‘Amen Break’ จังหวะกลอง 6 วินาที เชื่อมโยงวัฒนธรรมย่อยเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว
บทความ จาก ELLE MEN Thailand ประจำเดือน มีนาคม ค.ศ. 2022 โดย Wattakul N., เรียบเรียง Khanakon Phettrakul
ผมเขียนบทความนี้ในช่วงเวลาที่โลกเพิ่งฟื้นจากภาวะเศร้าโศก เมื่อต้องสูญเสีย Virgil Abloh นักออกแบบผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งยุคที่จากไปก่อนเวลาอันควรด้วยมะเร็งเนื้อเยื่อนอ่อนหัวใจซึ่งเป็นมะเร็งชนิดพบได้ยากเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา Virgil Abloh ผู้เป็นที่รักของคนในอุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งถ่อมตัว มีวิสัยทัศน์ และพยายามสร้างวัฒนธรรมของตนซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานปณิธานอันแน่วแน่ตั้งแต่เยาว์วัย คือการสมานความแตกต่างทางความคิดอันนำไปสู่ความแตกแยก หลอมรวมโลกใบนี้เป็นหนึ่งเดียว และเชื่อมโยงทุกวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน เขาพิสูจน์ความพยายามเรื่องนี้นับตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นคนเบื้องหลังจนกระทั่งก้าวมาเป็นคนเบื้องหน้าในฐานะ 'คนดำ' รายแรกที่รับตำแหน่งอันทรงเกียรติเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นบุรุษของแบรนด์หรูระดับยอดพีระมิด Louis Vuitton ซึ่งปณิธานที่ว่าส่องประกายเป็นประจักษ์จนมาถึงคอลเล็กชั่นล่าสุดสำหรับฤดูกาล Spring/Summer 2022 ดังประโยคสำคัญที่เขาเคยกล่าวไว้และกลายมาเป็นประโยคไว้อาลัยในเหตุเศร้าสลดใจคราวนี้ "ทุกสิ่งที่ทำเป็นการสนองตัวตนของผมในวัย 17 ปี"
https://youtu.be/qwQLk7NcpO4
Virgil Abloh นำเสนอคอลเล็กชั่นฤดูร้อนปี 2022 สำหรับหนุ่ม ๆ ของ Louis Vuitton ในรูปแบบภาพยนตร์สั้นความยาว 17 นาทีชื่อ 'Amen Break' กำกับโดย Mahfuz Sultan 'เอเมนเบรก' คือชื่อของกลองโซโล (4 บาร์) และรูปแบบการตีกลองยอดนิยมได้รับอิทธิพลจากเพลงดังในปี 1969 ชื่อ Amen, Brother ของกลุ่มศิลปินเพลงแนวฟังก์และโซลนาม The Winstons เอกลักษณ์สำคัญของศิลปินกลุ่มนี้นอกจากอยู่ที่ตัวผลงานแล้ว ยังถูกยกย่องในฐานะการรวมตัวของคนต่างสีผิว แต่มีใจรักในเสียงเพลงเช่นเดียวกัน เอเมนเบรกเริ่มรู้จักเป็นวงกว้างตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 เมื่อวัฒนธรรม Hip-Hop เริ่มโตและได้รับความนิยมมากขึ้น มีการนำท่อนกลองโซโล (หรืออาจจะดัดแปลงเพียงเล็กน้อย) ของเพลง Amen, Brother ไปใช้กันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งในทศวรรษที่ 1990 เอเมนเบรกถูกนำไปใช้เป็นแก่นของดนตรีฮิปฮอป จังเกิล และเพลงนับพันในอีกหลากหลายแนวด้วยกัน ถึงขั้นมีการนิยามว่าเสียงที่ได้ยินเวลาสั้น ๆ เพียง 6 วินาทีนั้นสามารถเชื่อมโยงและหลอมรวมโลกดนตรีและวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียว และส่งผลให้ Amen, Brother ได้ครองสถานะเพลงที่มีการแซมเพิล (เป็นการนำบางส่วนของเสียงและเพลงไปใช้ในอีกเพลง) มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกดนตรี เพราะมีการทำแซมเปิ้ลมากถึงเกือบ 3 พันครั้ง!
