ย้อนเวลามาเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทผู้พิการ
ข้อมูลเบื้องต้น
รู้จักนักเขียน
สวัสดี สวีดัส นักอ่านที่น่ารักทุกคนนะคะ ก่อนอื่นเลยขอเกริ่นก่อนเลยว่านิยายเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องที่สมมุติขึ้นมาเท่านั้น ไม่ได้อิงตามหลักความเป็นจริงใดๆทั้งสิ้น ขอให้นักอ่านทุกคนเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวที่มีทั้งความตลกปนเศร้า ความไม่สมเหตุสมผลและความงงในตัวละครที่ขนาดคนเขียนยังงงเองเลย แหะๆ อะ ล้อเล่ง ฮ่าๆ นักอ่านสามารถพูดคุยแสดงความคิดเห็นพูดคุยโต้ตอบติชมกับนักเขียนเมื่ออ่านจบได้นะคะเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการเขียนเรื่องนี้ให้ออกมาสมบรูณ์ที่สุดเท่าที่นักเขียนคนนี้จะทำได้
และทางนักเขียนอยากจะมาชี้แจงเรื่องการติดเหรียญตอนอ่านล่วงหน้าเมื่อนิยายอัพไปได้สักระยะหนึ่งจะเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ สำหรับใครที่อยากอ่านฟรีก็สามารถอ่านได้คะแต่อาจจะรอนานหน่อยน้าา แนะนำกดติดตามไว้ก่อนเลยก็ได้นะคะเพื่อที่จะได้รับแจ้งเตือนเมื่อนักเขียนอัพเดทตอนใหม่ๆ แล้วเมื่อนักเขียนเขียนจบเรื่องแล้วจะเปิดให้อ่านฟรีถึงตอนสุดท้ายตามเวลาที่กำหนดให้อ่าน เมื่อเปิดให้อ่านครบทุกตอนแล้วนักเขียนจะเว้นไว้อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วจะทำการติดเหรียญถาวรแล้วน้า ราคาอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยถ้าใครอยากอ่านแบบราคาย่อมเยาว์หรืออ่านฟรีแนะนำกดติดตามไว้นะคะ นิยายที่เขียนจบแล้วจะติดเหรียญถาวรน้าา
สุดท้ายทางนักเขียนเองอยากขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนและซัพพอร์ตนักเขียนคนนี้ด้วยนะคะ อ่ะๆ มากราบหนึ่ง กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ;p
จากนักเขียนนามปากกา หลังฝนโปรยปราย
ยาพิษ
ฤดูหนาวเริ่มใกล้เข้ามาทุกทีชาวบ้านตาดำๆต่างก็พาเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความหนาวเย็นที่รุนแรงจนสามารถฆ่าชายที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้านได้ ทำให้เมื่อใกล้ถึงฤดูหนาวในครั้งนี้ชาวบ้านเตรียมไม้ไว้ก่อไฟและเสื้อผ้าอุ่นๆรวมไปถึงอาหารให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในอากาศที่หนาวเน็บเช่นนี้ ลูกเด็กเล็กแดงถูกแม่หอบมาขนฟืนขนไฟมองไปแล้วช่างน่าเวทนาพวกเขาเหล่านั้นยิ่งนัก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่
ชาวบ้านต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกันอยู่ที่นี้เพราะดีกว่าต้องไปอยู่ตามป่าตามเขาไม่มีใครคุ้มครองเหมือนอยู่ตามหมู่ บ้านใกล้ๆวังหลวงที่มีทหารอารักขาแม้ของป่าที่พวกเขาหามาได้จะถูกนำส่งเข้าวังหลวงเกือบทั้งหมดเพื่อแลกกับค่าแรงอันน้อยนิดแต่ก็คุ้มกว่าไปเสี่ยงอันตรายอยู่ตามป่าเขาที่ขายของได้ผลกำไรเยอะกว่าแต่เสี่ยงกับความตายทุกฝีก้าว สู้ส่งของให้วังหลวงแล้วมีคนดูแลความปลอดภัยฟรีๆดีกว่า
