BH หุ้นร่วง 4.7% คนไข้ตะวันออกกลางลดลง คาดไตรมาส 1/68 ผลงานต่ำสุดของปี
#BH #ทันหุ้น – การซื้อขายหุ้นของบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH วันที่ 6 มี.ค.68 ครึ่งวันเช้า ราคาลดลงมากว่า 4% ราคาเคลื่อนไหวในช่วง178.00-190.50 บาท ก่อนปิดครึ่งวันที่ 181 บาท ลดลง 9.00 บาท (-4.74%) มูลค่าการซื้อขาย 962 ล้านบาท
ภายหลังการประชุมนักวิเคราะห์ โบรกเกอร์ออกบทวิเคราะห์ในวันที่ 6 มี.ค.68 คาดการณ์ว่าการที่คนไข้ตะวันออกกลางลดลง ส่งผลให้คาดการณ์ไตรมาส 1/68 จะมีกำไรสุทธิอ่อนแอและต่ำสุดของปีนี้ อย่างไรก็ตามโบรกเกอร์ส่วนใหญ่คาดว่าผลงานทั้งปี 2568 น่าจะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ “ซื้อ”
.
บล.บัวหลวงระบุว่า เป็นโอกาสทองของนักสะสมหุ้นโรงพยาบาล
บล.บัวหลวงคาดว่าในไตรมาส 1/68 รายได้จะลดลง 5%YoY เนื่องจากผลกระทบจากเดือนรอมฏอนและการขาดแคลนผู้ป่วยจากคูเวต อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าจะมีการฟื้นตัวอย่างมากในไตรมาส 2/68 พร้อมกับข้อตกลงจากซาอุดีอาระเบีย ในปี 2568 BH ปรับเพิ่มค่าบริการขึ้น 4% โดยการเปิดตัวโครงการภูเก็ตถูกเลื่อนออกไป ในขณะที่ ผลกระทบจากรอมฏอนในไตรมาส 1/68 เป็นโอกาสในการสะสมหุ้น BH จากจุดต่ำสุดของปีนี้
.
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สแนะนำทยอยสะสมจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว คาดการณ์กำไรไตรมาส 1/68 ลดลงทั้ง YoY และ QoQ ซึ่งการลดลง YoY เป็นผลจากรายได้จากคนไข้คูเวตลดลง (คาดสัดส่วนรายได้คนไข้คูเวตจะลดลงจาก 2.5% ของรายได้รวมในไตรมาส 1/67 เป็นประมาณ 1.0% ในไตรมาส 1/68 ) ซึ่งคนไข้คูเวตที่เข้ามาเป็นกลุ่มที่จ่ายค่ารักษาเอง (self-pay segment) ส่วนการลด QoQ เป็นผลจากเทศกาลรอมฎอน ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง 1-30 มีนาคม 68 (เทียบกับ 11 มีนาคม - 9 เมษายน ในปี 67) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนคนไข้จากตะวันออกกลาง ผู้บริหารคาดรายได้ในไตรมาส 1/68 จะลดลง 5-7% y/y
ความเสี่ยงจากการลดลงของคนไข้ตะวันออกกลางจำกัด ทั้งนี้ เราคาดว่ารายได้จากผู้ป่วยต่างชาติในปี 68F จะเติบโต 2% โดยให้รายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางทรงตัว ขณะที่รายได้จากคนไข้ประเทศอื่นที่ไม่ใช่ตะวันออกกลาง (Non-Middle East) คาดว่าจะเติบโต 3%
เลื่อนการเปิดแคมปัสที่ภูเก็ตไปเป็นครึ่งปีแรก 2570 (จากเดิมเปิดครึ่งปีหลัง 2569) เนื่องจากความล่าช้าของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)
บล.ดีบีเอสฯ แนะนำซื้อจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว ให้ราคาพื้นฐาน 232 บาท (DCF, WACC 7.1%, TG 2.0%) ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ระดับ Mean-1.5SD
.
