โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผ่ามุมคิด “ซื้อหนี้ประชาชน” แก้วิกฤตสภาพคล่องได้จริงหรือ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 19.16 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2568 เวลา 02.11 น.

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความวิชาการ แนวคิดแก้วิกฤตสภาพคล่อง ด้วยการให้รัฐซื้อหนี้ประชาชนตอบโจทย์ได้จริงหรือ ว่า ปัญหาของภาคครัวเรือนและธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือการ “ขาดสภาพคล่อง” รากเหง้าเกิดจากภาวะเศรษฐกิจซึมยาวทั้งจากปัจจัยภายในการเมืองไม่เอื้อและภาคเศรษฐกิจบางส่วนยังไม่ฟื้นตัว

ขณะที่ปัจจัยแวดล้อมนอกประเทศซึ่งประเทศคู่ค้าหลักส่งออกเศรษฐกิจได้รับจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กอปรกับมาตรการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกทำให้มีความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลกยังซึมต่อเนื่อง

บริบทเหล่านี้มีผลทำให้เศรษฐกิจไทยติดกับดักไม่พ้นปากเหวเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมีผลทำให้รายได้ธุรกิจไม่เติบโตหรือลดลงกระทบไปถึงรายได้แรงงานและครัวเรือนไม่สามารถปรับตัวทันต่อรายจ่าย การขาดสภาพคล่องทำให้ต้องพึ่งพาการเป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ

ภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยข้อมูลล่าสุดมีจำนวนมากกว่า 16.34 ล้านล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือนขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปีช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (Q3 ปี 66/67) เพิ่มขึ้น 9.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 (ที่มา : ธปท.) ส่วนใหญ่ 1 ใน 3 เป็นหนี้บ้าน/อสังหาริมทรัพย์

รองลงมาเป็นหนี้เพื่อการอุปโภค-บริโภคสัดส่วนร้อยละ 28 สินเชื่อส่วนบุคคลสัดส่วนร้อยละ 20 หนี้เพื่อยานยนต์สัดส่วนร้อยละ 10.2 จากภาวะรายได้ไม่พอกับรายจ่ายบวกกับอุปนิสัยการใช้จ่ายแบบไม่พอเพียงและวินัยการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยทำให้ในแต่ละปีหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณและมูลหนี้

กล่าวคือประชากรไทยเป็นหนี้มีประมาณ 25.5 ล้านคนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 48.8 ของผู้ที่บรรลุนิติภาวะโดยเฉลี่ยประชากรทุกวัยเป็นหนี้ต่อคนประมาณ 1.18 แสนบาท ขณะที่ประชากรหลังวัยเกษียณ (60 – 70 ปี) สัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ยังเป็นหนี้และเป็นหนี้ด้อยคุณภาพในสัดส่วนที่สูง

หนี้ครัวเรือนไทยทั้งหนี้ชาวบ้านและธุรกิจส่วนใหญ่เป็นลักษณะ “หนี้เรื้อรัง” ต้นเหตุจากรายรับไม่พอรายจ่ายทำให้หนี้ขยายตัวขึ้นทุกปี นำไปสู่หนี้ด้อยคุณภาพหรือหนี้เสีย (NPL) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 มีจำนวน 9.59 ล้านบัญชี มูลหนี้ด้อยคุณภาพสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งหนี้เสียในขณะนั้นมีจำนวน 2.5 ล้านล้านบาท

สามารถแยกหนี้เสีย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลสัดส่วนร้อยละ 23.4 สินเชื่อเพื่อยานพาหนะสัดส่วนร้อยละ 21.6 สินเชื่อบ้านสัดส่วนร้อยละ 19.2 ตามด้วยสินเชื่อบัตรเครดิตสัดส่วนร้อยละ 11.3 (ข้อมูลบางแห่งระบุร้อยละ 5.9) ที่กล่าวยังไม่รวมหนี้ที่กำลังจะเสียหรือที่ต้องระวังเป็นพิเศษ (SM) จำนวน 6.413 แสนล้านบาททำให้หนี้เสียและหนี้ด้อยคุณภาพรวมกันมีสัดส่วนถึงร้อยละ 11.3 ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ

ความกังวลของการด้อยคุณภาพสินเชื่อส่งผลทำให้ภาวะการเงินตึงตัวจากสินเชื่อชะลอตัวลงการขยายสินเชื่อธุรกิจมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ทั้งภาคการผลิตและบริการยังอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง การขาดสภาพคล่องไม่ได้มีอยู่ในภาคครัวเรือน

ในภาคธุรกิจสภาวะเช่นนี้กำลังขยายตัวจากปัญหาการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อจากแหล่งสถาบันการเงินซึ่งมีข้อจำกัดค่อนข้างสูง ขณะที่สินเชื่อชาวบ้านมีการหดตัวทั้งสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนาดย่อย สินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ

การขาดสภาพคล่องในภาคธุรกิจกำลังลามไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่โดยทั่วไปพบว่าการชำระหนี้การค้ามีการขยายระยะเวลายาวกว่าเดิม บางรายเริ่มเก็บเงินยากไปจนถึงไม่สามารถชำระหนี้กลายเป็น NPL ในภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างชัดเจน ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อการขยายตัวการบริโภคเอกชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจก่อตัวเป็นวิกฤตทางการเงินของประเทศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นโจทย์ซึ่งแก้ไม่ได้ง่ายๆ

การที่ผู้นำทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นเจ้าของ (อย่างไม่เป็นทางการ) ของพรรคการเมืองใหญ่ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ออกมาคิกออฟแนวคิดแก้วิกฤตสภาพคล่องของประเทศด้วยการให้รัฐซื้อหนี้ประชาชนได้รับความสนใจว่าจะทำได้อย่างไรและสามารถตอบโจทย์ของประเทศได้จริงหรือไม่

อีกทั้งจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างการเงิน-การคลังของประเทศตลอดจนการอ่อนค่าของเงินบาทมากน้อยเพียงใด ข้อกังวลการซื้อหนี้ประชาชนหากรัฐบาลทำจริงจะมีแนวทางและผลกระทบอย่างไร ขอแยกเป็นประเด็นดังต่อไปนี้

ประการแรก : หากรัฐบาลมีการออก พ.ร.ก.กองทุนเพื่อการฟื้นฟูแก้สภาพหนี้ด้วยการย้ายหนี้หรือซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้เข้ามาในบริษัทบริหารสินเชื่อที่อาจตั้งขึ้นใหม่ประเด็นซึ่งต้องนำมาพิจารณาคือมูลหนี้ 1.2 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 8 – 9 ล้านบัญชี จะมีแนวทางพิจารณาอย่างไรเม็ดเงินจะเอามาจากไหน

กรณีศึกษาการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟู (FIDF) ซื้อหนี้สถาบันการเงินสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปีพ.ศ. 2544 ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลตั้งงบประมาณจ่ายคืนเป็นรายปี ปัจจุบันยังคงมีหนี้ค้างอยู่ประมาณ 5.908 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยที่ผ่านมา 3.7 – 4.0 แสนล้านบาท ประเด็นคือการออกพ.ร.ก.ซื้อหนี้ประชาชนครั้งหนี้บริบทต่างกับสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งจะทำได้หรือไม่

ประการที่สอง : การซื้อหนี้ประชาชนหากใช้วิธีด้วยการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วประมาณมากกว่า 87 แห่งให้เข้ามาทำหน้าที่ซื้อ-โอนหนี้ด้อยคุณภาพ ประเด็นที่ต้องเข้าใจการดำเนินดังกล่าวมีต้นทุน โดยทั่วไปสถาบันการเงินกรณีต้องการจำหน่าย-โอนหนี้เสียจะใช้วิธีประมูลหรือ “Bidding” แยกเป็นสองส่วนคือ

1. หนี้ที่ยังไม่ฟ้องโดยทั่วไปบริษัทบริหารสินทรัพย์จะรับซื้อเฉลี่ยประมาณร้อยละ 70 – 80 ของมูลหนี้

2. หนี้เสียที่มีการฟ้องอยู่ในศาลโดยทั่วไปบริษัทบริหารสินทรัพย์จะซื้อเฉลี่ยร้อยละ 50 – 60

หากเฉลี่ยส่วนสูญเสียหรือ “Debt Hair Cut” อยู่ประมาณร้อยละ 35 ของมูลหนี้ หากเป็นหนี้เสีย 1.2 ล้านล้านบาท เป็นเม็ดเงิน 4.0 – 4.2 แสนล้านบาท ส่วนต่างนี้ใครจะรับผิดชอบเพราะทางแบงค์ไม่ได้ประสงค์จะขายหนี้แต่เป็นรัฐบาลที่จะเข้ามาแบกซื้อหนี้ แต่ในทางบวกจะเป็นการแก้หนี้สถาบันการเงินได้อย่างเบ็ดเสร็จส่วนแบงค์จะปล่อยสินเชื่อใหม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ประการที่สาม : กรณีศึกษาโครงการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้ “คุณสู้ เราช่วย” โดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบโดยรัฐบาลจะพักดอกเบี้ย 3 ปี หากมีการชำระเงินต้นตามเงื่อนไขที่กำหนดจะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย เป้าหมายเริ่มต้น 2.1 ล้านบัญชี จำนวนลูกหนี้ 1.9 ล้านคน

ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา (12 ธ.ค. 67 – 28 ก.พ. 68) มีผู้ลงทะเบียน 7.46 แสนบัญชีสัดส่วนร้อยละ 35.5 ของเป้าหมายที่ตั้งไว้และจำนวนลูกหนี้ที่เข้าโครงการ 6.42 แสนคน สัดส่วนร้อยละ 33.8 ของเป้าหมาย

