โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

67 ปี “เจี่ยท้งเฮง” เชียงใหม่ รุกแตกไลน์อาหารฝรั่ง “พาตัส พาสต้า”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 มิ.ย. 2567 เวลา 10.10 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2567 เวลา 10.10 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

“เจี่ยท้งเฮง” ภัตตาคารอาหารจีนสไตล์แต้จิ๋ว อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มายาวนานถึง 67 ปี กว่า 6 ทศวรรษที่ยึดมั่นสูตรอาหารและคงรสชาติจากรสมือของผู้ก่อตั้งรุ่นอากง-อาม่า ไว้เป็นอย่างดี ส่งต่อมาสู่ทายาทรุ่นที่ 3 ที่ยังคงสร้างความตราตรึงแก่ผู้มาเยือน

พร้อมการแตกไลน์ร้านอาหารฝรั่ง “พาตัส พาสต้า” (PATUS PASTA) ธุรกิจใหม่ที่แจ้งเกิดในวิกฤตโควิด-19 ด้วยฝีมือของ 4 พี่น้องเจน 3 “พงศกร เจียรสาธิต” (เชฟแบงค์) กรรมการผู้จัดการ ภัตตาคารเจี่ยท้งเฮง และ Executive Chef ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการต่อยอดธุรกิจอาหารของเครือเจี่ยท้งเฮงในอนาคต

วิทยายุทธ์คั่วทราย

เชฟแบงค์เล่าว่า ตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่ค่อยได้ไปกินข้าวนอกบ้าน ครอบครัวถูกเลี้ยงดูโดยให้กินอาหารที่ร้าน ทำให้มีความคุ้นชิน และซึมซับอาหารของร้านเจี่ยท้งเฮง ลูก ๆ 4 คนช่วยงานครัวของร้าน โดยคุณพ่อทำครัว และคุณแม่ให้บริการลูกค้าหน้าร้าน และได้หล่อหลอมถึงเจเนอเรชั่นที่ 3 เกิดและเติบโตพร้อมกับร้านเจี่ยท้งเฮง ทุกคนจึงเข้าใจ DNA ของเจี่ยท้งเฮง อย่างลึกซึ้งมาก ในรุ่นเจน 3 จึงบริหารอย่างเข้าใจทุกฟังก์ชั่น

โดยเฉพาะตนจะแตกต่างจากพี่น้องคนอื่น ซึ่งตอนเด็ก ๆ จะกินเมนูอาหารเดิม ๆต่อเนื่องเป็นเดือน ๆ จนกว่าจะเบื่อ กินวนเวียนจนครบทุกเมนูที่มีอยู่ในร้าน จนรับรู้รสชาติ กลิ่น สี และได้เรียนรู้การทำงาน ฝึกงานครัวตั้งแต่เด็ก

โดยเริ่มเสิร์ฟอาหารตั้งแต่ 4 ขวบ และฝึกทำอาหารตอนอายุ 10 ขวบ ครั้งแรก คุณพ่อให้ถัง 1 ใบไปเก็บทรายที่สนามหญ้า และเอาทรายเทลงในกระทะ เปิดไฟคั่วทรายจนเป็นสีแดง ซึ่งเหตุผลที่คุณพ่อให้ฝึกแบบนี้ เพราะต้องการให้โฟกัสสิ่งที่อยู่ในกระทะ ถ้าหลุดโฟกัส ทรายจะกระเด็นใส่ตัวและจะร้อนมากถึงขั้นผิวหนังไหม้ ถ้าคั่วทรายได้ การทำอาหารก็เป็นสิ่งที่ง่ายมาก ถือเป็นการฝึกวิทยายุทธ์การทำอาหารและจิตวิทยาไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้โฟกัสอยู่กับอาหาร

PATUS PASTA

โดยเมนูแรกที่ทำคือ เห็ดหูหนูผัดไข่ ซึ่งเป็น Signature ของเจี่ยท้งเฮง ก่อนต่อยอดทำเมนูอื่น ๆ

ก่อนก้าวเข้ามาเป็นเชฟจริงจัง ช่วงเรียนหนังสือในชีวิตมี 2 งานที่อยากทำมาก คือ 1.เชฟ 2.งานด้านนิเทศศาสตร์ หลังเรียนจบได้เลือกเดินสายงานด้านนิเทศศาสตร์ก่อน เป็นนักข่าวช่อง 3 และเป็น ดีเจ.คลื่นในเชียงใหม่ แต่จัดรายการอยู่ที่กรุงเทพฯ และเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำงานด้านนี้ราว 7-10 ปี จนรู้สึกเริ่มอิ่มตัว จึงลาออก

และมีโอกาสได้พบเชฟชุมพล แจ้งไพร จึงเข้าสู่เส้นทางการทำอาหาร และได้ฝึกทำอาหารกับเชฟชุมพลที่กรุงเทพฯ ได้มีโอกาสทำอาหารไทยชาววังให้เชื้อพระวงศ์ และได้ประสบการณ์ในการทำอาหารไทยกับเชฟชุมพลจนมีความเชี่ยวชาญ เรียนได้ราว 1 ปีครึ่ง

เชฟชุมพลให้โอกาสไปแข่งมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซั่น 1 เมนูที่ได้ผ้ากันเปื้อน คือ “ต้มข่าคอหมูซูวี” ทำแบบมีคอนสตรักชั่น คือการแยกองค์ประกอบ จานไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ทำมะนาวให้กลายเป็นมะนาวคาเวียร์ ซึ่งมาสเตอร์เชฟทำให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น ประกอบกับเป็นจังหวะที่อยากกลับบ้าน จึงตัดสินใจกลับเชียงใหม่ ปี 2560