บล.ทิสโก้ระบุว่า ยังไม่มีข่าวดีที่จะรายงานสำหรับไตรมาส 1/68 เนื่องจากผู้บริหารของ BH ได้คาดว่ารายได้จะลดลง -5% YoY ลดลงจาก -0.7% YoY ในไตรมาส 4/67 ปัจจัยสำคัญได้แก่ 1) ผลกระทบเต็มที่ครั้งแรกจากวันหยุดเทศกาลรอมฎอนในไตรมาส 1/68 และ 2) ฐานรายได้สูงจากผู้ป่วยชาวคูเวต
ความอ่อนแอของรายได้จากผู้ป่วยต่างประเทศในไตรมาส 4/67 มีสาเหตุมาจากตลาดตะวันออกกลางซึ่งลดลง 19% YoY (ถูกกดดันโดยคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน) การเติบโตที่ดีในผู้ป่วยจากสหรัฐอเมริกา จีน เอธิโอเปีย และสหราชอาณาจักร ชดเชยความอ่อนแอได้บางส่วน
ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกลับมาของผู้ป่วยชาวคูเวต เนื่องจากการปรับเปลี่ยนภายในที่สำคัญอย่างต่อเนื่องภายในรัฐบาลคูเวต ในขณะเดียวกัน การส่งต่อผู้ป่วยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มฟื้นตัว สถาบันที่ส่งต่อต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของระบบการส่งออกของประเทศตั้งแต่ครึ่งปีแรก 2567
การขึ้นราคาที่มีประสิทธิผลควรจะต่ำกว่าเล็กน้อยในปีนี้ที่ +4% เทียบกับ +6% ในปี 2567
การก่อสร้างวิทยาเขตภูเก็ตได้เริ่มต้นแล้ว คาดว่าโครงการจะเปิดให้บริการในต้นปี 2570 (ก่อนหน้านี้แนะนำว่าจะเป็นช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570)
ข่าวดีเพียงอย่างเดียว : บันทึกความเข้าใจทวิภาคีกับซาอุดิอาระเบียคาดว่าจะเป็นรูปเป็นร่างหลังวันหยุดสงกรานต์ (เมษายน 2568)
คงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ BH โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 244.00 บาท
.
บล.ฟินันเซียไซรัสระบุว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์โดยรวมแล้วมีมุมมองเป็นไปในทางลบ แต่ยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้
ผู้บริหารให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างรายได้ในไตรมาส 4/2567 รายได้จากผู้ป่วยต่างประเทศลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากรายได้จากตลาดตะวันออกกลางที่ลดลง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้จากตลาดอินโดจีนเติบโต 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และรายได้จากตลาดอื่น ๆ (รวมถึงสหรัฐอเมริกาและจีน) เติบโต 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน
รายได้จากผู้ป่วยคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังคงอ่อนแอ โดยลดลง 73% และ 37% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 4/2567 โดยรวมแล้ว รายได้จากผู้ป่วยคูเวตและ UAE ลดลง 1.2 พันล้านบาท (แบ่งเป็น 0.9 พันล้านบาทจากคูเวต และ 0.3 พันล้านบาทจาก UAE) ในปี 2567 ซึ่งคิดเป็น 5% ของรายได้รวมในปี 2567 ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยคูเวตลดลงเหลือ 1% ในไตรมาส 4/2567 และ 2% ในปี 2567 (เทียบกับ 5% ในปี 2566)
รายได้จากโอมาน (ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 9 ของสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ) ลดลง 31% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 4/2567 เนื่องจากฐานรายได้ที่สูงในไตรมาส 4/2566
ยังไม่มีการอัปเดตเกี่ยวกับกำหนดเวลาประกาศรายชื่อโรงพยาบาลที่ได้รับการอนุมัติสำหรับผู้ป่วยคูเวตผู้บริหารแจ้งว่ารัฐบาลคูเวตได้ยุติการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลนอกโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองสำหรับโรงพยาบาลเอกชนภายในประเทศหรือการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ
ผู้บริหารระบุว่า BH ได้ต่อสัญญากับสถาบันอิสระของ UAE แล้วหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการส่งต่อผู้ป่วยจากระบบรวมศูนย์เป็นกระจายศูนย์ ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสที่ผู้ป่วยจาก UAE จะกลับมาในปี 2568
รายได้จากผู้ป่วยไทยเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 4/2567 ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการปรับราคาและความเข้มข้นของรายได้ BH ยังระบุว่ามีอัตราการเปลี่ยนจากผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพมาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลที่สูงขึ้นในไตรมาส 4/2567
มีการปรับราคาค่ารักษาพยาบาลขึ้น 4% ในปี 2568 (เทียบกับ 6% ในปี 2567)
ผู้บริหารคาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาส 1/2568 จะลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนเนื่องจากฐานรายได้จากผู้ป่วยคูเวตที่สูงในปีก่อนและเดือนรอมฎอนที่มาถึงเร็วขึ้นในปีนี้ (1-31 มีนาคม 2568 เทียบกับ 11 มีนาคม - 9 เมษายน 2567)
ไม่มีข่าวลบเพิ่มเติมจากการประชุมนักวิเคราะห์ แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาส 1/2568 ยังคงอ่อนแอ แต่รายได้ที่ลดลงในครึ่งปีหลังของปี 2567 (2H24) จะช่วยสร้างฐานที่เอื้อต่อการเติบโตในครึ่งปีหลังของปี 2568 (2H25) ดังนั้น เราแนะนำให้นักลงทุนจับตาหุ้น BH ไว้ เนื่องจากมีมูลค่าที่ถูกที่ P/E 20 เท่าสำหรับปี 2568
.
