"บริษัทจีน" แห่ย้ายฐานระดมทุน หนีกฎเข้มสหรัฐ ซบ "ฮ่องกง"
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการประท้วงต่อต้านกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ที่รัฐบาลจีนเตรียมบังคับใช้ในฮ่องกง ซึ่งอาจกระทบต่อธุรกิจต่างชาติ ขณะที่ทางการสหรัฐเริ่มกระบวนการออกกฎหมายควบคุมบริษัทต่างชาติโดยพุ่งเป้าไปที่จีน ส่งผลให้บริษัทสัญชาติจีนในตลาดหุ้นสหรัฐต่างเริ่มมองหาลู่ทางย้ายฐานการระดมทุนมายัง “ฮ่องกง” เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบ
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า “เน็ตอีส” (NetEase) บริษัทเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของจีน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ได้ประกาศเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า บริษัทกำลังดำเนินการจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง เป็น “ตลาดที่ 2” (secondary listing) โดยเสนอราคาที่ 123 ดอลลาร์ฮ่องกง/หุ้น ซึ่งจะช่วยให้บริษัทระดมทุนได้เพิ่มขึ้น 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้เน็ตอีสจะระบุว่าต้องการระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจ แต่อีกเหตุผลหนึ่งคือสหรัฐกำลังเริ่มพิจารณากฎหมายใหม่ เพื่อกำกับดูแลบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเอกสารของเน็ตอีสที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระบุว่า “การออกกฎหมายดังกล่าวของสหรัฐอาจสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนของบริษัท ซึ่งอาจส่งผลในทางลบต่อราคาหุ้น และบริษัทยังอาจถูกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้”
ก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ย. 2019 สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่มีความตึงเครียดอย่างรุนแรง “อาลีบาบา” (Alibaba) บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ก็ได้เคยใช้วิธีการจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นตลาดที่ 2 มาแล้วเช่นกัน เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติ
ไม่เพียงแต่ “เน็ตอีส” เท่านั้น ยังมีบริษัทจีนอีกราว 37 รายที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเข้าข่ายเป็นบริษัทที่อาจจะถูกตรวจสอบและได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบใหม่ของสหรัฐ ตามการประเมินของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน “รีฟินิทีฟ” โดยพิจารณาจากมูลค่าตามราคาตลาด (market capitali-zation) ของบริษัท ร่วมกับรายได้และความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหรัฐ
รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้มีบริษัทจีนหลายรายที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก กำลังยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหุ้นของฮ่องกง อย่าง“เจดีดอตคอม” (JD.com) ยักษ์อีคอมเมิร์ซจีน ที่ได้รับการอนุมัติจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงแล้ว และได้ยื่นหนังสือชี้ชวนเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะระดมทุนได้ราว 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ “โรบิน หลี่” ผู้ก่อตั้งและประธาน “ไป่ตู้” (Baidu) เปิดเผยว่า “เรากำลังจับตาการออกกฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐที่ใช้ควบคุมบริษัทจีนอย่างใกล้ชิด และกำลังหารือกันว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการจดทะเบียนตลาดหุ้นฮ่องกง” เช่นเดียวกันกับ “ทริปดอตคอม” (Trip.com) ที่กำลังพิจารณาดำเนินการย้ายฐานการระดมทุนจากสหรัฐมาที่ฮ่องกงเช่นกัน
“ตลาดหุ้นนิวยอร์ก” เป็นที่ดึงดูดของบริษัทต่างชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติจีน ที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในการระดมทุนจากวอลล์สตรีต ที่เป็นตลาดหุ้นใหญ่ที่สุดในโลก และมีความสามารถในการระดมทุนมหาศาล ทั้งยังเป็นช่องทางการระดมทุนของบริษัทจีนที่ต้องการหลีกเลี่ยงกฎการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ของจีนที่เข้มงวดและมีข้อจำกัดยุ่งยากอีกเป็นจำนวนมาก แม้จะมีความพยายามในการลดข้อจำกัดเพื่อดึงดูดบริษัทจีนกลับสู่ประเทศเมื่อไม่นานมานี้
อย่างไรก็ดี กฎระเบียบใหม่ที่สหรัฐกำลังพิจารณาเพื่อใช้ควบคุมบริษัทของจีนนั้น สร้างความหวาดวิตกให้กับบริษัทของจีน ซึ่งส่วนใหญ่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลจีนอย่างยิ่ง แม้กฎระเบียบดังกล่าวจะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา และหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ
ตัวอย่างกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การบังคับให้บริษัทต่างชาติต้องเปิดเผยเอกสารการตรวจสอบบัญชี (audit papers) แก่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ เพื่อแสดงความโปร่งใสว่า บริษัทเหล่านั้นไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลต่างชาติ และหากบริษัทใดไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน จะถูกเพิกถอนการจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งกฎดังกล่าวขัดแย้งกับข้อกำหนดของทางการจีนที่ระบุให้บริษัทจีนที่ดำเนินกิจการในต่างประเทศ จะต้องจัดเก็บเอกสารดังกล่าวไว้ในประเทศจีน รวมทั้งต้องไม่ให้หน่วยงานต่างชาติเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบได้
ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ยังคงเดินหน้าตอบโต้กดดันรัฐบาลจีน โดยเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ประกาศให้หน่วยงานของสหรัฐเร่งการพิจารณากฎระเบียบใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน โดยระบุว่า “เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และอันตรายอย่างยิ่งที่จีนได้รับประโยชน์จากตลาดทุนของสหรัฐ โดยไม่ปฏิบัติตามกฎการควบคุมของสหรัฐ”
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซกส์ ระบุว่า “ยิ่งสหรัฐออกกฎระเบียบในการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นเท่าใด แนวโน้มของบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐที่หันไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นของฮ่องกงอีกแห่ง แบบควบ 2 ตลาด (dual listing) ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น”
“บร็อก ซิลเวอร์ส” หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของอดัมส์ แอสเซต แมเนจเมนต์ ระบุว่า “บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนต่างมองฮ่องกงเป็นพื้นที่ที่เป็นกลางระหว่าง 2 ชาติ แม้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน แต่ยังคงมีระบบการเงินที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสกุลดอลลาร์ และมีการไหลเวียนของเงินทุนอย่างเป็นอิสระ ต่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีการควบคุมการเข้าออกของเงินทุนอย่างเข้มงวด” ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฮ่องกงกลายเป็นตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับบริษัทจีนที่กำลังต้องการหลีกหนีความขัดแย้งครั้งนี้