ในวังหลวงก็ไม่ได้ต่างกันมากนักเหล่านางกำนัลก็ต่างพากันจัดเตรียมเสื้อผ้าที่ป้องกันความหนาวเย็นไว้ให้เจ้านายที่ตนเองเป็นคนดูแลอยู่ รวมทั้งช่วยกันจัดหายารักษาโรคต่างๆมาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินระหว่างที่ทุกคนชุลมุนวุ่นวายกันอยู่นั้นพระสนมเอกกับนางรับใช้คนสนิทก็ได้เดินเอาน้ำชาร้อนไปให้พระมเหสี “พระมเหสีข้านำชาร้อนช่วยคลายความหนาวมาให้ท่านดื่ม เป็นสมุนไพรชั้นดีที่ข้าได้มาจากทางใต้” พระมเหสีชะงักเล็กน้อยก่อนตอบกลับไปว่า “เจ้าช่างมีน้ำใจยิ่งนัก”
สายตาเลือดเย็นของพระสนมเอกมองชาถ้วยนี้ก่อนจะยื่นมันให้พระมเหสี “เรื่องเล็กน้อยเพคะ ท่านดื่มเถิด” พูดจบหล่อนก็หันหลังกลับไป “แล้วนั่น เจ้าจะกลับแล้วรึ” พระมเหสีถาม “เพคะ ต้องรีบกลับไปเพราะพระราชาจะทรงโกรธ ท่านอยู่ห่างข้านานๆไม่ได้นะเพคะ พระมเหสีก็ทรงทราบเรื่องนี้ดี”
สนมเอกตอบด้วยท่าทางเนียมอาย “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปดูแลพระราชาเถอะ” ถึงพระมเหสีจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ลึกๆในใจของท่านก็รู้สึกเจ็บปวดที่พระสวามีไม่เคยแยแสท่านเลย ออกจะรังเกียจเสียด้วยซ้ำต่างจากสนมเอกและนางในคนอื่นๆที่พระราชาทรงดูแลเอาอกเอาใจ
พระมเหสีหันหน้าไปมองลูกชายตัวน้อยของนางที่พึ่งคลอดออกมาลืมตาดูโลกได้เพียงแค่เดือนเศษ ลูกเป็นสิ่งเดียวที่นางสามารถปลอบใจตัวเองได้ว่าพระราชาทรงมีความรักความเมตตาให้นางอยู่บ้างก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขก้อนน้อยๆก้อนนี้นางมองไปที่ลูกน้อยแล้วก็ได้พูดขึ้นว่า “แม่สัญญาว่าแม่จะตามไปปกป้องเจ้าไม่ว่าแม่จะอยู่หรือตายจากโลกนี้ไปแล้ว” เธอพูดพร้อมกับก้มลงไปหอมแก้มนวลของเด็กทารกเพศชายที่ตัวอ้วนกลมสมบรูณ์ถึงแม้จะอายุได้เพียงเดือนเศษ
“พระมเหสีอย่าทรงไปฟังคำพล่อยๆของสนมเอกผู้นั้นเลยนะเพคะ นางจงใจมาพูดให้ท่านเจ็บปวด” นางรับใช้คนสนิทเอ่ยขึ้น “ขอบคุณเจ้าที่เป็นห่วง แต่ที่นางพูดมามีตรงไหนไม่เป็นความจริงบ้างรึ” นางรับใช้คนสนิทได้แต่นิ่งเงียบเพราะทุกคนในวังหลวงต่างรู้ดีว่าพระราชาไม่ได้รักพระมเหสีเลยแม้แต่น้อยก่อนที่จะแต่งงานกันท่านมีคนรักมาอยู่ก่อนแล้วแต่ด้วยเรื่องบ้านเมืองต้องมาก่อนท่านจึงต้องมาลงเอยแต่งงานกับพระมเหสี
“เจ้าเอาองค์ชายน้อยเข้าไปนอนเถอะ อากาศเริ่มหนาวข้าเกรงว่าลูกชายข้าจะไม่สบาย” พระมเหสีออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “เพคะพระมเหสี” หลังจากที่นางรับใช้ออกไปจนหมดพระมเหสีก็ได้ดื่มน้ำชาที่พระสนมเอกเอามาให้ด้วยความที่อากาศหนาวแล้วพระนางเริ่มระคายคอขึ้นมานิดหน่อย จิบชาเสร็จก็ได้ก้มลงมาปักดอกไม้ลงบนเสื้อกันความหนาวเย็น ที่ตั้งใจจะมอบให้พระราชาในวันที่พระราชาจะมาหาองค์รัชทายาทตัวน้อย
