ลูกชอบทำร้ายสัตว์ : พ่อแม่จะทำอย่างไรให้ลูกเป็นเด็กใจดี ไม่มีพฤติกรรมทำร้ายสัตว์
คุณพ่อคุณแม่ที่มีสัตว์เลี้ยงในบ้านหรือเริ่มพาลูกออกไปเจอกับสัตว์เลี้ยงของคนอื่น นอกจากจะต้องกังวลว่าสัตว์จะทำร้ายลูกเราแล้ว ยังต้องระมัดระวังไม่ให้ลูกเป็นฝ่ายทำร้ายหรือรังแกสัตว์อีกด้วยโดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่อาจตื่นเต้นและแสดงความอยากรู้อยากเห็นผ่านการสัมผัสสัตว์ที่ไม่เหมาะสม เช่น อยากเล่นกับแมวจึงจับหางแมวดึงเข้ามาหาตัว อยากกอดอยากหอมสุนัขด้วยการล็อกคอและกดหัวสุนัขเอาไว้ สำหรับลูกวัยนี้คุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยสังเกตและสอนวิธีเข้าหาสัตว์เลี้ยงที่ถูกต้องให้ แต่หาก ลูกชอบทำร้ายสัตว์ หรือมีพฤติกรรมรุนแรงกับสัตว์ ทั้งที่โตพอจะเข้าใจวิธีการเล่นกับสัตว์ที่ถูกต้องแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลูกเจตนาที่จะรังแกสัตว์มากกว่าเข้าหาเพราะความรักและเอ็นดูสัตว์นั้นๆ ได้Dr. Lim Boon Leng จิตแพทย์เยาวชนประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า เด็กเล็กมีแรงจูงใจทำร้ายสัตว์ต่างจากเด็กโต รวมไปถึงผู้ใหญ่ เด็กๆ อาจไม่รู้ผิดถูก ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ทั้งยังอยู่ในช่วงวัยอยากรู้อยากเห็นปฏิกิริยาของสัตว์ อยากสำรวจโลกของสัตว์ แต่ก็ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ รวมไปถึง ไม่ได้เจตนา แต่อาจพลั้งเผลอทำร้ายสัตว์ เพียงเพราะต้องการระบายพลังงานด้านลบของตัวเองออกไปแต่ในบางกรณีเด็กที่ชอบทำร้ายสัตว์ ก็อาจเป็นสัญญาณของการถูกทารุณกรรม หรือล่วงละเมิดจากคนใกล้ชิดได้ส่วนในผู้ใหญ่และเด็กโต หากคุณพ่อคุณแม่พบว่า ลูกชอบทำร้ายสัตว์ สาเหตุที่พบบ่อยสุดของการทำร้ายหรือทารุณกรรมสัตว์ก็คือความโกรธและไม่สามารถจัดการกับอารมณ์โกรธของตัวเองได้ จนใช้สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์อื่นเป็นที่ระบายอารมณ์แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด คุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากเห็นลูกเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมชอบทำร้ายสัตว์ และปลูกฝังให้ลูกเป็นคนจิตใจดี ไม่ทำร้ายคนอื่น หรือแม้แต่สัตว์อื่น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ1. กฎเหล็กสามข้อ ท่องให้ขึ้นใจ
โลกของเด็กๆ มักเต็มไปด้วย ‘ความไม่รู้’ แต่สิ่งที่ลูก ‘ต้องรู้’ คือ ข้อห้าม 3 อย่าง คือไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น (รวมถึงสัตว์) และไม่ทำลายข้าวของเมื่อลูกมีพฤติกรรมทำร้ายคนหรือสัตว์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดต้องเข้าไปหยุดลูกทันทีเช่นเดียวกัน หากลูกใช้ความรุนแรง ทำร้ายตัวเอง หรือทำลายข้าวของ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเข้าไปหยุดลูกทันทีสิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องหยุดลูกด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ย้ำถึงข้อห้าม 3 ข้อที่ลูกควรยึดมั่น และเมื่อลูกรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ หรือห้ามโยนความรู้สึกเหล่านั้นไปลงที่สัตว์เลี้ยงอย่างเด็ดขาด ดังนั้น หากจิตใจลูกยังไม่พร้อมที่จะสัมผัสหรือเข้าหาสัตว์เลี้ยงด้วยความรัก ก็ควรอยู่ให้ห่างจากพวกมันก่อนเท่านั้นเอง2. อย่าลงโทษลูกด้วยความรุนแรง
