โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ.วางระบบรับผู้ป่วยโควิด-19 ใช้ 'รพ.ราชวิถี' เป็นแม่ข่ายกรุงเทพฯ-ปริมณฑล รู้ยอดคนไข้-เตียงว่าง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 มี.ค. 2563 เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2563 เวลา 09.07 น.

วันที่ 19 มีนาคม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นำคณะไปตรวจเยี่ยมระบบบริหารจัดการรองรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถี โดย รพ.ราชวิถี ได้เปิดศูนย์บริหารจัดการเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ห้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อ (Cohort Ward) และ ARI Clinic เพื่อวางแผนล่วงหน้ารองรับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะการบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยด้วยแพลตฟอร์ม ผ่านเว็บไซต์ cov19bkkrm.dms.go.th/covid/ ซึ่งระบุทั้ง ชื่อโรงพยาบาล ยอดผู้ป่วยสะสม ทั้งชนิด Positive และ PUI รวมทั้งจำนวนเตียงผู้ป่วยที่แอดมิด และจำนวนเตียงในโรงพยาบาล

นายสาธิต กล่าวว่า เนื่องจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สธ.ได้มอบหมายให้กรมการแพทย์จัดระบบการรักษาพยาบาล เตรียมความพร้อมสำหรับสถานพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในกรณีที่มีการระบาดเกิดขึ้น จึงได้ให้โรงพยาบาลในเครือข่ายขยายพื้นที่และบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อการวินิจฉัยและตรวจทางห้องปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเตรียมการระบบส่งต่อผู้ป่วยและบริหารทรัพยากรเตียงร่วมกันอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยบูรณาการความร่วมมือของโรงพยาบาลในสังกัด สธ. กรุงเทพมหานคร (กทม.) และโรงพยาบาลเครือข่าย UHOSNET ซึ่งจะมีปริมาณเตียงรองรับ ที่เพียงพอกับผู้ป่วย และหากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรวดเร็ว จะมีการเตรียมแผนสำรอง เช่น ระบบโรงพยาบาลสนาม หรือผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงให้พักฟื้นในหอพักหรือโรงแรมทั้งตึก โดยมีทีมแพทย์พยาบาลคอยติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

“ขณะนี้ทราบว่าโรงพยาบาลเอกชนจะเข้ามาร่วมด้วย โดยสามารถเข้ามาใส่ชื่อโรงพยาบาล รหัส เตียงเพิ่มเติมได้ ขณะนี้มีประมาณ 400 เตียง มากกว่าจำนวนคนไข้ในสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้ง สธ.ยังได้มีการเตรียมแผนถัดไปไว้แล้ว โดยจะมีการเปิดห้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มเติม ซึ่งหากมีโรงพยาบาลเอกชนอื่นๆ เข้าร่วม ก็จะมีจำนวนเตียงรองรับผู้ป้วยเพิ่มขึ้น สำหรับ รพ.ราชวิถี มีห้องผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะ 22 เตียง ในหอผู้ป่วยแยกโรคติดเชื้อ 2 ซึ่งเป็นหอพิเศษที่มีระบบดูดอากาศ เครื่องมือแพทย์ และมีความพร้อมที่จะดูแลคนไข้อย่างเต็มที่” นายสาธิต กล่าวและว่า แพลตฟอร์มจะมีอัพเดทข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งขณะนี้มีโรงพยาบาลร่วมเป็นจำนวนมาก รวมถึงโรงพยาบาลในต่างจังหวัด ซึ่งระบบยังแยกให้เห็นจำนวนเตียงภายในโรงพยาบาลทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด หลายสังกัด อาทิ รพ.เลิดสิน ของกรมการแพทย์ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช ของกองทัพอากาศ และ  รพ.ทหารอากาศ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น วชิรพยาบาล รพ.ตากสิน ของ กทม. ฯลฯ ซึ่งประชาชนสามารถเลือกโรงพยาบาลได้ โดยขณะนี้ อธิบดีกรมการแพทย์ เป็นแกนกลางในการประสานกับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อเตรียมรองรับการรักษาในกรุงเทพฯ สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่หนักเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สำหรับการคัดกรองในเบื้องต้น โรงพยาบาล ในสังกัด สธ.ทั่วประเทศ ได้จัดตั้งคลินิกไข้หวัด (Fever and ARI clinic) โดยใช้ระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว ไม่ให้ผู้ป่วยที่เข้าข่ายเฝ้าระวังไปปะปนกับผู้ป่วยทั่วไป เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ โดยจะใช้ รพ.ราชวิถีซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เป็นต้นแบบและหน่วยงานประสานหลักตั้งแต่จัดทำแผนรองรับ ระบบส่งต่อ คัดกรองผู้ป่วยซึ่งจะส่งผลให้เกิดแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“หากพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะใช้ระบบห้องแยกโรค เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว โดยจะใช้วิธีจัดการสิ่งแวดล้อม สถานที่ รวมทั้งอุปกรณ์ในห้องผู้ป่วยให้เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ ได้แก่ เป็นห้องแยกเดี่ยวหรือถ้าเป็นห้องรวมระยะห่างระหว่างเตียงไม่น้อยกว่า 3 ฟุต พื้นผิวสัมผัสต่างๆ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย มีการระบายอากาศได้ดี บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลต้องใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้ง มีอุปกรณ์ที่จำเป็นในการตรวจวินิจฉัยโรค เครื่องมือกู้ชีพที่จำเป็น เช่น ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดความดันโลหิต ชุดให้สารน้ำอุปกรณ์เจาะเลือดเพื่อการวินิจฉัยเครื่องช่วยหายใจ ชุดกู้ชีพผู้ป่วย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นระบบการรักษาที่ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยและความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...