลาย บางทีเรียกผีฟ้า, เจ้าฟ้า เพราะเชื่อว่าสิงอยู่บนฟ้า เป็นเจ้าใหญ่ของท้องฟ้า แล้วเชื่ออีกว่าเป็นผู้ควบคุมน้ำที่มีบนฟ้าซึ่งปล่อยให้ตกลงมาเป็นฝน จึงมีนิทานจุดบั้งไฟขอฝนบนฟ้าจากแถน

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...