มนัส สัตยารักษ์ | สารคดีโบราณ เฝือกอ่อนนำโชค
บทความพิเศษ | มนัส สัตยารักษ์
สารคดีโบราณ
เฝือกอ่อนนำโชค
เมื่อราว 35 หรือ 40 ปีก่อน หรือก่อนเกษียณราว 20 ปีเศษ ผมมีความหลังกับเฝือกอ่อนที่คอกับเขาด้วย เนื่องจากผมขับรถคว่ำและคอหัก กระดูกคอข้อที่ 3 และ 4 แตกละเอียด
ตอนนั้นผมเป็นสารวัตรใหญ่ สน.บุปผาราม ลาพักร้อนตามสิทธิ 15 วัน จึงพร้อมกับครอบครัว ภรรยา (หย่ากันแล้ว) ลูกชาย หญิง เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวไปบ้าน ถนนเพชรเกษม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา (ระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตร)
เลยตลาด อ.ละแม จ.ชุมพร ไปเล็กน้อย เกิดอุบัติเหตุยางรถยนต์ระเบิด รถพลิกคว่ำลงข้างทาง (ป.จ.ว.ของตำรวจบันทึกว่าห่างจากขอบถนนประมาณ 13 เมตร) ขณะนั้นพลบค่ำแล้ว เราทั้งสี่คนสลบเหมือดหมดสติ
ผมและภรรยาซึ่งนั่งหน้าศีรษะคงกระแทกกับหลังคารถจนกระดูกคอหักและแตก 2-3 ข้อ ส่วนลูกนั่งเบาะหลัง บาดเจ็บเกือบสาหัสและสาหัส หลังจากฟื้นคืนสติที่ รพ.สุราษฎร์ธานี ผมตัดสินใจบอกพี่ชายและหมอ (ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่นพี่) เดินทางต่อไป รพ.หาดใหญ่ คิดแบบคนจนแต้มว่า อย่างน้อยค่าใช้จ่ายส่วนที่เบิกไม่ได้ เช่น ค่าผ่าตัดภรรยา ก็มีพ่อ แม่ และพี่ช่วยเหลือ
ส่วนดีของอุบัติเหตุครั้งนี้ก็คือ ผมรอดตายและได้ใส่เฝือกอ่อนที่คอหลังจากหมอเหลากระดูกสะโพกมาใส่แทนกระดูกคอ จากนั้นอีกไม่นานก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองผู้กำกับการ ยุติตำแหน่งสารวัตรอันยาวนาน (เสียที)
อย่างไรก็ตาม เพื่อนและลูกน้องเก่ายังคงเรียกผมว่า “สารวัตร” ติดปากไม่เปลี่ยนแปลง จนบุคคลภายนอกคิดว่าเป็นชื่อเล่นของผม-สาวัต
ผมได้รับการผ่าตัดและรักษาตัวที่ รพ.หาดใหญ่เป็นเวลา 3 หรือ 4 เดือน สัญลักษณ์คนไข้ของผมและภรรยาก็คือ โกนหัวเกลี้ยงเกลาและใส่เฝือกอ่อนที่คอ เมื่อเราหัดเดินได้แล้วผมก็เปรยขออนุญาตทาง รพ.เดินทางกลับไปทำงานสำคัญของหัวหน้า สน. คืองานพิจารณาขั้นเงินเดือนผู้ใต้บังคับบัญชา (โดยส่วนตัวของผมเองนั้นเต็มขั้นและเงินเดือนไม่ขึ้นอย่างน้อยก็ 2 ปีแล้ว)
นายแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาล (นพ.ไพโรจน์ วราชิต) ผู้ผ่าตัดและฟื้นฟูกระดูกคอของผมแสดงอาการแปลกใจ ท่านพูดกับผมต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ กึ่งประชดทำนองว่า
“เราเป็นห่วงกระดูกคอคนไข้มากกว่าขั้นเงินเดือนของตำรวจที่คนอื่นทำแทนได้”
ผมไม่ต้องคิดนานครับ เชื่อหมอทันที…เชื่อถึงความสำคัญของเส้นประสาทรอบกระดูกคอ และหลังจากที่ทางโรงพยาบาลอนุญาตให้กลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านหาดใหญ่โดยไม่ต้องเดินทางไกล เราก็ปฏิบัติตัวตามที่หมอกำชับ นั่นคือ ใส่เฝือกอ่อนที่คอเกือบตลอดเวลา
ในระหว่างรักษาตัวอยู่ที่บ้านของพี่ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยม บรรดานักเรียนจึงเห็นคนหัวล้าน 2 คนพร้อมเฝือกอ่อนที่คอออกกำลังกายที่ระเบียงชั้น 3
เรารู้ว่านักเรียนหลายคนหัวเราะกับภาพนี้ แต่เราไม่แคร์ เพราะทั้งหมอและญาติผู้ใหญ่ รวมทั้งลูกหลาน ต่างตรวจสอบดูแลเราอยู่แทบตลอดเวลา
หลังจากร่างกายแข็งแรงและผมยาวขึ้นผมก็เดินทางกลับมาทำงานตำรวจในตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม (แต่ความรับผิดชอบน้อยลง) จำได้ว่าผมไปงานชุมนุมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ (สก.66) โดยไม่ใส่เฝือกคอ