ปรากฏการณ์ 'เอเมนเบรก' ที่กลายมาเป็นชื่อคอลเล็กชั่นและภาพยนตร์สั้นนำเสนอเรื่องราวความเป็นต้นฉบับในงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย การกระทำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนส่งผลกระทบต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คน และตัวอย่างงานศิลปะซึ่งถูกทำซ้ำโดยประยุกต์ให้เข้ากับแต่ละยุคสมัยไม่ต่างจากมรดกทางความคิดที่ Virgil Abloh ได้ฝากไว้ตลอดช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยวิสัยทัศน์ไร้ขอบเขตุ เขามักนำเรื่องราวของโลกดนตรีและวัฒนธรรมกระแสนิยมมาสอดประสานและร้อยเรียงจนกลายเป็นเอกลักษณ์ในงานออกแบบ ด้วยช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 3 ปีที่ดำรงผู้นำทัพของ Louis Vuitton เขาเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโลกแห่งความหรูหราจนวาระสุดท้ายของชีวิต โดยความหรูหราที่ว่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงในเรื่องของราคา แต่หมายรวมถึงการเชิญชวนให้เปิดใจยอมรับและสัมผัสพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์จากคนเบื้องหลังหลากหลายชาติพันธุ์ และคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ซึ่งสะท้อนทั้งด้านประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของเมซงวิตตอง และขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของมนุษย์
เขาเปลี่ยนสถานะลักซ์ชัวรี่ไอเท็มในคอลเล็กชั่นบุรุษของ Louis Vuitton จากการเป็นข้าวของบ่งบอกถึงความมั่งมีให้กลายเป็นชิ้นสเตทเมนท์ทำหน้าที่สะท้อนจุดยืนในการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลักดันโลกใบนี้ไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิม "ผมใช้ชื่อเอเมนเบรคเป็นชื่อคอลเล็กชั่นเพราะลึกซึ้งและเกิดจากแนวคิดที่ว่าศิลปินจำนวนมากสามารถนำแก่นบางอย่างมาทำซ้ำจนถึงจุดที่หลอมรวมเข้ากับผลงานของเขา" Virgil Abloh ให้สัมภาษณ์ถึงปรากฎการณ์สำคัญซึ่งจุดประกายไอเดียในการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นล่าสุดและยังเน้นย้ำถึงปณิธานแน่วแน่ "ผมพยายามสร้างโลกในแบบที่อยากเห็น มีวัฒนธรรมป็อปและแฟชั่นเป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนโลกใบนั้น ถือเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่และการเปิดใจยอมรับ สำหรับผมนั่นล่ะคือโลกในแบบที่อยากให้เป็น"
การหลอมรวมความแตกต่างทางวัฒนธรรมเห็นได้ชัดในคอลเล็กชั่นฤดูร้อนนี้ซึ่งผมขอนิยามว่าเป็น 'การจับมือทางวัฒนธรรม' ระหว่างวัฒนธรรมอวดรสนิยมและความมั่งมีผ่านโลโก้และตราสินค้าแบบมีชั้นเชิง และวัฒนธรรมย่อยที่ในอดีตเคยได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันได้ผงาดขึ้นมาจนได้รับความนิยมและกลายเป็นหนึ่งในแฟชั่นกระแสหลัก มีลายตาราง Damier สุดคลาสสิกอายุ 130 กว่าปีเป็นจุดเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมโลโก้มาเนียที่เคยได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในช่วงทศวรรษ 1980 (สอดคล้องกับซิลูเอทของชุดเทเลอร์ในคอลเล็กชั่นนี้) และวัฒนธรรมเรฟ (Rave) ของกลุ่มวัยรุ่นที่นิยมความมันแบบสุดเหวี่ยงทั้งสนุกกับปาร์ตี้และการแต่งกาย (มีชุดแทร็กสูทและลายตารางเป็นองค์ประกอบสร้างภาพจำให้คนทั่วโลก) ในช่วงทศวรรษที่ 1990 โดยเฉพาะกับวัยรุ่นแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งเป็นตัวแทนวัฒนธรรมเรฟและสะท้อนภาพแฟชั่นสุดมันส์ของโลกตะวันออก อีกทั้งยังถูกนำไปใช้เป็นตัวแทนการพบกันระหว่างวัฒนธรรมต่างซีกโลก ตะวันออกพบตะวันตกดังที่เห็นในภาพยนตร์สั้นเรื่อง Amen Break มีเคนโด้ ศิลปะการต่อสู่และป้องกันตัวของชาวญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เคียงคู่กับวัฒนธรรมฮิป-ฮอป
อีกประเด็นน่าสนใจที่ Virgil Abloh นำเสนออย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่อาณาจักร LVMH ผู้ถือครองแบรนด์หรู Louis Vuitton คือความพยายามในการผลักดันให้สังคมตระหนักเรื่องการยอมรับและเคารพในความหลากหลายซึ่งสอดคล้องกับกระแส Diversity ที่กำลังร้อนแรงในโลกยุคปัจจุบัน นักออกแบบผู้เคยชื่นชมและร่วมงานกับ Riccardo Tisci (อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Givenchy) คนนี้เคยเอ่ยปากชมริคการ์โดผ่านการให้สัมภาษณ์ในแง่การผสานโลกแฟชั่นชั้นสูงและสตรีทแวร์เข้าไว้ด้วยกัน และยังประทับใจการนำเสนอ 'กระโปรงชาย' ให้กลายเป็นลุคเด่น เพื่อสื่อสารถึงการไม่ยึดโยง 'ความแมน' ผ่านเครื่องแต่งกาย ได้นำเอาแนวคิดนี้มาปรับใช้กับคอลเล็กชั่นบุรุษสำหรับวิตตอง เราจึงได้เห็นการนำเทคนิกการตัดเย็บระดับกูตูร์มาใช้ในคอลเล็กชั่นล่าสุด อาทิ การตัดต่อวัสดุต่างชนิดเพื่อสร้างมิติของผิวสัมผัส การย้อมแบบไล่สี และงานปัก คู่กับการจับหนุ่ม ๆ มาสวมกระโปรงอีกครั้ง แต่! … คราวนี้เล่นใหญ่กว่าที่เคยชนิดให้ใส่กระโปรงทรงสุ่มกันเลยทีเดียว
และเพื่อให้สมกับสถานะของเจ้าชายผู้เชื่อมโยงผู้คนทุกวัฒนธรรมเข้ากับโลกแห่งความหรูหรา ไฮไลท์สำหรับฤดูกาลนี้ที่ไม่ควรพลาด (หากมีโอกาสได้จับจอง) คือรองเท้า Nike 'Air Force 1' x Louis Vuitton ที่ทำให้โลกโซเชียลลุกเป็นไฟ ถูกแชร์ว่อนกันทันทีหลังมีภาพรายละเอียดหลุดออกมาหลังจบโชว์ โดยสนีกเกอร์ผสานเอกลักษณ์ของทั้ง Nike, Louis Vuitton และ Virgil Abloh มีกิมมิกซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์สกรีนประโยคว่า 'Louis Vuitton for Nike' ที่นายแบบลุคเด่น ๆ สวมในคอลเล็กชั่นนี้ยังสามารถตอกย้ำถึงสถานะนักออกแบบผู้เป็น 'สัญลักษณ์แห่งยุค' ของ Virgil Abloh อย่างที่ผมได้กล่าวถึงตอนต้นบทความได้เป็นอย่างดี … Virgil Abloh ผู้นิยมทำคอลลาบอเรชั่น และการร่วมงานกับ 'คนสร้างสร้างสรรค์' คือรากฐานในการทำงานของเขา Virgil Abloh ผู้ที่ทราบดีว่าควรจะออกแบบอะไรออกมาในยุคที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย และผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล Virgil Abloh ผู้เป็นดั่ง The Pope of Gen-Z ที่เชื่อว่า "คนรุ่นใหม่ต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่จุดที่วาดฝันไว้" และ Virgil Abloh ผู้ผลิกโฉมประวัติศาสตร์พร้อมวางรากฐานใหม่ให้คอลเล็กชั่นบุรุษของ Louis Vuiton