โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศาลฎีกาสั่งย้อนสำนวน “เเทน เทือกสุบรรณ” รุกป่าเขาเเพงให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 มี.ค. 2564 เวลา 10.26 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 03.29 น.

ศาลฎีกาสั่งย้อนสำนวน “เเทน เทือกสุบรรณ” รุกป่าเขาเเพงให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หลังศาลอุทธรณ์ยกฟ้องปี 61

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 64 ที่ห้องพิจารณา 811 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีรุกป่าเขาแพง หมายเลขดำ อ.3534/56 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายพรชัย ฟ้าทวีพร อายุ 58 ปี ผจก.ห้างหุ้นส่วนเรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น , นายสามารถ หรือ โกเข็ก เรืองศรี อายุ 66 ปี หุ้นส่วน หจก.เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น และนายหน้าขายที่ดิน นายแทน เทือกสุบรรณ อายุ 42 ปี บุตรชายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. และนายบรรเจิด เหล่าปิยะสกุล อายุ 63 ปี อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายสุเทพ เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางป่า หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองและผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง หรือเผาป่าในที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 , 108 ทวิ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2518 มาตรา 22

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 27 ก.ย.43 – 5 ต.ค.44 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ่วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่31 ไร่ 2 งาน 97 ตร.วา
ส่วนจำเลยที่ 3-4 ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำลาย แผ่วถางป่าเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 14 ไร่ ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต
จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พวกจำเลยกระทำผิดจริง พิพากษา จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-4 จำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเป็นเรื่องร้ายแรง

พวกจำเลยอุทธรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่2 ต.ค.61 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ยกฟ้องพวกจำเลยทั้งหมด

อัยการโจทก์ยื่นฎีกา ขอให้ลงโทษพวกจำเลย

ศาลฎีกาเเผนกคดีสิ่งเเวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือเเล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1-2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ฃ1,2 ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9,108ทวิกับพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2464มาตรา 54,55,72ตรีโดยโจทก์ระบุถึงฐานความผิดที่ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่อย่างชัดแจ้งและบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 1และที่ 2ได้บังอาจร่วมกันบุกรุกอันเป็นการทำลายเข้าไปยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลใดได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดิน

โดยจำเลยที่1-2ไม่มีสิทธิครอบครองหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวอันเป็นการบรรยายฟ้องที่ได้ระบุการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่1,2ได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งเกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 1,2เข้าใจข้อหาได้ดีแล้วส่วนการกระทำของจำเลยที่1,2จะเป็นความผิดหรือไม่อย่างไรยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่เกิดเหตุอย่างไรบ้างเป็นรายละเอียดที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาและเป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนต่อไปทั้งจำเลยที่1,2 ก็เข้าใจข้อหาได้ดีโดยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาตลอดตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1,2มีสิทธิครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุตามกฎหมายและเป็นการซื้อขายต่อมาจากเจ้าของที่ดินรายเดิมการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก.) ทั้งสามแปลงปฏิบัติโดยถูกต้องตามกฎหมายดังนี้ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่1,2 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5)แล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นประกอบกับคดีนี้จำเลยทั้งสี่ต่างอุทธรณ์ต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่1,2 โดยเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158 (5) โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1,2ที่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่1,2มิได้กระทำความผิด แต่กลับข้ามไปพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3,4ซึ่งมีความเกี่ยวพันต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการกระทำของจำเลยที่1,2ทั้งที่มูลเหตุของการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ก็สืบเนื่องมาจากที่ดิน ส.ค. ๑ ทั้งสามแปลงที่จำเลยที่ 1,2นำมาดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก.) ทั้งสามแปลงที่เกิดเหตุ

ซึ่งการที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1,2 ต่อไปนั้นอาจเป็นผลให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เปลี่ยงแปลงไปเพื่อให้การวินิจฉัยคดีไม่เป็นการลักลั่นและการกำหนดโทษจำเลยทั้งสี่เป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัด สิทธิฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 204(2)ประกอบมาตรา 225 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...