เห็นได้ว่าจำนวนลูกหนี้ด้อยคุณภาพประสงค์ที่จะเข้าโครงการน้อยกว่าที่คาดจนต้องมีการขยายระยะเวลาเดิมสิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ ไปเป็นวันที่ 30 เมษายน 2568 แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ด้อยคุณภาพส่วนใหญ่ไม่สนใจเข้าร่วมโครงการในลักษณะ “ทิ้งหนี้ทั้งต้นและดอก” แต่คงต้องดูว่าเมื่อจบโครงการผลจะเป็นอย่างไร

ข้อสังเกตความสัมฤทธิ์ผลของโครงการซื้อหนี้ประชาชน

1.แนวทางการซื้อหนี้ประชาชนเกี่ยวข้องกับวิธีที่จะใช้แนวทางไหน เกี่ยวข้องกับการออกแบบ Business Model เช่น เป็นลักษณะการจัดตั้งกองทุนฯ หรือให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 87 แห่งเข้ามาดำเนินการ เกี่ยวข้องกับที่มาของแหล่งทุนของรัฐบาล การเจรจาราคาซื้อหนี้จากสถาบันการเงินตลอดจนระยะเวลาการปิดตัวโครงการเพื่อประเมินต้นทุนที่แท้จริง

รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงิน-การคลังของประเทศ ประเด็นที่ต้องพิจารณาจำนวนหนี้เสียมีมากเกี่ยวข้องกับบัญชี 8 - 9 แสนบัญชีและลูกหนี้หลายล้านคนจะมีวิธีการแบ่งแยกคัดกรองว่าเป็น NPL หรือคนเบี้ยวหนี้เกี่ยวข้องกับวินัยการชำระหนี้

2.โครงการนี้มีต้นทุนแน่นอน เนื่องจากการซื้อหนี้ไม่ว่าจะผ่านกองทุนหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ล้วนมีต้นทุนบริหารหนี้จากส่วนต่างของหนี้หรือชาวบ้านเรียกว่า “Hair Cut” อีกทั้งหนี้เสียจากหนี้พาหนะ/ยานยนต์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีมูลหนี้ประมาณ 2.6 แสนล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22 ของหนี้ NPL

สินทรัพย์เหล่านี้ด้อยคุณภาพหรือไม่มีราคาจะมีวิธีประเมินกันอย่างไร สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนหนึ่งไปใช้ในธุรกิจซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 23.4 ของหนี้เสีย หนี้เหล่านี้ส่วนใหญ่มักไปจบในศาลเกี่ยวข้องกับปัญหาในการบังคับคดี

3.คาดหวังว่าการซื้อหนี้จะมีผลเพิ่มกำลังซื้อ การบริโภคประชาชนในช่วงที่ผ่านมาลดลงเป็นลำดับมีผลต่อการลงทุนเอกชนที่ปีที่แล้วหดตัวร้อยละ 1.6 ส่งผลต่อ GDP ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.5 และปีนี้อาจขยายตัวได้ร้อยละ 2.4 – 2.7 (รัฐบาลประเมินขยายตัวร้อยละ 3.0 – 3.5)

ความคาดหวังการซื้อหนี้จะทำให้ “Net Income” ของประชาชนเพิ่มขึ้นส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นการบริโภคแต่ข้อเท็จจริงลูกหนี้ซึ่งเป็นหนี้เสียส่วนใหญ่ไม่จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย การซื้อหนี้ไม่ได้ทำให้เพิ่มเงินในกระเป๋าที่จะมาจับจ่ายใช้สอยและอาจไม่สามารถเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างที่คาดหวัง

4.ปัญหาวินัยการชำระหนี้ (Moral Hazard) กล่าวได้ว่าการขายหนี้ให้ AMC ไปบริหารหนี้ทำให้ลูกหนี้ได้รับเงื่อนไขจำนวนหนี้ที่ลดลงและเงื่อนไขชำระหนี้ผ่อนปรนกว่าเดิม อาจกระตุ้นให้ลูกหนี้ดีหรือลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาเลือกที่จะปฏิเสธการจ่ายหนี้เพื่อรอเข้าโครงการจะได้มีการ Hair Cut ลดต้นและลดดอกเบี้ย ทำให้ NPL ในระบบสูงขึ้นมีผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบเครดิตของไทยในอนาคต

5.คาดหวังว่าลูกหนี้ที่เข้าโครงการจะสามารถขอสินเชื่อได้ใหม่ ลูกหนี้เข้าโครงการจะไม่ถูกบันทึกเป็นหนี้เสียของเครดิตบูโร ข้อเท็จจริงสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะกับลูกหนี้ทั้งส่วนบุคคลและธุรกิจที่มีประวัติ NPL ไม่สามารชำระหนี้จนต้องให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับหนี้ โครงการนี้จึงมีความท้าทายในผลสัมฤทธิ์ที่ค่อนข้างสูง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...