WTO ปรับลดคาดการณ์การค้าโลกปี 2568 เตือนเสี่ยงหดตัวหนักกว่าคาด เหตุสงครามการค้า-ภาษีสหรัฐ
WTO ปรับลดคาดการณ์การค้าโลกปี 2568 เตือนเสี่ยงหดตัวหนักกว่าคาด เหตุสงครามการค้า-ภาษีสหรัฐ สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก
วันที่ 17 เมษายน 2568 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า องค์การการค้าโลก (WTO) ปรับลดคาดการณ์การค้าโลกปี 2025 เหตุสงครามการค้าและภาษีสหรัฐพุ่งสูง สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก
องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเจนีวา ประกาศปรับลดคาดการณ์การค้าสินค้าทั่วโลกในปี 2568 โดยระบุว่าปริมาณการค้าสินค้าทั่วโลกจะหดตัวลง 0.2% ซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้เกือบ 3 จุดเปอร์เซ็นต์ หากไม่มีสงครามการค้าที่นำโดยสหรัฐ ถือเป็นการปรับคาดการณ์ที่ลดลงอย่างรุนแรงจากการคาดหมายเมื่อต้นปีนี้ โดย WTO คาดว่าการค้าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2569 ที่ระดับ 2.5%
ก่อนหน้านี้การไหลเวียนของสินค้าและบริการทั่วโลกได้ฟื้นกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากความปั่นป่วนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทว่าเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แนวนโยบายการค้าก็เปลี่ยนไป โดยทรัมป์หาเสียงด้วยคำมั่นว่าจะฟื้นฟูชนชั้นกลางของอเมริกาผ่านมาตรการภาษีนำเข้า โดยเฉพาะกับประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าอย่างหนัก เช่น จีน
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ประกาศใช้ภาษีนำเข้าแบบ"ตอบโต้เท่าเทียม" (reciprocal import taxes) โดยมีอัตราตั้งแต่ 10-50% แต่ไม่กี่วันต่อมา เขาก็ประกาศระงับภาษีขั้นสูงสุดชั่วคราว 90 วัน โดยคงอัตราขั้นต่ำไว้ที่ 10% สำหรับทุกประเทศ ยกเว้นจีน ซึ่งสินค้าที่ส่งออกมายังสหรัฐ ขณะนี้ต้องเผชิญกับภาษีที่สูงกว่า 100%
การเลื่อนขึ้นภาษีนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินไป โดยปัจจุบันมีคณะผู้แทนจากญี่ปุ่นเดินทางเยือนทำเนียบขาวเพื่อหารือกับสหรัฐ
ในรายงานล่าสุด WTO ระบุว่า หากสหรัฐดำเนินการขึ้นภาษีตามแผนที่ประกาศไว้จริง ตัวเลขการค้าสินค้าทั่วโลกในปี 2568 อาจหดตัวลงถึง 1.5% โดยชี้ว่า “ทั้งภาษีตอบโต้เท่าเทียมและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่แพร่กระจาย จะนำไปสู่การหดตัวของการค้าสินค้าทั่วโลกถึง 1.5% ในปีหน้า”
ผลกระทบเชิงลบ
แม้มาตรการกีดกันทางการค้าอาจส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ เพิ่มรายได้ของรัฐและลดช่องว่างดุลการค้า ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายหลักของทรัมป์ แต่ WTOเตือนว่า “ในระยะกลางถึงยาว การขึ้นภาษีนำเข้าโดยทั่วไปมักส่งผลกระทบเชิงลบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าโดยรวม”
จีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเช่นกัน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ที่มุ่งโจมตีบริษัทสหรัฐ และจำกัดการส่งออกวัตถุดิบสำคัญบางรายการ
WTOเตือนว่าวัฏจักรการตอบโต้กันไปมาด้วยมาตรการภาษี อาจนำไปสู่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น พร้อมระบุว่า “มาตรการตอบโต้ต่อการกีดกันทางการค้า เช่น การเก็บภาษีจากวัสดุเฉพาะที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป อาจมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อมากกว่าปกติ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ความคาดหวังด้านเงินเฟ้อสูงขึ้น” WTOระบุในรายงาน
การค้าภูมิภาคอเมริกาเหนือ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ส่วนเอเชียและยุโรปจะยังมีการเติบโตในระดับพอประมาณ
อย่างไรก็ตาม WTOเตือนว่าการหยุดชะงักในการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน อาจกระตุ้นให้ผู้ส่งออกจีนหันไปหาตลาดใหม่ โดยระบุว่า “การหยุดชะงักในการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ มีแนวโน้มจะส่งผลให้เกิดการเบนเบนทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับตลาดที่สามว่าจะต้องเผชิญการแข่งขันจากจีนที่รุนแรงขึ้น”
ในด้านการค้าบริการก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย WTOคาดว่าการค้าบริการเชิงพาณิชย์จะเติบโต เพียง 4% ในปีนี้ และ 4.1% ในปี 2026 เทียบกับ 6.8% เมื่อปีที่แล้ว
อ้างอิง : bloomberg.com