“ท ทำไม ข้าถึงมองไม่เห็นผ้า” สารพิษเริ่มแล่นไปทั่วร่างกายกัดกินอวัยวะต่างๆภายในอย่างช้าๆทำให้การมองเห็นของพระมเหสีพร่ามัว “แฮ่กๆ แฮ่กๆ” เลือดที่พวยพุ่งออกมาเหมือนเลือดที่เขาเชือนหมูก็ไม่ปาน เสียงร้องขอความช่วยเหลือเฮือกสุดท้ายของพระมเหสีดังขึ้น นางรับใช้คนสนิทและขันทีรีบเข้ามาประคองร่างที่หายใจโรยรินของพระมเหสีไว้แล้วสั่งให้คนไปบอกพระราชาและไปตามหมอหลวง
ทางด้านพระราชาก็กำลังจัดการเอกสารราชการต่างๆอยู่อย่างแข็งขันเพื่อที่จะได้รีบไปหาองค์รัชทายาทที่เขามัวแต่ยุ่งงานบ้านเมืองอยู่หลายวันและว่าจะเข้าไปพบปะกับพระมเหสีบ้างถึงแม้จะไม่ได้พิศวาสนางแต่นางก็คลอดลูกชายเป็นคนแรกให้เขาเพื่อตอบแทนนางพระราชาได้สั่งทำชุดที่ปักเย็บด้วยลวดลายสวยงามมามอบให้นาง พระราชากำคิดเพลินๆก็มีเสียงดังโวยวายอยู่ด้านนอกจึงสั่งให้ทหารเปิดประตู “พระราชาพระมเหสีแย่แล้วเพคะ”
พระราชารีบมาที่ตำหนักของพระมเหสี เห็นสภาพของนางที่นอนจมกองเลือดหายใจโรยรินความเจ็บปวดก็ได้เกิดขึ้นในใจของพระราชาอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อก่อนไม่ว่านางจะเจ็บเพียงใดเขาก็ไม่เคยสงสารนางเลยผิดกับครั้งนี้ที่เขาแทบอยากจะตายแทนนางในทันที “หมอหลวงนางเป็นยังไงบ้าง” พระราชาถามด้วยน้ำเสียงสั่นคล่อน
หมอหลวงส่ายหน้าเบาๆก่อนจะพูดขึ้นว่า “นางถูกวางยา พิษแล่นไปทำลายระบบภายในของนางสลายหมดแล้ว” โลกทั้งใบของพระราชาหยุดหมุนไปชั่วขณะ “ใครทำร้ายเจ้าพระมเหสี” พระราชาตะโกนลั่น
งานศพของพระมเหสีถูกจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติและเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทุกคนในวังหลวงพึ่งเห็นพระราชารักพระมเหสีก็คือในที่พระมเหสีได้สิ้นลมไปแล้ว ในอากาศที่หนาวเหน็บพระราชายืนอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมอกและหันหน้าไปสั่งทหารด้วยน้ำเสียงเลือดเย็น “สืบความเป็นมาของเรื่องที่เกิดขึ้น ใครเป็นผู้ต้องสงสัยให้นำมาให้ข้าสอบความทุกคน ไม่เว้นแม้จะเป็นพระสนมเอก” เช้าวันรุ่งขึ้นตะวันยังไม่โพล่พ้นขอบฟ้าพระสนมเอกที่นอนฝันหวานว่าจะได้เป็นพระมเหสีแทนที่พระมเหสีคนเก่าก็ได้ถูกปลุกให้ตื่นจากฝันมารับกรรมที่ตนเองได้ก่อไว้
นางถูกจับกุมตัวไปยังท้องพระโรง “นี้มันเรื่องอะไรกันเพคะ” นางเอ่ยถาม “เจ้าคิดว่าข้ารักเจ้าเมตตาเจ้ามากจนที่เจ้าจะสามารถฆ่าใครก็ได้งั้นรึ พระสนมเอก” พระราชาตะคอกเสียงสั่น “ข้าไม่รู้เรื่องนะเพคะ ข้าว่าข้าถูกใส่ร้าย” นางตอบ “ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าเป็นคนทำใช่หรือไม่” สนมเอกกลืนน้ำลายลงคออย่างช้าๆหัวใจนางหนาวเหน็บยิ่งกว่าอากาศในตอนนี้ซะอีก “ข้าไม่รู้เรื่องนะเพคะ” นางตอบ