บล.กรุงศรีระบุว่าไตรมาส 1/68 ควรเป็นไตรมาสต่ำสุดของปี
บล.กรุงศรีมีมุมมอง Neutral ต่อข้อมูลจากการประชุมกับ BH เนื่องจาก 1) ประมาณการรายได้ปีนี้ของเรารวมผลการปรับราคาขึ้น 4% ไว้แล้ว 2) ระยะสั้นไม่มีปัจจัยบวกใหม่ และ 3) คาดไตรมาส 1/68 ไม่เด่นจากเทศกาลรอมฏอนมีผลกระทบเต็มไตรมาส ส่วนปี 2568 คาดกำไรสุทธิ (+1%y-y) กลับมาเติบโตอัตราปกติตามทิศทางรายได้ โดย BH มีจุดเด่นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความอ่อนไหวด้านราคาน้อย และบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ คงคำแนะนำ Buy สำหรับ BH
.
บล.เมย์แบงก์ ระบุว่า แนวโน้มระยะสั้นยังไม่สดใส
ผู้บริหารคาดว่ารายได้ไตรมาส 1/68 จะลดลง 5%YoY แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นราคาค่ารักษา 4% เมื่อตั้นปีนี้ ความท้าทายหลัก ได้แก่ การที่เดือนรอมฏอนอยู่ในไตรมาส 1 ทั้งหมด (เทียบกับ 22 วันในไตรมาส 1/67) และการลดลงต่อเนื่องของรายได้จากคูเวต เราคาดการณ์กำไรไตรมาส 1/68 อยู่ที่ 1.69 พันล้านบาท (-14% YoY.-11% QoQ) เนื่องจากรายได้ที่ลดลง 5% และอัตรากำไรขั้นต้นที่อ่อนแอลงจากสัดส่วนรายได้ของผู้ป่วยตะวันออกกลางที่ลดลง
ปรับลดประมาณการกำไร่ปี 68-69 ลง 7-8%
จากความไม่แน่นอนของผู้ป่วยตะวันออกกลาง เรามีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้น และปรับลดประมาณการกำไรปี 68-69 ลง 7-8% โดยคาดว่ารายได้ปี 68 จะเติบโตเพียง 1% YoY (เทียบกับ +3% ก่อนหน้า) จากอัตรากำไรที่ลดลงเนื่องจากผู้ป่วยตะวันออกกลางมีสัดส่วนลดลง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้เรายังคงไม่ได้รวมโรงพยาบาลภูเก็ตไว้ในประมาณการ เนื่องจากข้อมูลยังมีจำกัด นอกจากนี้การเปิดให้บริการโรงพยาบาลในภูเก็ตคงถูกเลื่อนออกไปเป็นครึ่งปีแรก 2570 (จากครึ่งปีหลัง 2569) เนื่องจากการอนุมัติ EIA ล่าช้า โดยแม้ว่าเราจะมองว่าโรงพยาบาลภูเก็ตจะเพิ่มมูลค่าให้กับ BH ในระยะยาว แต่ในปีแรกจะมีแรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มราว 350 ล้านบาทกระทบกำไร
.
บล.กสิกรไทยระบุว่า แนวโน้มผู้ป่วยตะวันออกกลางอ่อนแอ ขณะที่ส่วนลดเพิ่มขึ้น
บล.กสิกรไทยคงคำแนะนำ "ถือ" ด้วยราคาเป้าหมาย 191 บาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่ 188 บาท จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2568 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/68 ที่อ่อนแอน่าจะกดดันราคาหุ้น
ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้หดตัว 5% YoY ในไตรมาส 1/68 จากผลกระทบของเดือนรอมฏอนและฐานสูง ขณะที่เรายังคงกังวลต่อแนวโน้มรายได้จากคนไข้ตลาดตะวันออกกลาง และอัตราส่วนลดที่เพิ่มขึ้น
แม้ว่ารายได้จากคนไข้ไทยของ BH มีโมเมนตัมที่ดี แต่ไม่น่าชดเชยรายได้จากต่างประเทศที่หดตัว ทั้งนี้ เราคาดว่า BH มีแนวโน้มจะคงอัตราการจ่ายเงินปันผลมากกว่าคงตัวเลขเงินปันผลต่อหุ้น
ช่องทางเฟสบุ๊ก ติดตามข่าวได้ที่เพจ ทันหุ้นออนไลน์
https://www.facebook.com/thunhoonnews