แตกไลน์ร้านพาตัส พาสต้า

เชฟแบงค์บอกต่อว่า ช่วงวิกฤตโควิดที่รัฐบาลสั่งห้ามนั่งกินข้าวในร้านอาหาร ทำให้ทุกคนในร้านว่างมาก น้องชายซึ่งมีประสบการณ์ร้านอาหารฝรั่งเศสเป็นร้านมิชลินที่กรุงเทพฯ และเรียนอาหารที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ได้เข้าครัวทำอาหารให้กิน คือ “เมนูกุ้งซอสพาสต้า” ทุกคนลงความเห็นว่าอร่อย ก็เริ่มทำขายเลยในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้มีรายได้จ่ายเงินเดือนพนักงานทุกคนในช่วงโควิด

เนื่องจากคุณพ่อให้กฎเหล็กว่า ห้ามไล่พนักงานออกแม้แต่คนเดียว เรามีแต่รายจ่ายหลายล้านบาท/เดือน จึงต้องสร้างสิ่งใหม่เพื่อให้มีรายได้ในการจ่ายเงินเดือนพนักงาน เป็นการขายแบบ Cloud Kitchen ผ่าน Grab ใช้ชื่อร้านว่า “พาตัส พาสต้า” ขายได้ประมาณ 2 ปี ฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และส่วนใหญ่อยากมานั่งกินในร้าน

PATUS PASTA

จึงตัดสินใจลงทุนเปิดร้านอาหารฝรั่ง “พาตัส พาสต้า” (PATUS PASTA) เมื่อเดือนธันวาคม 2565 ร้านตั้งอยู่ถนนเจริญราษฎร์ ย่านวัดเกตุ ถือเป็นการแตกไลน์มาเป็นร้านอาหารฝรั่ง โดยมีเมนู “เพนเน่กุ้งซอสพาตัส” เป็น Signature ของร้านพาตัส พาสต้า

“จุดเด่นคือ เราทำเส้นพาสต้าสดเอง และมีเส้นที่นำเข้าจากต่างประเทศสำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับพาสต้ามากนัก ถ้าชอบก็ขยับไปกินเส้นสด เพราะรสชาติจะลึกและเข้มข้นกว่า ซอสทำเองทั้งหมด โฮมเมดเกือบทุกอย่าง ทำให้ร้านมีความแตกต่าง เมนูอาหารมีทั้งหมดกว่า 100 เมนู ทีมพี่น้อง 4 คน ช่วยกันคิดขึ้นมา เป็นการแตกไลน์ธุรกิจของเจี่ยท้งเฮง จากอาหารจีนมาเป็นอาหารฝรั่ง

ในร้านมีทั้งหมด 60 ที่นั่ง รวมห้องประชุมขนาดเล็ก กลุ่มลูกค้าหลักคือ คนในเชียงใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักโรงแรมย่านวัดเกตุ กลุ่มลูกค้า 50% เป็นคนไทยที่อยู่ในเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ อีก 50% แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป 30% และจีน 20%”

PATUS PASTA

นอกจากนี้ ร้านพาตัส พาสต้า ยังมีไอศกรีมโฮมเมด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เริ่มทำในช่วงโควิด โดยนำผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่เชียงใหม่มาทำไอศกรีม และต่อยอดเป็นแบรนด์ “TAKE ME HOME” ซึ่งเป็น Homemade Ice Cream มีหลากหลายเมนู อาทิ ไอศกรีมมะพร้าวคั่ว และทุเรียนขายดีที่สุด ไอศกรีมมะยงชิด ไอศกรีมส้มยูซุ ไอศกรีมกะเพราเบคอน ไฮศกรีมด้วงสาคู ไอศกรีมขนมจีนน้ำยาสูตรมังสวิรัติ

อนาคตจะทำไอศกรีมรสชาติแปลก ๆ เพิ่มขึ้นอีก เช่น ไอศกรีมข้าวโพดคลุกเนย โจทย์ไอศกรีมของแบรนด์ TAKE ME HOME คือความสุข เอาของคาวให้มาอยู่ในรูปของหวาน

แผน 5 ปีต่อยอดขยายสาขา

เชฟแบงค์บอกอีกว่า โอกาสการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในเชียงใหม่ หากมองในระยะสั้นจะเติบโตได้อีกมาก เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองไลฟ์สไตล์ เป็นเมืองเช็กอินของนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ อาหารยังมีโอกาสเติบโตแน่นอน เพราะเป็นปัจจัย 4

อนาคตเชียงใหม่จะเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เราจำเป็นต้องมีร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ต้องมีอาหารที่อร่อยรองรับ อาหารจะหลากหลายมากขึ้น อาหารจะสนุกมากขึ้น จะมีการแข่งขันมากขึ้น คนที่จะอยู่รอดในธุรกิจนี้ได้คือ คนทำอาหารที่รู้จริงและใส่ใจต่อผู้บริโภค และศรัทธาต่อผู้บริโภคเท่านั้นจะอยู่รอด

ในส่วนของเครือเจี่ยท้งเฮง คาดว่าภายในระยะเวลา 5-10 ปี จะมีการต่อยอดขยายสาขาร้าน “พาตัส พาสต้า” เพิ่มขึ้นหลายสาขา รวมถึงการแตกไลน์ธุรกิจร้านอาหารไทยในจังหวัดเชียงใหม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 67 ปี “เจี่ยท้งเฮง” เชียงใหม่ รุกแตกไลน์อาหารฝรั่ง “พาตัส พาสต้า”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...