CRC เทรดวันแรกราคาไม่ขยับ เตรียมโดดเข้า SET50
CRC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯวันแรก ราคาเปิด 42 บาทต่อหุ้นเท่าราคาจอง ขึ้นแท่นหุ้นไอพีโอมูลค่าสูงสุดจำนวน 78,124 ล้านบาท เตรียมเข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET50 และ MSCI Global Standard Indexes
บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(ตลท.) เป็นวันแรก โดยราคาเสนอขายวันแรกอยู่ที่ 42 บาทต่อหุ้น เทียบเท่าราคาเปิดจองที่
42 บาทต่อหุ้น
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเข้าซื้อขายวันแรก CRC ขึ้นแท่นเป็นหุ้นไอพีโอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
และยังเป็นหุ้นไอพีโอของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2
ของโลก มีมูลค่าเสนอขายรวม 78,124 ล้านบาท
(รวมมูลค่าหุ้นที่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์
และการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO ที่ประมาณ 253,302 ล้านบาท
(ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)
ส่งผลให้ CRC จะเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งจะได้รับการจัดให้เข้าไปรวมอยู่ในดัชนี
SET50 และ MSCI Global Standard Indexes ด้วยเกณฑ์ Fast-track พร้อมต่อยอดความสำเร็จหลังการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ด้วยการเสริมศักยภาพ Customer-Centric Omni-Channel ที่สามารถสร้างรายได้จากทุกที่ทุกเวลาทั่วทุกมุมโลก
พร้อมโอกาสการเติบโตจากแผนการขยายและปรับปรุงสาขาของธุรกิจ ในกลุ่ม CRC อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น
กล่าวว่า “ก่อนจะถึงวันนี้
เราได้มีการเตรียมพร้อมและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกลุ่มเซ็นทรัล
ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่ได้นำเสนอขายหุ้นไอพีโอที่มูลค่าสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ฯ
อีกทั้งยังเป็นหุ้นไอพีโอในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าเสนอขายสูงสุดเป็นอันดับ
2 ของโลก ได้เป็นผลสำเร็จ
จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองข้ามผลกระทบต่อสภาวะของตลาดหุ้นในระยะสั้น
เพราะเชื่อมั่นในโอกาสเติบโตในระยะยาวจากปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคงและแข็งแกร่งของบริษัท
ที่พร้อมจะผลักดันการเติบโตทั้งแบบ Organic ผ่านการขยายและปรับปรุงสาขาของแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำในเครือทั้งในประเทศไทย
รวมทั้งในประเทศเวียดนามและอิตาลี
ซึ่งมีแผนการและเป้าหมายการเพิ่มจำนวนร้านค้าที่ชัดเจน
นอกจากนี้ การไอพีโอที่ผ่านมาทำให้ CRC มีความพร้อมทุกเมื่อสำหรับการแสวงหาโอกาสในการขยายธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบ
Inorganic หากมีโอกาสควบรวมกิจการหรือเข้าซื้อกิจการที่น่าสนใจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้การลงทุนอย่างรอบคอบและมีวินัย
เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีกไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
รวมทั้งสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจให้กับนักลงทุน”
การนำเสนอขายหุ้นไอพีโอของ CRC ที่ผ่านมา
นับได้ว่าเป็นการสร้างสถิติใหม่ให้กับตลาดหุ้นทั้งในประเทศและในระดับโลกถึง 4
สถิติ ทั้งการเป็นหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย
ด้วยมูลค่าเสนอขายที่สูงที่สุดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
พร้อมทั้งยังเป็นไอพีโอในกลุ่มค้าปลีกที่มีมูลค่าเสนอขายสูงสุดเป็นอันดับ
2 ของโลก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดรวมที่ราคาเสนอขายสุดท้ายแล้ว
ทำให้ ‘CRC’ มีโอกาสที่จะได้จัดอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 วันหลังเริ่มทำการซื้อขาย
นอกจากนี้ CRC ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก
โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 ทางบริษัท
ได้ต้อนรับนักลงทุนและประชาชน 1,400 คน
ที่มาร่วมรับฟังการบรรยายสรุปการเสนอขายหุ้น CRC ซึ่งถือเป็นการทุบสถิติจำนวนคนที่เข้าร่วมฟังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
นายญนน์
กล่าวเพิ่มเติมถึงโอกาสเติบโตว่า
“เรามั่นใจว่านักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพและร่วมเป็นเจ้าของ CRC จะได้เติบโตไปกับแพลตฟอร์มค้าปลีกแห่งอนาคตของเรา
ที่ไม่ใช่มีเฉพาะแค่หน้าร้าน ไม่ได้มีเฉพาะ E-Commerce แต่เป็นการผนวกจุดเด่นจากทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์
มายกระดับขีดความสามารถในการทำธุรกิจค้าปลีกในยุคปัจจุบันผ่าน Customer-Centric
Omni-Channel ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกที่สามารถสร้างรายได้จากทุกที่
ทุกเวลา
พร้อมกับมอบประสบการณ์ที่ดีกว่า สะดวกกว่า
เข้าถึงตัวเลือกสินค้าที่น่าเชื่อถือได้หลากหลายกว่า พร้อมจับต้องสินค้าได้จริง
จนได้รับความนิยมจากลูกค้าดั้งเดิมของเซ็นทรัล รีเทล รวมทั้งได้ลูกค้ารายใหม่ ๆ
อย่างต่อเนื่อง และมีบทพิสูจน์การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เห็นได้จากแคมเปญล่าสุดของเรา ทั้ง 11.11 และ
12.12 mega sale เมื่อปลายปี 2562 ที่สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจากปี
2561 ถึง 2 เท่า ซึ่งช่องทาง Omni-Channel
นับได้ว่ายังมีช่องว่างการเติบโต อีกมากในอนาคต”
ภายหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตระกูลจิราธิวัฒน์ จะยังคงถือหุ้นใน CRC ด้วยสัดส่วนกว่า
70% (ภายใต้สมมติฐานว่าจะมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน)
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้ก่อตั้งที่จะยังเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตของบริษัท
ผ่านการบริหารจัดการของทีมผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์
ทั้งนี้
บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินรวม
หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และภายหลังการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย
ซึ่งอาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลแตกต่างไปจากนโยบายที่กำหนดไว้ได้
ชึ้นอยู่กับผลประกอบการ สภาพคล่องทางการเงิน
และความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียนเพื่อบริหารกิจการ
และแผนการขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงภาวะเศรษฐกิจ