โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องพื้นฐานอนาคตหุ้นเทคโนโลยี รองรับเทรนด์ “Digital Transformation”

Wealthy Thai

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 00.40 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2564 เวลา 08.32 น. • Maratronman

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีของตลาดหุ้นไทยเมื่อเข้ามาระดมทุนขายหุ้นไอพีโอก็ได้รับความสนใจมามากมายหลายรุ่น แต่หัวข้อที่เราจะมาคุยกันในครั้งนี้คือเหล่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่เพิ่งจะเข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงหุ้นที่กลับมาได้รับความสนใจอยู่ในกระแสการเปลี่ยนผ่านยุคเทคโนโลยี ซึ่งหุ้นที่เราจะมาร่วมวิเคราะห์กันในครั้งนี้เป็นหุ้นกลุ่มที่ว่ากันตามประสาชาวบ้านคือหุ้นที่รองรับเกาะไปกับเทรนด์ Digital Transformation นั่นเอง
ลำดับถัดไป Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปทำความรู้จักกับกลุ่มหุ้นที่เราได้กล่าวไว้เบื้องต้นได้แก่บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ BE8 ,บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK และบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ซึ่งถือเป็นหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีที่ยัง Laggard กว่าชาวบ้านเขา จากนั้นจะพาไปทำความรู้จักกันว่าหุ้นเหล่านี้ประกอบธุรกิจ หรือรับรู้รายได้จากอะไรเป็นหลักบ้าง

ธุรกิจหลักกับการรับรู้รายได้

ขอเริ่มกันที่น้องใหม่ล่าสุดอย่าง BE8 ที่ปิดการซื้อขายวันแรกราคาหุ้นก็ทะยานไปกว่า 155% โดย BE8 ประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation โดยให้บริการแบบครบวงจร แต่จะเน้นไปที่ด้านการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ซึ่งบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของ Salesforce เป็นหลัก สำหรับการรับรู้รายได้หลักๆคือการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี ถัดไปคือการให้บริการด้านเทคโนโลยี เช่นการขายและการให้เช่าสิทธิการใช้งาน และการดูแลระบบเทคโนโลยีจัดหาบุคลากรเทคโนโลยี
ส่วน BBIK เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ และการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแบ่งประเภทการให้บริการตามลักษณะการประกอบธุรกิจ ได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1.การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ 2.การบริหารโครงการเชิงยุทธศาสตร์ 3.การพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี 4. การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลชั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ 5. การจัดหาและบริหารบุคคลากรชั่วคราว ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขณะที่ MFEC เป็นพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร ภายใต้กลุ่มธุรกิจหลัก 4กลุ่มธุรกิจ โดยมุ่งออกแบบการให้บริการในเชิงลึก เพื่อตอบสนองความต้องการจำเพาะในการใช้งานของลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ประกอบไปด้วย 1. Hybrid Infrastructure Services 2. Enterprise Solution 3. Digital Delivery 4. Transformation

ผลงานในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับผลงานของเหล่าหุ้นเทคโนโลยีนั้นออกมาได้เป็นไปในทิศทางที่ดี เกาะเทรนด์โลกแห่งอนาคตที่นักลงทุนหลายคนอาจจะมองแล้วว่าหุ้นเทคโนโลยีจะต้องมาอย่างแน่นอน โดยหากย้อนดูผลประกอบการของ BE8 ในงวดไตรมาส 3/64 และงวด 9 เดือนนั้นออกมาเป็นไปในทางที่ดี โดยงวดไตรมาส 3 นั้นมีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน ขณะที่งวด 9 มีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 282% จากปีก่อน
ขณะที่ BBIK ก็ไม่แพ้กัน รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/64 ที่ 15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 153% จากปีก่อน ส่วนในงบการเงินงวด 9เดือนของปีนี้มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะสาเหตุหลักมาจากขยายฐานลูกค้าสำหรับรายได้ธุรกิจการให้คำปรึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีให้กับองค์กร (DX) และธุรกิจการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ ข้อมูลชั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากการเติบโตของความต้องการในการทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digitaltransformation)
สำหรับ MFEC โชว์รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ที่จำนวน 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน โดยในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ทาง MFEC ระบุว่าสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างทันท่วงทีต่อสภาพการแข่งขันในธุรกิจผู้ให้บริการไอทีที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้จากงานโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาจากปีก่อน และสามารถส่งมอบโครงการได้ตามกำหนด