สิ้นคำตอบของนางพระราชาก็ได้สั่งให้นางรับใช้คนสนิทของพระมเหสีเอาชาที่นางเอามาให้พระมเหสีดื่มก่อนจะสิ้นใจ “จะทำอะไรกันเพคะ” นางเอ่ยถามด้วยสีหน้าซีดเผือด “ชานี่เจ้าเป็นคนนำไปให้พระมเหสีดื่ม เจ้าก็ดื่มเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าสิ” พระราชาเอ่ยตอบ พระสนมเอกอ้ำอึ้งก่อนจะรับสารภาพออกมา “อภัยให้ข้าด้วยข้าผิดไปแล้ว” คำสารภาพหลุดออกจากปากพระสนมเอก พระราชาออกคำสั่งอย่างไม่เมตตา “เอานางและนางรับใช้ส่วนตัวของนางไปประหารให้หมดสิ้น” พระสนมกรีดร้องขอความเห็นใจแต่ด้วยความผิดที่ก่อก็ไม่มีความเมตตาหลงเหลือให้แก่นางเลย
ความฝัน
พระมเหสีลืมตาขึ้นมาก็พบกับนางรับใช้คนสนิทที่นั่งเฝ้าไม่ห่างไปไหน “พระมเหสีฟื้นแล้วหรือเพคะ” หล่อนพูดไปด้วยความดีใจปนโล่งใจ “ข้าเป็นอะไรไป ทำไมข้าถึงอยู่ในสภาพนี้” พระมเหสีเอ่ยถาม “พระมเหสีหายอ่อนล้าจากการคลอดองค์รัชทายาทได้เพียงไม่นานก็มานั่งปักผ้าตากลมหนาวๆพระมเหสีก็เลยเป็นลมหมดสติไปเพคะ” นางรับใช้ตอบ
แต่เหมือนนางมีอะไรจะบอกแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา “เจ้าจะพูดอะไรก็พูดมาเถิด อย่าให้ข้าสงสัยนักเลย” พระมเหสีเอ่ยถาม “ระหว่างที่พระมเหสีหมดสติไป พระราชากับพระสนมเอกได้มาเอาตัวองค์รัชทายาทไปเลี้ยงแล้วเพคะ” นางรับใช้ตอบ “เจ้าออกไปก่อนเถอะ” ทันทีที่นางรับใช้คนสนิทพูดจบพระมเหสีก็ได้บอกให้นางออกไปก่อน “เพคะพระมเหสี”
นางรับใช้ออกจากห้องไปด้วยความสงสารพระมเหสี ตอนที่พระมเหสีหมดสติไปพระราชาไม่ถามถึงอาการของพระมเหสีสักคำมีเพียงแต่ถามว่าองค์รัชทายาทอยู่ที่ไหน และสั่งให้พระสนมเอกไปเอามาเลี้ยงด้วยกันหากใครมองเข้ามาก็คงคิดว่าครอบครัวนี้ช่างสุขสันต์มีพ่อแม่ลูกอยู่ครบพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย แม่ที่แท้จริงนอนแน่นิ่งเหมือนคนใกล้ตายแต่พระราชาไม่แม้แต่จะชายตามอง “ข้าละสงสารพระมเหสียิ่งนัก”
“ไปกับข้า” พระมเหสีออกมาจากห้องแล้วสั่งให้นางกำนัลกับขันทีตามไป ทุกคนตกใจพลางเอ่ยทัก “ช้าๆหน่อยเพคะ พระองค์พึ่งฟื้นเดี๋ยวจะเป็นลมไปอีกนะเพคะพระมเหสี” แต่ตอนนี้เสียงที่ยินจะมีเพียงเสียงอ้อแอ้ของทารกวัยเดือนเศษที่มีหญิงสาวผู้หนึ่งอุ้มอยู่ ที่แม้จะมองจากด้านหลังก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร ผมยาวดำขลับ รูปร่างผอมเพรียว เอวคอดสะโพกพาย ผิวขาวราวกับหิมะตกใหม่ ท่าทางแสร้งว่ารักเด็กที่อุ้มอยู่แต่มองแว่บเดียวก็รู้ว่าแสร้งทำ
“เอาลูกของข้าคืนมา” พระมเหสีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พระมเหสี อะไรกันเพคะข้าแค่เอาองค์รัชทายาทมาดูแลให้ในตอนที่พระมเหสีเป็นลมหมดสติไปก็เท่านั้นเอง” พระสนมเอกพูดด้วยท่าทางแสร้งว่ารู้สึกผิด พระมเหสีก็ได้พูดสวนขึ้นทันควัน “เจ้ามีน้ำนมให้องค์ชายดื่มรึไง” พระสนมเอกหน้าเสียแต่นางยังไม่ทันได้เอ่ยตอบพระราชาก็เดินเข้ามาแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าแค่ให้นางเอามาเลี้ยงให้คล่องมือ เผื่อวันใดนางคลอดลูกให้ข้า ข้ากับนางจะได้เลี้ยงกันถนัดมือ”
พระราชาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆแล้วหันไปหาทารกน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของสนมเอกที่เขาโปรดปรานหยอกล้อทารกน้อยแล้วเลี้ยวขึ้นไปจับแก้มนวลของสนมเอก “ลูกชายของเราจะต้องน่ารักกว่านี้ เจ้าคิดว่าอย่างไร” พระราชาถาม “ข้าว่าต่อให้ลูกจะเป็นหญิงหรือชายก็คงน่ารักน่าชัง ความอบอุ่นที่พ่อกับแม่เขารักกันเด็กจะมีความสุขผ่านสายตา” พระสนมเอกเอ่ยตอบด้วยท่าทางเขินอาย แต่ก็จงใจพูดให้พระมเหสีที่ตอนนี้ยืนเหมือนเป็นอากาศได้ยิน
“พูดจบแล้วใช่ไหมเพคะ ข้าจะได้เอาองค์รัชทายาทไปดื่มนม ตอนนี้ถึงเวลากินนมของเขาแล้ว” พระมเหสีจงใจพูดคำว่า องค์รัชทายาท ให้ช้าขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาเอาลูกของตนที่อยู่ในของอกพระสนมที่นอนอยู่ในท่าทางที่ไม่สบายตัวเพราะพระสนมเอกแค่อุ้มเด็กทารกยังอุ้มไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ “ข้าขอตัวนะเพคะ ฝ่าบาท” พระมเหสีเอ่ยบอกพระราชาแล้วเดินอุ้มทารกน้อยออกไปโดยที่ไม่สนใจคำพูดที่จะทำให้ตัวเองเจ็บช้ำ สายตาของพระราชาจ้องมองนางด้วยความโกรธที่นางไม่แม้แต่จะหึงหวงตนเองไม่ว่าเขาจะมีสนมกี่คนหรือรักใครมากกว่านาง นางก็ไม่แม้แต่จะใยดีตัวพระราชาเลย
พระราชาทรงคิดว่านางคงมีคนรักมาก่อนที่จะมาแต่งงานกับตนแล้ว และนางยังคงรักชายผู้นั้นไม่เสื่อมคลายถึงแม้จะมีชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีอย่างข้าก็ไม่อาจจะทำให้นางรักชายผู้นั้นน้อยลงเลย ซึ่งความคิดแบบนี้พระมเหสีก็ทรงคิดแบบเดียวกันว่าพระราชาก็คงรักนางไม่ได้เพราะโกรธที่นางต้องแต่งมาเป็นมเหสีแทนที่จะเป็นคนรักแรกของพระราชา ต่างฝ่ายต่างเย็นชาใส่กันไปมา ไม่มีใครมีความสุข ถึงแม้ลึกๆในใจทั้งคู่จะรักกันมากแต่ก็ไม่มีใครอื่นที่มองเข้ามาแล้วรู้ได้
“ฝ่าบาท วันนี้ท่านจะมาหาข้าที่หอนอนหรือไม่” พระสนมเอกเอ่ยถาม “ข้าเกรงว่าจะไม่ได้้เข้าไปเจ้านอนได้เลยไม่ต้องรอ” พระราชาตอบแล้วเดินเลี่ยงออกไปเลย “ตั้งแต่พระมเหสีคลอดลูกชายพระราชาก็เย็นชากับข้ายิ่งนัก” หลังจากที่พระราชาเดินไปไกลลิบพระสนมเอกก็เอ่ยออกมาด้วยความคับแค้นใจ
สิบปีผ่านไป
พระสนมเอกได้มีลูกสาวให้พระราชาเป็นคนแรกแล้วมีลูกชายให้พระราชาเป็นคนที่สอง เด็กทั้งคู่อายุห่างจากองค์รัชทายาทเพียงสามปีเท่านั้น ตอนนี้องค์รัชทายาทเป็นเด็กที่มีความฉลาดเป็นเลิศ ด้านอาวุธหรือคาถาป้องกันตัวต่างๆก็ทรงทำได้เป็นอย่างดีทั้งหมด ทรงเป็นที่โปรดปรานแก่คนในราชสำนักเป็นอย่างมาก
แต่ความสุขก็ผ่านมาได้ไม่นานพระมเหสีต้องมาจากไปด้วยอาการป่วย คำสุดท้ายที่พระมเหสีได้บอกแก่ลูกชายคนเดียวของนางว่า “เจ้าเป็นคนดีมีเมตตา แม่ขอให้เจ้ารักษาความดีนี้ไว้แล้วมันจะช่วยเจ้าให้พ้นภัยทั้งปวง” พูดจบพระมเหสีก็จากไป ตอนนั้นองค์รัชทายาทเสียใจมากไม่ยอมกินข้าวกินปลานานนับเดือนแต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆเพราะมีสหายคนสนิทที่คอยปลอบใจอยู่ข้างๆ พระราชาก็ไม่ได้สนใจเขานักขนาดตอนที่แม่ตายงานยังถูกจัดขึ้นมาแบบเรียบง่ายพระราชาสนใจก็เพียงแต่พี่น้องต่างมารดาเท่านั้น
