โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนกิจการโรงงาน "น้ำตาล" ในไทย ในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2564 เวลา 03.16 น.
โรงงานน้ำตาลริมแม่น้ำนครชัยศรี สมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ย้อนรอยกิจการโรงงานน้ำตาลของไทย ในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

กิจการโรงงานน้ำตาลนับเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญมาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะน้ำตาลจากอ้อยที่มีชาวจีนเป็นผู้นำพันธุ์อ้อยมาปลูกและดำเนินการผลิตซึ่งปรากฏในปี พ.ศ. 2353 ซึ่งอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 2 ครั้งนั้นส่งออกได้กว่า 6,000 หาบ [1]

ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบอร์นี พ.ศ. 2369 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 มีการส่งออกน้ำตาลในปริมาณมากขึ้น เช่น ปี พ.ศ. 2387 มีปริมาณส่งออกถึง 110,000 หาบ [2] ทั้งนี้เป็นไปตามความต้องการของตลาดโลกโดยมีลูกค้าสำคัญคือ อเมริกาและอังกฤษ [3]

ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4 ระหว่างปี พ.ศ. 2405-8 การส่งออกน้ำตาลได้ขยายตัวอย่างมาก เห็นได้จากมีการสร้างโรงงานที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำขึ้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรีถึง 25 โรง จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2432 กิจการโรงงานน้ำตาลเริ่มประสบปัญหาการส่งออก เนื่องจากราคาน้ำตาลตลาดโลกตกต่ำ การส่งออกจึงหยุดชะงักลง ซึ่งสัมพันธ์กับการแข่งขันการผลิตน้ำตาลในยุโรปซึ่งใช้หัวผักกาดหวาน (หัวบีต) เข้ามาทดแทนน้ำตาลจากอ้อยซึ่งมีฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นผู้นำการผลิต ประกอบกับความต้องการสินค้าข้าวทำให้มีการลดพื้นที่การปลูกอ้อยลงเพื่อเปลี่ยนเป็นนาข้าวโดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำนครชัยศรี [4]

ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกประสบปัญหาจนมีส่วนต่อการลดพื้นที่เพาะปลูกอ้อยลงซึ่งเหลือแต่เพียงพื้นที่เมืองชลบุรีเท่านั้นที่ยังคงมีการผลิตอยู่ สถานการณ์เช่นนี้ย่อมสร้างปัญหาต่อการผลิตเพื่อบริโภคในประเทศเช่นกัน จากเดิมที่ไทยเคยเป็นประเทศที่ผลิตเพื่อส่งออกกลับต้องนำเข้าน้ำตาลจากฟิลิปปินส์และชวา (อินโดนีเซีย)

ในรายงานของพระยาอินทมนตรี ซึ่งสำรวจการทำน้ำตาลในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2461 ระบุว่า น้ำตาลที่ผลิตในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2460 เป็นผลผลิตจากน้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว และน้ำตาลจากอ้อย ในรูปของน้ำตาลทรายแดงเป็นส่วนมาก มีผลผลิตเพียง 600,000 หาบ ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและต้องนำเข้าเพิ่มอีก 400,000 หาบ ประกอบกับวิธีการผลิตน้ำตาลของไทยยังล้าสมัย เช่น การใช้ลูกหีบ ที่ใช้กันมาดั้งเดิมทำให้สูญเสียมูลค่าการผลิต และคุณภาพน้ำตาลที่ไม่ดีเพราะเก็บไม่ได้นาน อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างโรงงานกับชาวไร่ยังขาดการประสานงานระหว่างกัน เห็นสมควรให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการผลิต [5]

ช่วงทศวรรษ 2450-60 การผลิตน้ำตาลของไทยได้เปลี่ยนจากผู้ส่งออกมาเป็นผู้นำเข้าเนื่องจากปัญหาทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ แม้ว่าจะมีความพยายามของผู้ลงทุนบางส่วน เช่น เจ้าพระยาวรพงศพิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) ได้ตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นที่ตำบลทับหลวง เมืองนนทบุรี โดยให้หม่อมหลวงยวง อิศรเสนา เป็นผู้ดูแล แต่ก็ต้องเลิกกิจการเพราะประสบปัญหาในข้างต้น คือ ราคาน้ำตาลตกต่ำ และปัญหาด้านเทคนิค เพราะขาดแคลนช่างผู้ชำนาญการ ตลอดจนปัญหาคุณภาพของอ้อย [6] ปัญหาเหล่านี้ได้นั่นทอนการผลิตน้ำตาลของไทยขณะนั้นอย่างมาก จนกระทั่งทศวรรษ 2470 จึงมีความพยายามฟื้นฟูกิจการโรงงานน้ำตาลของคนไทยอีกครั้งหนึ่ง

การขอตั้งโรงงานน้ำตาลของเอกชน ช่วงทศวรรษ 2470

เมื่อถึงทศวรรษ 2470 เส้นทางกิจการโรงงานน้ำตาลของไทยมิได้หอมหวานราบรื่นเช่นน้ำตาลที่ผลิตได้ ผู้ประกอบการหลายรายได้มีความพยายามขอตั้งโรงงานน้ำตาลต่อ รัฐบาลทั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และรัฐบาลของคณะราษฎร แต่ต้องประสบปัญหานานาประการจนต้องล้มเลิกโครงการไปหลายราย…

บรรยากาศความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการภาคเอกชนทั้งกลุ่มพ่อค้าชาวจีน (หรือจีนสยาม) และขุนนางนักลงทุนเกิดขึ้นอย่างมากช่วงทศวรรษ 2470 เพื่อแข่งขันกับธุรกิจของชาวตะวันตกที่มีบทบาทในกิจการประเภทต่าง ๆ ในไทยอย่างมาก ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่งในปี พ.ศ. 2398 เป็นต้นมา และประสบผลสำเร็จในกิจการสำคัญอย่างการค้าข้าว กลุ่มพ่อค้าชาวจีนสามารถยึดกุมกิจการนี้ตั้งแต่การค้าปลีกไปจนถึงส่งออกและรวมทั้งกิจการโรงสี ซึ่งชาวตะวันตกเคยมีบทบาทมาก่อน [7]

ขณะที่ธุรกิจประเภทอื่นก็มีนักลงทุนเข้าไปดำเนินการ เช่น นายเลิศ หรือพระยาภักดีนรเศรษฐ์ ลงทุนใน กิจการสั่งสินค้าเข้า โรงน้ำแข็ง และนำเข้ารถยนต์ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ นายบุญรอด หรือพระยาภิรมย์ภักดี คิดตั้งโรงเบียร์ในประเทศเพื่อจะได้ไม่ต้องสั่งเข้าเบียร์จากต่างประเทศเป็นผลสำเร็จ และไม่เพียงแต่จะริเริ่มกิจการขึ้นหลากหลายประเภทเท่านั้น บรรดาพ่อค้าทั้งชาวจีนสยาม และขุนนางนักลงทุนหลายรายยังมีส่วนเรียกร้องให้รัฐมุ่งสนับสนุนกิจการค้าภายในประเทศผ่านทางนักเขียนนักหนังสือพิมพ์อีกด้วย [8]

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวในการริเริ่มกิจการลงทุนของคนไทยยังรวมไปถึงกิจการโรงงานน้ำตาลซึ่งปรากฏขุนนางนักลงทุนและพ่อค้าบางส่วนที่พยายามยื่นเสนอโครงการต่อรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2470 เริ่มจากโครงการของ จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้เสนอให้รัฐสนับสนุนการสร้างโรงงานน้ำตาลบริเวณเขตสัมปทานป่าไม้ของ บริษัทป่าไม้ศรีราชา ซึ่งเป็นบริษัทของท่านในเขตอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยอาศัยพื้นที่ว่างจากการสัมปทานป่าไม้เป็นเขตปลูกอ้อย โครงการนี้มีการเตรียมการด้วยการส่งพระยามไหสวรรย์ซึ่งเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และยังเป็นมิตรของท่านไปดูงานการผลิตน้ำตาลที่เกาะชวาและที่ไต้หวัน พร้อมทั้งมีการจ้างคนมาสำรวจภูมิประเทศและการชลประทานเพื่อหาความเหมาะสมของพื้นที่ดำเนินกิจการอีกด้วย [9]

จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้เสนอแผนการตั้งโรงงานน้ำตาลต่อสภาเผยแผ่พาณิชย์ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2470 โดยใช้ชื่อว่า บริษัทน้ำตาลชลบุรี จำกัด ในคำร้องดังกล่าวระบุว่าขอเป็นพระบรมราชานุญาตพิเศษ เพื่อรับสิทธิพิจารณาขอใบเหยียบย่ำที่ดินราษฎร แต่ข้อเสนอเช่นนี้ภาครัฐไม่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการให้สิทธิเหนือกว่าบริษัทเอกชนรายอื่น จึงไม่เห็นชอบต่อโครงการนี้ [10]

อ่านเพิ่มเติม :

“น้ำตาลไม่หวาน” ของคณะราษฎร : การร่วมทุนธุรกิจ ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและเอกชน

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] นิธิ เอียวศรีวงศ์. ปากไก่และใบเรือ : ว่าด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์-วรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 3. (กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, 2543), น. 147.

[2] เอดี มัวร์ (Adey Moore), “พ่อค้าอังกฤษคนแรกในกรุงรัตนโกสินทร์” แปลจาก An Early British Merchant in Bangkok โดย นันทนา ตันติเสส,” ใน รวมเรืองแปลหนังสือและเอกสารทางประวัติศาสตร์ ชุดที่ 3. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2538), น. 61.

[3] นิธิ เอียวศรีวงศ์. ปากไก่และใบเรือ : ว่าด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์-วรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์. น. 148.

[4] อัสวิทย์ ปัทมะเวณุ. ตามรอยน้ำตาล. (กรุงเทพฯ : ที.พี.พริ้นท์ จำกัด, 2539), น. 224-225.

[5] เรื่องเดียวกัน, น. 225.

[6] เรื่องเดียวกัน, น. 226.

[7] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 2. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์วิชาการ, 2540), น. 96-97.

[8] เรื่องเดียวกัน, น. 100-103.

[9] อัสวิทย์ ปัทมะเวณุ. ตามรอยน้ำตาล. น. 227.

[10] เรื่องเดียวกัน, น. 228.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “‘น้ำตาลไม่หวาน’ ของคณะราษฎร : ภาพสะท้อนกิจการร่วมทุนทางธุรกิจ ระหว่างรัฐบาลคณะราษฎรและเอกชน” โดย นนทพร อยู่มั่งมี ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2555

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 เมษายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนกิจการโรงงาน “น้ำตาล” ในไทย ในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...