ว่าด้วยเรื่อง Sell in May
คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตลงทุน
โดย พรเทพ ชูพันธุ์ บล.ไทยพาณิชย์
เดือนพฤษภาคม ปกติมักเป็นเดือนที่นักลงทุนจะไม่ค่อยเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นมากนัก เดือนนี้มักเป็นเดือนที่หุ้นปรับตัวลงหรือถ้าขึ้นก็ขึ้นไม่มาก
หลายคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Sell in May (and go away) หรือก็คือให้ขายหุ้นทิ้ง ปิดจอ แล้วไปเที่ยวพักผ่อนดีกว่า ซึ่งดูจากสถิติย้อนหลังไป 10 ปี (ไม่รวมช่วงวิกฤตการเงินสหรัฐ 2009 หรือ hamburger crisis) พบว่าตลาดหุ้นบ้านเรามักให้ผลตอบแทนไม่ดีนักในเดือน พ.ค. SET index ปรับตัวลงโดยเฉลี่ย 1.3% (ถ้าคิดเทียบกับ SET index ปัจจุบันก็ราว ๆ ลบ 20-25 จุด) ซึ่งหากนับเป็นจำนวนครั้งของการปรับตัวลง เทียบกับจำนวนครั้งที่ปรับตัวขึ้น ใน 10 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีอัตราส่วน ลง : ขึ้น เท่ากับ 6 : 4 โดยใน 6 ปีที่ปรับตัวลง ลดลงเฉลี่ย 2.5% (คิดเป็น index ปัจจุบันก็ราว ๆ ลบ 45 จุด) ส่วนใน 4 ปีที่ปรับขึ้น มีการขึ้นเฉลี่ย 0.4% (คิดเป็น index ปัจจุบันก็ราว ๆ 8 จุด)
มองกันตามสถิติก็อาจจะเป็นการดีที่เราจะปรับลดพอร์ตลงบ้าง ? แต่ก็มีบางประเด็นที่ผมมองว่าเรื่อง Sell-in-May อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะถ้าจะว่ากันด้วยเรื่องสถิติ พบว่า
ความรุนแรงของการปรับตัวลงของตลาดหุ้นในเดือน พ.ค.ส่วนหนึ่งก็มาจากการขายทำกำไรจากการปรับตัวขึ้นในช่วง 3-4 เดือนแรกของปีด้วย เห็นได้จากความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างผลตอบแทนช่วง 4 เดือนแรกของปี และการปรับฐานในเดือน พ.ค.พบว่าปีที่หุ้นปรับตัวขึ้นแรงใน 4 เดือนแรก มักเจอแรงขายทำกำไรกดหุ้นลงในเดือน พ.ค.แรงเช่นกัน
แต่ปี 2018 นี้แม้หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นแรงในเดือน ม.ค. (แตะ 1,850 จุด) แต่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยก็มีการปรับฐานลงมาพอสมควร ทำให้เมื่อมองผลตอบแทนช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเพียงแค่ 1.5% ซึ่งถ้าดูจากความสัมพันธ์ตามกราฟเส้นประด้านล่างนี้ ก็คาดว่าตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค.นี้จะอยู่ในระดับทรง ๆ ไม่ขึ้นไม่ลงมากนัก (ว่ากันตามสถิติ) ซึ่งถือว่าไม่ได้เลวร้ายนัก เพราะอย่าลืมว่าเดือน พ.ค.เป็นเดือนหนึ่งแห่งการขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งหาก SET index ยืนอยู่ได้โดยไม่ปรับลงเม็ดเงินจากการปันผลก็น่าจะทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ย (total return) ของการลงทุนยังคงเป็นบวกได้
หากว่ากันด้วยปัจจัยพื้นฐานความกังวลต่อปัจจัยภายนอกประเทศน่าจะลดลงในระยะต่อไป เช่น 1) ปัญหาคาบสมุทรเกาหลีมีแนวโน้มดีขึ้นหลังจากผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้พบกันและมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับความพยายามยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ รวมถึงการเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือด้วย (จับตามองการพบกันระหว่าง ปธน.สหรัฐ กับผู้นำเกาหลีเหนือ ในกลางเดือน พ.ค.นี้)
ส่วนเรื่อง 2) สงครามการค้าโลก ล่าสุด สหรัฐก็ประกาศยืดการยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมออกไปอีก และดูเหมือนคู่กรณีจะลดลงจากสงครามการค้าโลก เหลือเพียงสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ซึ่งล่าสุดก็กำลังจะเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาซึ่งน่าจะหาทางออกร่วมกันที่ดีได้
นอกจากนี้ แรงขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติไม่น่าจะแรงไปกว่านี้ได้มากนัก โดยต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง คิดเป็นจำนวนเงินราว ๆ 1 แสนล้านบาทในเวลาเพียง 6 เดือนที่ผ่านมา แต่หุ้นไทยก็ยังคงปรับขึ้นและยืนอยู่ได้ที่ระดับ 1,750-1,800 จุด ในช่วงเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา
ส่วนปัจจัยหนุนที่ยังคงจะส่งผลต่อเนื่องได้แก่ 1) ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงที่ราว $75 ต่อบาร์เรล น่าจะส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานซึ่งเป็น sector ใหญ่ของตลาดหุ้นไทย 2) กลุ่มธนาคารที่ปรับตัวลงแรงในช่วงก่อนหน้าเริ่มยืนได้ ล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นของทั้งการเติบโตของสินเชื่อ และคุณภาพสินทรัพย์
3) ธีมการลงทุนของไทยยังคงเดินหน้าทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับ EEC การจับมือกับอาลีบาบาที่จะเข้ามาใช้ EEC เป็นศูนย์กลาง logistic สำหรับการทำธุรกิจ e-Commerce ในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีเรื่องความคืบหน้าของการเบิกจ่ายเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินก็จะส่งผลดีต่อทั้ง sentiment และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปด้วย
สำหรับหุ้น top-pick ของ บล.ไทยพาณิชย์ เดือน พ.ค.นั้น นอกจากอิงผลประกอบการ 1Q18 คาดว่าจะออกมาดีแล้ว ยังมีสตอรี่ที่น่าสนใจโดยย่อ ได้แก่ AAV (รับผลดีจากโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ทำให้ใช้บริการ low-cost airline สะดวก และเชื่อมกับสนามบินหลักง่ายขึ้น) BDMS (ขยายไปโตตามธุรกิจประกันสุขภาพ) CHG (หุ้นที่ laggard กลุ่มโรงพยาบาล valuation ที่ไม่แพง คาดปีนี้ turnaround) PTT (ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงจาก sell-on-fact หลังแตกพาร์ เป็นโอกาสลงทุนเพราะกำไรจะทำจุดสูงสุดใหม่ในปีนี้) SAT (ตามกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดีต่อเนื่อง) และ VGI (การลงทุนใน Kerry เติบโตจากธุรกิจ logistic ตามการซื้อสินค้า online ของผู้บริโภค)