เรื่องเลวร้ายยังไม่จบพระสนมเอกต้องการกำจัดเสี้ยนหนามไปให้พ้นทางแต่ถ้าหากนางทำถึงตาย คนที่จะตายคนต่อไปก็คือนางกับลูกๆแน่นอน นางจึงวางแผนที่จะทำให้องค์รัชทายาทพิการจึงได้สั่งให้ลูกชายคนเล็กของตนไปฝึกฝนวิชาอยู่ที่สำนักกับองค์รัชทายาทแล้วระหว่างที่เขาเผลอนางได้สั่งให้ลูกชายจัดการเขาทันทีเพื่อที่ตำแหน่งองค์รัชทายาทจะได้ตกมาเป็นของเขาแทน แม่ลูกนิสัยใจคอเราะร้ายวางแผนชั่วโดยที่มีลูกสาวคนโตบังเอิญมาได้ยินอยู่ นางเจ็บปวดกับการ กระทำของแม่และน้องชายเป็นอย่างมากแต่นางก็ไม่สามารถห้ามได้
ตอนนั้นองค์รัชทายาทกำลังร่ายรำฟันดาบอยู่ริมหน้าผาอันสูงใหญ่ ระหว่างที่เขาเผลอน้องชายต่างมารดาก็ได้เดินสะดุดก้อนหินมาชนเข้าทำให้เขาเสียการทรงตัวแล้วพลัดตกหน้าผาไปทั้งหมดอยู่ในสายตาของพระอาจารย์และศิษย์คนอื่นๆทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก แต่โชคยังดีที่องค์รัชทายาทตกลงไปเพียงแค่หินสามชั้นแต่โชคร้ายคือก้อนหินก้อนใหญ่ได้ทับขาทั้งสองข้างของเขาเอาไว้ ทำให้องค์รัชทายาทเดินไม่ได้อีกต่อไป
ยี่สิบปีผ่านไป
ทุกคนเติบโตมาเป็นหนุ่มสาวที่หน้าตาผิวพรรณดี ทั้งยังมีความสามารถเป็นเลิศ แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ต่างจากคนอื่นนั้นก็คือ ซีซวน เขาเสียใจที่ตนเองเดินไม่ได้อีกต่อไป และยังเสี่ยงถูกปลดจากตำแหน่งองค์รัชทายาทอีก แต่ที่เขายังไม่ถูกปลดนั้นมันก็มีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งไม่มีใครทราบเหตุผลได้นอกจากตัวพระราชาเอง
กำจัดเสี้ยนหนาม
“ท่านพ่อข้าต้องการให้ไอ่เด็กคนนั้นออกไปจากตำแหน่งองค์รัชทายาทเสียที” พระสนมเอกที่ตอนนี้ได้เลื่อนขั้นมาเป็นพระมเหสีแล้วกล่าวถามบิดาของตนที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่คนเคารพนับถือ “เรื่องนี้แม้แต่หม่อมฉันเองก็ทักทวงต่อพระราชาไม่ได้ ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริง” ขุนนางพ่อของพระมเหสีตอบ “ไม่มีทางใดเลยรึท่านพ่อ” พระมเหสีถามด้วยแววตาที่จงเกลียดจงชังองค์รัชทายาทยิ่งนัก “แต่จริงๆแล้วมันก็พอมีวิธี” ขุนนางพ่อของพระมเหสีเอ่ย
“วิธีใดท่านพ่อ ข้ายอมทำทุกทางเพื่อที่ลูกชายข้า ตงซิ่ว ได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท” พระมเหสีเอ่ยด้วยความหวังว่าพอจะมีสักทางที่ทำได้ “องค์หญิงจางลี่ คู่หมั้นขององค์รัชทายาท เจ้าทำยังไงก็ให้องค์หญิงที่มีใบหน้าและผิวพรรณที่สวยสดงามเช่นนั้นมีตำหนิได้ ลูกชายเจ้า ตงซิ่ว ก็มีหวังขึ้นเป็นองค์รัชทายาท” ขุนนางเอ่ย “มันจะช่วยลูกข้ายังไง” พระมเหสีถามด้วยความสงสัย “ไม่มีพระราชาองค์ไหนให้ชายที่พิการกับหญิงที่มีตำหนิมาสืบราชสมบัติหรอกนะ” ขุนนางตอบ