ดูแนวโน้มอนาคต

อนาคตและการเติบโตของ BE8 จะอยู่ที่ภายหลังจากการเข้าตลาดขึ้นกับการขยายทีมงาน และการ M&A เป็นหลัก โดยทาง BE8 ตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้อย่างน้อย 20% ต่อปีในช่วง 3 ปีจากนี้ ซึ่งหนุนจากการเติบโตในตลาดไทย และการออกสินค้าใหม่ รวมถึงภายใต้การเติบโต Brand อื่นๆ เพิ่มเติมจาก Salesforce การขยายเข้าสู่ตลาดเวียดนาม และการ M&A ในอนาคต
โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินกำไรปกติงวดปี 64 และปี 65 จำนวน 69 ล้านบาท และ 92 ล้านบาท ตามลำดับโดยหนุนจากงานในมือที่แข็งแกร่ง ซึ่งสิ้นไตรมาส 2/64 ที่ระดับ 123 ล้านบาท ขณะที่รายได้หลักในปี 64และ 65 จะอยู่ที่ 354 ล้านบาทและ 413 ล้านบาท ซึ่งรายได้การบริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และพัฒนาเทคโนโลยีจะเติบโต 5-12% ส่วนรายได้การขายสิทธิการใช้ และการให้เช่าใช้สิทธิจะเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 30-35% ดังนั้นประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 65 ที่ 15.40 บาท
มาส่องอนาคตกันที่หุ้น BBIK ซึ่งทางบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัดมอง BBIK เป็นหุ้นเด่นบนกระแส Digital Transformation ที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยความโดดเด่นจากทีมงานที่มีคุณภาพและความเชี่ยวซาญในการพัฒนา Business Model ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าและมีโอกาสเติบโตของธุรกิจเปิดกว้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ BBIK จะถูกซื้อ ขายแพงกว่า PEER อื่นในกลุ่มที่มีธุรกิจใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตามแม้ระยะสั้นผลประกอบการยังแข็งแกร่งดีกว่าคาดและในระยะยาวเรายังมีมุมมองเชิงบวกเพราะบริษัทจะได้รับประโยชน์โดยตรงจาก Theme การลงทุนในอนาคตของยุค Digital Economies แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นร้อนแรง จนเต็มมูลค่าเหมาะสมไปแล้ว ทำให้เราปรับคำแนะนำลงจาก "ซื้อ" เป็น "เก็งกำไร" บนราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ที่ 40 บาท
สำหรับในเชิงกลยุทธ์นักลงทุนอาจรอให้หุ้นพักฐานบ้างหรือรอจนกว่าจะมีปัจจัยบวกใหม่เพิ่มเติมก่อนเข้าสะสมอีกครั้งความเสี่ยงสำคัญ คือ 1) การเติบโตในธุรกิจ Digital ไม่ได้เร็วอย่างที่คาด 2) สูญเสียทรัพยากรบุคคลสำคัญ และ 3) การแข่งขันด้านราคาจากผู้เล่นระดับโลก
และปิดท้ายกันที่หุ้น MFEC โดยทางบริษัทระบุไว้ในคำอธิบายผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/64 ว่าสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีปัจจุบัน กลุ่มบริษัทมีโครงการระหว่างดำเนินงานซึ่งยังไม่ได้ส่งมอบให้ลูกค้า (backlog) ที่ สามารถรับรู้รายได้จากการดำเนินโครงการต่อเนื่องตลอดอายุของโครงการได้ในระยะยาวสูงสุดถึง 5 ปี เป็นจำนวนรวม 5,958 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้ลูกค้า (backlog) สูงขึ้นนับจากช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าในช่วง ไตรมาส 3Q64 ทาง MFEC ชนะงานประมูล ราว 1.5 พันล้านบาท ทำให้ปรับเพิ่มประมาณการปี 64 ขึ้นเป็น 251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน อิงสมมติฐานปรับเพิ่มการเติบโตของรายได้ที่ 7%
ดังนั้นปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 65 เป็น 13.60 บาทต่อหุ้น อิง PER ที่ 20x เพื่อให้สะท้อนการเติบโตในปี 65-66 ที่ 20% คงคำแนะนำ “ซื้อ” รอบการ Re-rate PER ของหุ้นกลุ่มการลงทุนด้าน IT Infrastructure เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ตลาดต่างประเทศซื้อ ขาย ที่ระดับ PER เกิน 20x ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation ในไทยซื้อขายเกิน 30 เท่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...