โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สนพ. เผยยอดใช้พลังงาน 9 เดือน เพิ่มขึ้น 2.2%

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 16 ธ.ค. 2566 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2566 เวลา 04.17 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 16 ธ.ค. – สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผย 9 เดือนของปี 2566 (ม.ค. – ก.ย.) ยอดใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่มร้อยละ 2.2 จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ใช้พลังงานขั้นต้นทั้งปี ร้อยละ 1.3 ด้าน สศช. เผย 9 เดือนแรกปี 66 เศรษฐกิจขยายตัว 1.9%

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า จากรายงานอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 ของ สศช. ขยายตัวร้อยละ 1.5 ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 2 เนื่องจากการส่งออกสินค้าที่ลดลง และการใช้จ่ายของภาครัฐบาลลดลง เป็นผลมาจากการลดลงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขหลังการฟื้นตัวของโรคโควิด-19 ขณะที่การบริการขยายตัวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการอุปโภคบริโภคครัวเรือนขยายตัวต่อเนื่อง และการลงทุนภาคเอกชนเร่งขึ้น ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 2566 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 นั้น ในส่วนของสถานการณ์พลังงานในช่วง 9 เดือนของปี 2566 (เดือนมกราคม – กันยายน 2566) พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นอยู่ที่ 2,039 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.2 ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นจากการใช้ก๊าซธรรมชาติและ LNG ร้อยละ 9.4 รองลงมาคือ การใช้น้ำมันที่ร้อยละ 2.0 ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้น ในขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 9.8 การใช้ถ่านหินลดลง ร้อยละ 10.3 และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าลดลงที่ร้อยละ 11.7 ซึ่งสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 9 เดือนของปี 2566 สรุปได้ดังนี้

การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 139 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 โดยการใช้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ระดับ 30 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 อย่างไรก็ตามจากการที่น้ำมันกลุ่มเบนซินมีราคาสูงทำให้มีการใช้สัดส่วนการใช้แก๊สโซฮอล95 สูงสุดที่ร้อยละ 76 เมื่อเทียบกับแก๊สโซฮอล91 และเบนซิน95 ที่ร้อยละ 22 และ 2 ตามลำดับ

สำหรับการใช้น้ำมันดีเซล อยู่ที่ระดับ 62 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงที่ร้อยละ 4.5 ผลจากราคาน้ำมันที่สูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า อีกทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวทำให้การใช้น้ำมันในภาคขนส่งมีความต้องการลดลงไปด้วย ด้านการใช้น้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ระดับ 13.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.1 เป็นผลมาจากจากสถานการณ์การเดินทางภายในและระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ด้านน้ำมันเตา อยู่ที่ระดับ 5.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 11.4 โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้ในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 18.5 พันตันต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 โดยการใช้ LPG เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีสัดส่วนการใช้สูงสุดคิดเป็นร้อยละ 45 มีการใช้ลดลงร้อยละ 2.2 รองลงมาภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนการใช้คิดเป็นร้อยละ 31 มีการใช้ลดลงร้อยละ 0.8 ภาคขนส่งมีสัดส่วนร้อยละ 13 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 ในขณะที่การใช้เอง ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 1 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.4 ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL) อยู่ที่ระดับ 4,478 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.5 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการใช้ผลิตไฟฟ้า ร้อยละ 11.1 ในขณะที่การใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 1.9 การใช้ในภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 4.4 และใช้ในโรงแยกก๊าซฯ ลดลงร้อยละ 1.4 ส่วนการใช้ ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ระดับ 11,482 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงร้อยละ 10.2

สำหรับการใช้ไฟฟ้า ช่วง 9 เดือนของปี 2566 รวมทั้งสิ้น 153,932 กิกะวัตต์ชั่วโมงเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 โดยการใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ร้อยละ 42 อยู่ในภาคอุตสาหกรรม มีการใช้ลดลงร้อยละ 3.3 โดยเป็นการลดลงสำหรับทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ โดยอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะพื้นฐานลดลงสูงสุดที่ร้อยละ 10.0 ในส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนสัดส่วนร้อยละ 29 มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจมีสัดส่วนร้อยละ 24 มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจโรงแรม อพาร์ทเมนท์และเกสเฮาส์ ทั้งนี้ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าของปี 2566 (ในรอบ 9 เดือนของปี 2566) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 เวลา 21.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,827 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 5.0% เมื่อเทียบกับค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในระบบ 3 การไฟฟ้าของช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565

“สำหรับการคาดการณ์ความต้องการพลังงานขั้นต้น ปี 2566 อยู่ที่ระดับ 2,022 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปี 2565 จากการเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ จากความต้องการการเดินทางที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นปกติมากขึ้นทั้งการเดินทางภายในประเทศและการเดินทางระหว่างประเทศ การขยายตัวของการลงทุนทั้งการลงทุนภาคเอกชน โดยการใช้น้ำมัน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของน้ำมันเครื่องบินจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศและ ในขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในภาคการผลิตไฟฟ้า สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ คาดว่าจะลดลงร้อยละ 11.6 จากการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า คาดว่าจะลดลงร้อยละ 12.5 เนื่องจากลดลงของการนำเข้าไฟฟ้าจาก สปป.ลาว” นายวัฒนพงษ์ กล่าว .-517-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...