พระมเหสีรู้หนทางแล้วมีหรือที่นางจะเพิกเฉยนางไม่ได้ตรองให้ดีก่อนลงมือทำนางเพียงแค่ต้องการผลสำเร็จของมันนางจึงได้ให้ทหารส่วนตัวไปจัดการสืบเรื่องของจางลี่ พระมเหสีได้สืบการดำรงชีวิตของนางก็ได้รู้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าองค์หญิงที่บอบบางนี้จะต้องเดินทางไปเรียนขี่ม้า พระมเหสีจึงสั่งให้ทหารแฝงตัวเข้าไปด้วย “ถ้าพวกเจ้าทำสำเร็จข้ามีรางวัลให้อย่างงาม แต่ถ้าพลาดข้าไม่รับประกันว่าหัวจะหลุดจากบ่าหรือไม่” พระมเหสีสั่งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ณ วันที่องค์หญิงจางลี่จะต้องออกไปเรียนขี่ม้ากับเหล่าสหาย
องค์หญิงเพลิดเพลินไปการเรียนขี่ม้าเป็นอย่างมาก เพราะนานๆทีจะมีโอกาสได้ออกมาเที่ยวเล่นเหมือนสหายวัยเดียวกันบ้าง เพราะองค์หญิงมีหน้าที่อันใหญ่หลวงมากในตอนที่อายุครบยี่สิบปีบริบรูณ์ต้องเข้าวังไปแต่งงานกับองค์รัชทายาท ทำให้เธอต้องดูแลตัวเองอยู่ตลอดเวลามาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ตัวเธอไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนของขนแมวยิ่งแผลใหญ่ๆนี่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอเลย ทำให้ผิวพรรณของเธอขาวราวกับกระดาษ
“องค์หญิงอีกไม่กี่เดือนท่านก็ต้องเข้าวังแล้วใช่หรือไม่” สหายคนสนิทถาม “ใช่แล้วละ ที่ข้าได้ออกมาเที่ยวเล่นวันนี้ก็เป็นเพราะท่านพ่อข้าเมตตาจึงมอบของขวัญคือการออกมาเรียนขี่ม้าครั้งแรกกับพวกเจ้าไง” องค์หญิงตอบด้วยท่าทางที่ใสซื่อ ระหว่างที่องค์หญิงและทุกคนกำลังเผลอทหารที่แฝงตัวมาก็ได้เอาเข็มแทงเข้าไปที่ขาหลังของม้าทำให้ม้าตกใจวิ่งตรงไปชนกับม้าตัวอื่นๆ ม้าขององค์หญิงตกใจดีดจนองค์หญิงตกจากหลังม้าแล้วถูกม้าเหยียบซ้ำเข้าไปที่แขนข้างซ้ายจนเกิดแผลลึก เลือดขององค์หญิงไหลออกมาเกือบหมดตัว แล้วสติขององค์หญิงก็ดับวูบไป
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่งของโลกปัจจุบัน
“คนไข้ต้องกินยาให้ครบตามที่หมอสั่งนะคะ มาหาหมออีกครั้งตามนัดด้วยนะ” หลินหลี่ชา หมอจบใหม่ไฟแรงเธอเป็นลูกสาวของท่านประธานของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เธอเป็นคนหัวแข็งและรักศักดิ์ศรีมากเธอไม่มีวันเอ่ยปากขอความช่วยเหลือใครเพราะชอบเป็นผู้ให้มากกว่า ด้วยความที่รูปร่างเธอดี เธอเป็นคนตัวสูง ผิวขาว หุ่นผอมเพรียว ตากลมผมยาว ตรงตามฉบับผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก (ของตัวเอง ฮ่าๆ)
ความสวยของเธอได้ไปเตะตา ฟางจวิน ลูกชายคนโตของประธานบริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ เขาตามขายขนมจีบเธอมานานนับปีแต่เธอเป็นคนฉลาดและไม่ยอมให้ผู้ชายหน้าไหนมาหลอกได้ง่ายๆ เธอจึงให้เขาจีบแต่ทุกอย่างต้องอยู่ในสายตาของครอบครัวทั้งสองฝ่าย แรกๆเธอไม่สนใจเขาเลยสักนิดเธอคิดเพียงแค่ว่าคนที่ร่ำรวยจนตายเกิดใหม่ไปสามรอบก็ยังคงรวยอยู่จะมาตามจีบเธอได้นานขนาดนี้ จนเธอเริ่มใจอ่อนและยอมตกลงคบกับเขา
เธอกับเขาคบกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยปีสามไม่รวมเวลาจีบเพราะถ้ารวม เขาและเธอคงจะคบกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยปีหนึ่ง หลินหลี่ชาไม่ค่อยมีเวลาเพราะเธอเรียนแพทย์ทำให้ตอนคบกันเขาและเธอเจอกันเพียงอาทิตย์ละสองวันคือวันเสาร์และวันอาทิตย์ แต่ ฟางจวิน ก็ดูแลเธอมาอย่างดีตลอดไม่เคยนอกลู่นอกทางเลยเขาก็จัดอยู่ในประเภทคนรักที่ดีตามแบบฉบับที่หลินหลี่ชาวางไว้ จนตอนนี้ทั้งคู่คบกันมาเข้าปีที่สี่แล้ว
ฟางจวิน ได้คุกเข่าขอเธอหมั้นไปเมื่อปีที่แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นทั้งคู่ทะเลาะกันเป็นเรื่องใหญ่มากจนเกือบทำให้ทั้งคู่ต้องเลิกกันแต่พวกเขาก็จับมือกันฝ่าฟันเรื่องนั้นมาได้ ฟางจวินยังไม่ขอเธอแต่งงานก็เพราะความที่ทั้งสองคนพึ่งอายุยี่สิบห้าปีและไหนจะต้องให้หลินหลี่ชาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางอีกสามปีพวกเขาไม่มีเวลาคิดเรื่องแต่งงานกันแน่นอนแต่เพื่อความรักที่ฟางจวินมีต่อหลินหลี่ชา เขาจึงได้ขอเธอหมั้นเพื่อแสดงออกว่าเขารักเธอด้วยใจจริง และสัญญาว่าเมื่อเธอเรียนจบแพทย์เฉพาะทางแล้ว พวกเขาจะแต่งงานกันทันที ซึ่งก็อีกตั้งสามปีกว่าเธอจะเรียนจบ
ดูเหมือนว่าความรักของทั้งสองคนจะเป็นไปด้วยความราบรื่นและมั่นคงแต่ไม่เลย ที่ฟางจวินทำมันเป็นเพียงแค่การแสดงตบตาแฟนสาวเท่านั้น เพื่อนรอบตัวของเขาทุกคนรู้ว่าทุกครั้งที่ฟางจวินบอกแฟนสาวว่าไปดูทำเลงานที่ต่างจังหวัดความจริงเขาไปดูทำเลที่ม่านรูดสะมากกว่า แต่ระดับฟางจวิน เป็นม่านหรูที่หรูหน่อยเพราะเขาสร้างตึกคลับส่วนตัวไว้อย่างลับๆ เป็นคลับที่รวมเหล่าคนรวยระดับประเทศและบางคนเป็นถึงคนที่รวยที่สุดในโลก หญิงสาวสวยมากมายที่มีเวลาและพร้อมพลีกายให้ฟางจวินมีมากมาย ซึ่งพวกหล่อนก็สนองความต้องการของเขาได้ดีเลยทีเดียว
“ไอ้ฟางจวินแกไม่กลัวหมอหลินหลี่ชาคนสวยของแกจับได้หรอวะ” อยู่ดีๆไอ้เพื่อนเฮงซวยก็ถามคำถามนี้ขึ้นมาแต่เขาก็ทำท่าทางยักไหล่เบาๆก่อนจะพูดไปว่า “แค่เวลาเธอจะกินข้าวยังไม่มีจะเอาเวลาไหนมาตามจับฉันว่ะ” คำตอบที่ดูมั่นอกมั่นใจของฟางจวินทำให้เพื่อนสนิทส่ายหน้าแล้วบอกเตือนกับเขาว่า “อย่าวางใจมากเกินไปละบางทีเธออาจจะกำลังสงสัยนายอยู่ก็ได้ อย่าปล่อยให้เธอหลุดมือนั่นขุมทรัพย์ของเราเลยนะ” ฟางจวินฟังแต่ไม่ออกความเห็น
หลังจากฟางจวินกลับมาจากคลับเขาก็ได้กดโทรหาหลินหลี่ชาแฟนสาวคนสวยของเขา “ที่รักเธอว่างมั้ย” หลินหลี่ชาแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะตอบไปว่า “วันนี้นายดูแปลกหูแปลกตานะ มีอะไรรึเปล่า” ฟางจวินกรอกตาไปมาอย่างเซ็งๆที่เธอตอบไม่ตรงคำถาม “ที่รักคุณตอบไม่ตรงคำถามนะ ผมถามว่าที่รักว่างอยู่รึเปล่า” ฟางจวินถามย้ำอีกครั้ง “ก็ว่างอยู่ แต่จริงๆฉันก็กำลังจะไปอ่านหนังสือ นายมีอะไรจะคุยกับฉันหรอ” หลินหลี่ชาตอบพลางอมยิ้มที่แกล้งเขาได้สำเร็จ