โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

แพลตฟอร์มขายรถมือสองเดือด “อินโด-มาเลย์” แย่งแชร์ 2 ล้านคัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 เม.ย. 2566 เวลา 03.38 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2566 เวลา 00.31 น.

ตลาดรถยนต์มือสองคึก หลังแพลตฟอร์มข้ามชาติ ทุน “อินเดีย-มาเลย์-อินโด” แห่ทำตลาดชิงส่วนแบ่ง 2 ล้านคันกับกลุ่มทุนไทย ด้านสมาคมรถใช้แล้วชี้ส่งผลดีกับตลาดและผู้บริโภค ย้ำการแข่งขันช่วยยกระดับธุรกิจ สร้างมาตรฐานใหม่ และขยายตลาด ลั่นซื้อ-ขายรถมือสองออนไลน์กินตลาดมากกว่า 90%

นายภิญโญ ธนวัชรภรณ์ อดีตนายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงภาพรวมของตลาดรถยนต์มือสองในปัจจุบันว่า มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการทำตลาดและขายรถยนต์มือสอง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมสูงมาก ประกอบกับการเข้ามาทำตลาดของทุนใหญ่ที่เป็นแฟลตฟอร์มขายรถยนต์มือสองจากต่างประเทศ ที่ระยะหลังเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการสร้างมาตรฐานใหม่ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น

“เรามองว่าก่อนหน้านี้คนจะไม่ค่อยกล้าซื้อขายผ่านออนไลน์ แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้สร้างความน่าเชื่อถือได้มาก และกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เนื่องจากผู้ประกอบการ ทุนข้ามชาติได้มีการทุ่มเม็ดเงินในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้และเพิ่มความสะดวกสบายในการขายรถยนต์มือสอง”

แพลตฟอร์มข้ามชาติแข่งเดือด

จากความต้องการของตลาดรถยนต์มือสองในปัจจุบัน หากไม่นับยอดการจดทะเบียนจากบริษัทไฟแนนซ์มาสู่ผู้ใช้ หรือการโอนเปลี่ยนมือกันภายในครอบครัวแล้ว เชื่อว่าความต้องการของตลาดรถยนต์มือสองน่าจะอยู่ราว ๆ 1-1.5 เท่าของความต้องการรถยนต์ใหม่ หรือเฉลี่ยปีละเกือบ ๆ 2 ล้านคัน นั้นถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์มือสองที่เป็นสมาชิกของสมาคมอยู่กว่า 400 ราย และยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยอีกจำนวนมาก และกลุ่มบริษัทข้ามชาตที่มาในรูปแบบของแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ใช้แล้วเพิ่มมากขึ้น โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ ให้กับการรับประกันและบริการหลังการขายได้อย่างชัดเจน เช่น เงื่อนไข รับประกัน 2 ปี หรือไม่เกิน 70,000 กิโลเมตร ก็มีให้เห็น จากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมากเท่าไหร่ รวมถึงมาตรฐานการคัดสรรรถเข้ามาขาย ทำให้ปัญหาเรื่องคุณภาพและการย้อมแมวเบาบางลงไปค่อนข้างมาก เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ใช้แล้ว

ขายออนไลน์เกิน 90%

ปัจจุบันผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์ใช้แล้ว ร่วมทั้งผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์มือสอง ส่วนใหญ่จะเน้นการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มากกว่า 90% บวกกับปัจจุบันมีแพลตฟอร์มต่างชาติเข้าสมาคมมากขึ้น จากสัญชาติต่าง ๆ ทั้ง CAR24 จากอินเดีย, CARSOME จากมาเลเซีย และ CARRO จากอินโดนีเซีย หรือแม้แต่จากกลุ่มทุนไทยอย่าง CAR HERO หรือกลุ่ม ONE2CAR ที่เป็นเจ้าตลาดเดิม

เมื่อมีผู้ประกอบการมากขึ้น ยิ่งทำให้การแข่งขันในธุรกิจรถยนต์มือสอง ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ส่งผลทำให้ตลาดมีความคึกคัก และผู้ประกอบการเองก็แข่งขันกันในเรื่องการพัฒนามาตรฐานการให้บริการ การพัฒนารูปแบบแพลตฟอร์มการขาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าจะทำให้ผลประโยชน์ต่าง ๆ สะท้อนกลับมาสู่ผู้บริโภค

“อย่างที่ผ่านมาจะเห็นว่า สถาบันการเงินที่มีการทำตลาดรถยนต์มือสองเอง ก็เริ่มมีการพัฒนาปรับปรุงแพลตฟอร์มการขายรถยนต์มือสองของตัวเองเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น หรือสมาชิกของสมาคมเองเราก็พบว่า ส่วนใหญ่ก็ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก และช่วงที่ผ่านมาก็ตัวเลขเติบโตเพิ่มขึ้นกันอย่างต่อเนื่องด้วย ตอนนี้ต้องบอกว่ากว่า 90% ขายผ่านออนไลน์”

สร้างจุดขายใหม่รถอีวีมือสอง

ก่อนหน้านี้ นายศิวภูมิ เลิศสรรค์ศรัญย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์ซัม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า CARSOME ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน ยอดผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียของบริษัทได้เพิ่มขึ้นจนแตะถึง 278,045 ราย ทำให้ CARSOME เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายรถมือสองที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 70% ของลูกค้าเลือกสั่งจองซื้อรถทางออนไลน์ และ 2 ใน 3 ของปริมาณรถยนต์ที่นำขึ้นขายบนเว็บไซต์ถูกจองซื้อภายในเดือนเดียวกัน และถูกจองเร็วสุดในเวลาเพียงแค่ 2 นาทีเท่านั้น หลังจากนำขึ้นแสดงบนเว็บไซต์

CARSOME ประเทศไทย ตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลา 3 ปี จะขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม หลังจากทำแบบสำรวจพบว่า ปัจจุบันลูกค้ายังไม่ตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาสูง มากถึง 69.2%, สถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะที่มีไม่เพียงพอ 68.2% และค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่และอะไหล่ที่สูง 40.2%

ในขณะที่ 3 เหตุผลหลักของผู้ตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย 98.4% อยากมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม 65.6% และสิทธิประโยชน์ทางภาษี 48.4% และเมื่อถามว่า ผู้ตอบแบบสำรวจมีแผนที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในอีก 1-2 ปี จำนวนมากถึง 46.5%

ซึ่งสอดคล้องกับ นายสมชาย ตระกูลภิรมย์ ผู้จัดการทั่วไป มาสเตอร์ เซอร์ทิฟาย ยูสด์คาร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองแบบครบวงจรในเครือบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด ที่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแนวโน้มตลาดรถยนต์มือสอง ในช่วง 2-3 ปีจากนี้จะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์มีการแนะนำรถอีวีออกสู่ตลาดและคนไทยเริ่มมีความคุ้นชิน ให้ความวางใจในรถกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น โดยจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์รถยนต์มือสอง จะเป็นไปตามทิศทางของตลาดรถยนต์ใหม่เช่นเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...