เทรนด์ใหม่ท่องเที่ยวแบบ ‘Conscious Travel’ เปลี่ยนโรงแรมให้เป็นมากกว่า สถานที่นอน-แวะอาบน้ำ
TODAY Bizview
อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 07.34 น. • workpointTODAYที่ผ่านมาในแต่ละปีจะเห็นเทรนด์การท่องเที่ยวแบบใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก ท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชน หรือการท่องเที่ยวเพื่อคนโสด ซึ่งเทรนด์เหล่านี้มีประโยชน์ต่อประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากๆ อย่าง ‘ประเทศไทย’ ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่จะได้ประโยชน์เช่นกัน
สำหรับปี 2025 เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennials มีชื่อเรียกว่า ‘Conscious Travel’ ท่องเที่ยวอย่างมีสติ คือใช้เวลากับห้องพักและโรงแรมที่พักอย่างเต็มที่มากขึ้น
ผลสำรวจ Changing Traveller Report 2025 จัดทำโดย SiteMinder แพลตฟอร์มที่จัดทำแบบสำรวจที่พักโดยเฉพาะ โดยมีข้อมูลเชิงลึกจากนักเดินทาง 12,000 คนจาก 14 ประเทศทั่วโลก และเป็นรายงานเกี่ยวกับ ‘ที่พัก’ ที่ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตให้ความสำคัญ และนำมาปรับปรุงศักยภาพของธุรกิจตัวเอง
ในรายงานระบุว่า ตลอดทั้งปีนี้จะเห็นการเติบโตของ ‘Everything Traveller’ ซึ่งพฤติกรรม มุมมอง และการตัดสินใจต่างๆ จะเกิดจากการผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ที่หลากหลายขึ้น
อธิบายง่ายๆ ก็คือ สิ่งเก่าคือ กลุ่มคนใน 14 ประเทศยังโหยหาการเดินทาง ซึ่งในปีนี้มีแนวโน้มที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์ใหม่ที่จะได้รับ
ส่วน ‘สิ่งใหม่’ ก็คือพฤติกรรมผู้เดินทาง หรือ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มองว่า ที่ผ่านมาพวกเขาใช้เวลากับที่พัก หรือโรงแรมได้ไม่เต็มที่เท่ากับเงินที่จ่ายไป ดังนั้น มุมมองทั้งสองนี้จะเกิดขึ้นในปีนี้
การท่องเที่ยวที่กลุ่มคนเดินทางจะใช้เวลากับที่พักของตัวเองมากขึ้น ทำกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงแรมหรือรีสอร์ตอย่างคุ้มค่า SiteMinder เรียกเทรนด์นี้ว่า ‘Conscious Travel’ ใช้สติในการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า
โดยผู้เข้าพักมากกว่า 50% คาดว่าจะใช้เวลาส่วนใหญ่ หรือใช้เวลาค่อนข้างนานในโรงแรมของ ความคิดนี้เพิ่มขึ้นกว่า 1.5% เมื่อเทียบปีต่อปี
[ สปา = กิจกรรมอันดับหนึ่งของกลุ่ม Conscious Traveller]
การสร้างประสบการณ์ใหม่ภายในโรงแรมที่พัก เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวคาดหวัง ดังนั้น โรงแรมหรือที่พักที่มีกิจกรรมหลากหลาย จะได้เปรียบจากเทรนด์ใหม่นี้
ผลสำรวจล่าสุดนี้ เปิดกิจกรรมหลักๆ ที่นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาด้วยมากที่สุด ได้แก่
– สปาเพื่อผ่อนคลาย (43%)
– การรับประทานอาหารรสเลิศ หรือการชิมไวน์ (43%)
– ชมการแสดงดนตรีสด (37%)
– คลาสโยคะ หรือนั่งสมาธิ (18%)
นอกจากนี้ ผลสำรวจได้ระบุเกี่ยวกับวิธีการบุ๊กกิ้งที่เปลี่ยนไป คือ ประมาณ 42% จะเลือกใช้เอเจนซี่ท่องเที่ยวออนไลน์ (เพิ่มขึ้น 3%) ขณะที่ผู้จองที่พักโดยตรงกับโรงแรมและที่พัก อยู่ที่ 27% (ลดลง 1%)
นักท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง (52%) แสดงความคิดเห็นว่า เหตุผลที่พวกเขาบุ๊กกิ้งที่พักโดยเอเจนซี่ท่องเที่ยวมากขึ้นถึง 1.5% ในปี 2025 เพราะว่าสามารถยกเลิกการจองออนไลน์ง่ายกว่าการจองตรง ซึ่ง 2 ประเทศที่ผู้เดินทางมักจะเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับที่พัก เกิดขึ้นในเม็กซิโกและอินเดียเป็นอัตราที่สูงที่สุด
ส่วนประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากที่สุดตอนนี้ ก็คือ ‘ญี่ปุ่น’ (13%) โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยและอินโดนีเซีย มีแนวโน้มที่จะจองทริปไปที่นั่นมากที่สุดในปีนี้
ขณะที่ สหรัฐอเมริกา (9.5%) และฝรั่งเศส (9%) เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 2 และ 3 ที่นักเดินทางสนใจไปมากภายในปีนี้ต่อจากญี่ปุ่น
[ หมอนและเครื่องนอน เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญที่สุด ]
สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก กลายมาเป็นเรื่องที่ผู้พักใส่ใจมากที่สุดในเทรนด์นี้ โดยหมอนและเครื่องนอน กลายเป็นอันดับ 1 ที่ถามถึงมากที่สุด (56%) ตามด้วย ‘วิวห้อง’ (53%), การควบคุมอุณหภูมิ (35%), อ่างอาบน้ำ (30%) และ แรงดันฝักบัว (29%)
นักเดินทางจากบางประเทศจะมีถามถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ นอกเหนือจาก 5 อย่างที่กล่าวมา เช่น ไม้แขวนผ้าเช็ดตัว หรือราวแขวนผ้าเช็ดตัว ว่าเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่
ถามว่าเทรนด์นี้กลุ่มอายุช่วงไหนที่จะขับเคลื่อนเป็นหลัก ผลสำรวจชี้ว่ากลุ่ม Gen Z และ Millennials จะเป็นกลุ่มที่สนใจมากที่สุด และเลือกที่จะท่องเที่ยวรูปแบบนี้ โดยเลือกใช้เวลาพักผ่อนในโรงแรมมากขึ้น รวมถึงทำงานในระหว่างทริปด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่า การพักผ่อนและทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายจะสร้างประสิทธิภาพของงานได้มากกว่านั่นเอง