ธนาคารกรุงเทพ มองตลาดบัตรเครดิตสดใส คาดยอดใช้จ่ายปี 66 โต 17%
นายโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2566 เป็นปีที่สดใสสำหรับตลาดบัตรเครดิตเนื่องจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นโดยในช่วง 2-3 เดือนแรกของปี 66 ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตประมาณ 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เท่าระดับก่อนการระบาดของโควิด
“ในช่วง 2-3 เดือนแรกของปีนี้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของทั้งตลาดโตประมาณ 16-18% หรือเฉลี่ยประมาณ 17% สูงกว่าในช่วงการระบาดของโควิด เพราะผู้บริโภคมั่นใจทั้งในด้านรายได้ของตนเอง ภาวะเศรษฐกิจจากการที่ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยการใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ในภาคการท่องเที่ยว น้ำมัน และห้างสรรพสินค้า”
ในส่วนของธนาคารกรุงเทพ ปัจจุบันมีฐานลูกค้าบัตรเครดิตอยู่ที่ 2.1 ล้านใบ คาดว่าสิ้นปี 66 จะโตเพิ่มอีก 2 แสนใบ หรือเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.3 ล้านใบ สำหรับยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพอยู่ที่ 15% โดยคาดว่าในช่วงเทศกาล เช่น สงกรานต์ จะมียอดการใช้จ่ายเพิ่มขี้น และคาดว่าในปี 66 จะมียอดใช้จ่ายบัตรเครดิตในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
“ปีนี้คาดว่ายอดใช้จ่ายบัตรเครดิตในต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพจะมีสัดส่วนที่สูงขึ้นเป็น 17-18% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดิมซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 15% ขณะที่ยอดใช้จ่ายออนไลน์คาดว่าจะยังโตแบบก้าวกระโดด”
สำหรับหนี้เสีย (NPL) ของบัตรเครดิตของธนาคารเมื่อปี 65 อยู่ที่ประมาณ 1.7-1.8% โดยในปี 66 คาดว่าจะทรงตัวจากปีที่ผ่านมา มาจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่น การลดอัตราการจ่ายขั้นต่ำ ทำให้มีการชะลอการเป็นหนี้เสีย โดยคาดว่าธปท. จะไม่รีบปรับมาตการช่วยเหลือในทันทีเนื่องจากต้องรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน
ในส่วนของการทำ Buy Now Pay Later มองว่ายังเป็นโมเดลที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากลูกค้าเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารซึ่งอาจทำให้ธนาคารไมีมีข้อมูลมากพอที่จะประเมินความเสี่ยงของลูกค้า
นายโชค เปิดเผยต่อว่า สำหรับบัตรเดบิตของธนาคารกรุงเทพปัจจุบันมีฐานลูกค้าประมาณ 9 ล้านราย โดยแม้ว่าปัจจุบันจะมีการชำระเงินผ่านการสแกน QR Code เช่น พร้อมเพย์ แต่ธนาคารจะยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่อไป โดยต้องการสนับสนุนให้ใช้ดิจิทัลการ์ด เนื่องจากมีความปลอดภัย ผู้บริโภคสามารถเปิดปิดบัตร และกำหนดวงเงินได้เอง
“ธนาคารกรุงเทพจะยังเดินหน้าขยายลูกค้าบัตรเดบิตต่อไปโดยเฉพาะในกลุ่ม New Generation แม้ว่าจะมีการใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์เข้ามาแต่การจ่ายผ่านบัตรเดบิตในการซื้อของออนไลน์จะได้การคุ้มครองหากสินค้าไม่ตรงปกด้วย นอกจากนี้หากไม่ทีบัตรอาจทำให้ไม่สามารถชำระเงินกับร้านที่ไม่รับชำระออนไลน์ เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ที่นิยมใช้บัตรแบบ Contactless มากกว่า QR Code ซึ่งปัจจุบันผู้ให้บริการบัตร เช่น วีซ่า และ มาสเตอร์การ์ด บังคับให้การออกบัตรต้องเป็น Contactless ทั้งหมด”
นายโชค ยังได้กล่าวถึง กรณีที่มิจฉาชีพมีการโกงผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตว่า การโกงของมิจฉาชีพอาศัยช่องว่างที่ผู้ให้บริการบัตร เช่น วีซ่า มาสเตอร์การ์ด อนุญาตให้สามารถทำธุรกรรมได่แบบไม่ต้องส่งเลข OTP อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้มีการออกกฎต่างๆ เพื่อป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ เช่น หากพบว่ามีการทำธุรกรรมที่ถี่มากเกินไปธนาคารต้องตรวจสอบและแจ้งลูกค้าทันที
“การโกงผ่านเดบิตเครดิต เดิมทีผู้ให้บริการบัตร เช่น วีซ่า และมาสเตอร์การ์ดต้องให้ยืนยันตัวตนด้วย OTP ก่อนการทำธุรกรรม ทำให้มีการทุจริตยาก แต่ต่อมาร้านค้ามองว่าหากใช้ OTP ความสำเร็จในการทำธุรกรรมจะน้อย เช่น ส่ง OTP ไม่ทัน ร้านค้าจึงขอให้ยกเลิกเรื่อง OTP แล้วร้านค้าจะรับผิดชอบเรื่องการทุจริต ดังนั้นเมื่อผู้ให้บริการบัตรยกเลิกการส่ง OTP จึงเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพทุจริตได้”