Aarthi Sankar ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจาก SPCA แนะนำว่า เมื่อคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกทำร้ายสัตว์ จะต้องเข้าไปหยุดพฤติกรรมนั้นและแก้ไขทันที แต่ต้องไม่ใช่การลงโทษลูกด้วยความโกรธความโกรธจะทำให้น้ำเสียงเปลี่ยนไป การลงโทษมักจะรุนแรงขึ้น และไม่ได้เป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ ทั้งยังทำให้ลูกเห็นถึงวิธีระบายความโกรธ ลงไปกับผู้อื่นด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นกันสิ่งที่ควรทำคือให้คุณพ่อคุณแม่เปลี่ยนจากความโกรธ เป็นโอบกอดลูกด้วยความรักความเข้าใจ พาลูกออกจากสถานการณ์ตรงหน้า พูดคุย ตักเตือน และมอบบทลงโทษด้วยวิธีการเชิงบวก เช่น งดดูการ์ตูน ทำงานบ้านเพิ่มหนึ่งอย่าง เพื่อให้ลูกรู้ว่าการทำร้ายสัตว์ ไม่ใช่พฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่จะปล่อยผ่านไปเฉยๆ ได้3. ปลูกฝังลูกเรื่อง ‘เอาใจเขา มาใส่ใจเรา’
Anna Dewdney นักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวอเมริกัน ระบุว่า การเอาใจเขามาใส่ใจเรา คือ การเข้าใจว่าคนอื่น รวมทั้งสัตว์ต่างๆ ก็มีความรู้สึกและต้องการการตอบสนองที่เหมาะสมไม่ต่างจากเรา การฝึกความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้วิธีมีส่วนร่วมกับผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รอบตัว ในขณะเดียวกัน ยังช่วยสร้างทักษะการแก้ปัญหาให้กับเด็กได้สิ่งที่ช่วยทำให้ลูกเข้าใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างนี้ คือ ให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงและดูแลสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยการมอบหมายหน้าที่สำคัญให้ทำ เช่น เป็นคนเติมอาหารให้น้องหมาที่เลี้ยงเอาไว้ หรือแม้แต่คอยเติมน้ำให้นกกระจอกที่บินผ่านไปผ่านมาหน้าบ้าน รวมถึงการยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของสัตว์เลี้ยง เช่น ถ้าจู่ๆ มีคนเอาไม้มาตีลูก ลูกจะรู้สึกอย่างไร ถ้าลูกทำอย่างนั้นกับน้องหมา น้องหมาก็คงรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน4. สอนลูกให้รู้จัก ‘การเข้าหา’ สัตว์เลี้ยงอย่างถูกวิธี
NAPPS หรือสมาคมผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงมืออาชีพแห่งชาติสหรัฐ แนะนำวิธีสอนลูกให้เข้าหาสัตว์อย่างปลอดภัยทั้งเด็กและสัตว์เลี้ยง ไว้ดังนี้ข้อห้าม ห้ามดึงหู หาง เท้า หรือขน ห้ามเอานิ้วเข้าไปในปาก หู หรือจิ้มตาของสัตว์ อย่าแหย่สัตว์เลี้ยง อยู่ให้ห่างตอนที่สัตว์กินอาหาร และอย่าแย่งของเล่นจากสัตว์เลี้ยงสิ่งที่ทำได้คือ ค่อยๆ ลูบบนตัวเบาๆ เรียกชื่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล โอบกอดด้วยความรักอย่างอ่อนโยนหรือทำให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกปลอดภัยเมื่อลูกสัมผัส แต่สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตพฤติกรรมว่าเขาพร้อมที่จะเล่นกับลูกหรือเปล่ารวมไปถึงสัตว์อื่นๆ ลูกไม่ควรพยายามลูบหรือเล่นกับสัตว์ที่ไม่มีคนดูแล โดยเฉพาะสุนัข แม้ว่ามันจะวิ่งเข้ามาหาและดูเป็นมิตรก็ตาม อย่าลืมสอนให้ลูกสังเกตสัญญาณเตือนภัยจากสุนัข เช่น คำรามต่ำ หูลู่ ก้มหัวลงต่ำ หางไม่กระดิก และห้ามเข้าใกล้สัตว์ที่มีลูก เพราะสัญชาตญาณการปกป้องลูกน้อยอาจทำให้สัตว์ดุและระวังตัวมากเป็นพิเศษ รวมถึงไม่เข้าหาสัตว์เลี้ยงของผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย—อ่านบทความ ให้ลูกเลี้ยงสัตว์: 4 ข้อดี ของการเลี้ยงลูกให้เติบโตไปพร้อมกับสัตว์เลี้ยงอ้างอิงtodayonlinepetsitters.orgpbs.org