เพื่อนคู่หู (คึกฤทธิ์ รศมนตรี) อุ้มผมชูให้สูงขึ้นด้วยความดีใจที่ผมรอดตาย ผมร้องห้ามแต่ไม่ทัน ในช่วงเวลานาทีนั้นจึงรู้ตัวว่าควรใส่เฝือกอ่อนของคอในทุกโอกาส
ครั้งที่ผมเข้าเรียนในหลักสูตรจิตวิทยาของ บก.สูงสุด มีรายการเดินทางโดยรถบัสไปเกือบทั่วประเทศ ผมใส่เฝือกอ่อนตลอดการเดินทาง เพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นหมอเข้าใจดีว่าผมไม่ได้ใส่เฝือกเพื่อปลอมตัวเป็นคนป่วย พวกเขาเห็นด้วยที่ผมไม่ประมาท
ย้อนกลับมาที่งานศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ…เพื่อนสนิทที่เป็นหมอคนหนึ่ง (นพ.มนตรี เศรษฐบุตร) ทักว่า
“เก่งว่ะ…คอหักไม่ตาย”
ซึ่งผมตีความเอาว่าหมอมนตรีชมทั้งแพทย์ที่ผ่าตัดและคนไข้ที่รอดตาย
ผมไม่ได้มีปมด้อยที่เคยรถคว่ำและคอหัก ทุกครั้งที่ตัดผมหรือถ่ายเอ็กซเรย์ ช่างตัดผมหรือเจ้าหน้าที่ห้องเอ็กซเรย์จะทักถึงรอยแผลเป็นที่ต้นคอด้านหลัง ผมก็บอกเขาไปตามความจริงว่าเป็นแผลจากการผ่าตัด
ก่อนหน้านี้ ผมเขียนเล่าถึงประสบการณ์จากการเป็นคนไข้ชั้น 14 ของ รพ.ตำรวจ ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาของนักเขียนคนหนึ่ง
ที่ถือกันว่าเป็นเรื่องพิเศษก็เพราะสื่อมวลชนและสื่อสังคมต่างสนใจวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอื้อฉาว โครมคราม หลากทิศหลายทางของ “คนไข้เทวดา”
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงอื้อฉาวของสื่อมวลชนกับสื่อโซเชียลในทำนองคล้ายกัน เพียงเปลี่ยนจากปม “คนไข้ชั้น 14” เป็นปม “เฝือกอ่อนที่คอ” เท่านั้น
และบังเอิญผมก็ดันมีประสบการณ์ “เฝือกอ่อนที่คอ” กับเขาโดยไม่เจตนาอีก เพียงแต่ว่าเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างโบราณและ “ปูม” (หรือสมุดประวัติ) ของผมหายไปจากโต๊ะทำงาน
อันเป็นเหตุให้เป็นบทความที่รกรุงรังไปด้วยคำว่า ประมาณ อย่างน้อย อย่างมาก ไม่ต่ำกว่า ราว และ…ฯลฯ ซึ่งคนสูงวัยสมองเลอะเลือนเขียนด้วยความลำบากมากขึ้น
เมื่อตอนที่เขียนเรื่อง “คนไข้ชั้น 14” นั้น ผมต้องรีบส่งต้นฉบับให้ทันกับเวลาของสำนักพิมพ์มติชน ทันกับความลึกลับของ รพ.ตำรวจ และทันกับคนไข้ (ทั้งเทวดาและธรรมดา) ดังนั้น ผมจึงข้ามภารกิจของการไป รพ.จุฬาฯ เพื่อพบหมอที่เจาะหน้าอก ผ่าแขนขาขณะทำบายพาสเปลี่ยนเส้นเลือด 3 เส้นของหัวใจ ซึ่งเท่ากับว่าผมผิดนัดการตรวจหัวใจของ รพ.จุฬาฯ ไปด้วย
ดังนั้น พอได้จังหวะและเวลาอันเหมาะสม ลูกหลานจึงชวนผมไปตรวจหัวใจและความดัน พร้อมกับนำยาที่ รพ.ตำรวจจ่าย มาให้หมอหัวใจตรวจดูอีกทีว่ายาจะซ้ำและมากเกินไปหรือไม่
หมอที่ดูแลหัวใจของผมมาตลอดเวลานับแต่ผ่าตัดทรวงอกทำบายพาส ตรวจดูประวัติของผมในคอมพิวเตอร์ และพบว่าผ่าตัดหลังจากเกษียณอายุแล้วประมาณ 10 ปี ซึ่งหมายความว่าผมรอดตายจากการผ่าตัดมาไม่น้อยกว่า 20 ปีแล้ว
(ทั้งๆ ที่แพทย์เวรที่มาตรวจหลังจากผ่าตัดใหม่ๆ บอกว่า ผมจะมีชีวิตได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี)
แพทย์ดูประวัติของผมจากคอมพิวเตอร์ ท่านเปลี่ยนบทเป็นพระในพุทธศาสนาที่ปล่อยวาง หรือเปลี่ยนจากแพทย์ศัลยกรรมทรวงอกเป็นจิตแพทย์ในทันที ท่านแทบจะไม่สนใจปัญหาที่แพทย์ รพ.ตำรวจฝากหารือ ท่านกลั้วหัวเราะเสียงดังขณะบอกผมและญาติที่ไปด้วย
“ชีวิตหลังจากวันนี้ อะไรต่อมิอะไรถือเป็นกำไรแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มนัส สัตยารักษ์ | สารคดีโบราณ เฝือกอ่อนนำโชค
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com