ถอดสมการวัฏจักร “บิตคอยน์” โอกาส-ความท้าทาย “คริปโต” 2025
ปี 2024 ตลาดคริปโตเคอเรนซี และสินทรัพย์ดิจิทัล เริ่มกลับเข้าสู่ “วัฏจักรขาขึ้น” เนื่องจากกองทุนยักษ์อย่าง Blackrock และอีก 11 กอง เปิดผลิตภัณฑ์ Spot ETF ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลนั้น ๆ รวมถึงมีจุดเปลี่ยนสำคัญจากเหตุการณ์ “Bitcoin Halving” ที่ลดทอนอุปทานการเกิดใหม่ของ “บิตคอยน์” (Bitcoin) ในตลาดลงครึ่งหนึ่ง ดันให้ราคาขยับขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาล ที่ 73,000 เหรียญสหรัฐ (2.63 ล้านบาท) ตั้งแต่ต้นปี 2024
สแกนสถานการณ์ตลาด
สถานการณ์ตลาดนับหลังช่วง Bitcoin Halving ในเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ดีดังคาด ก็ไม่ได้ถึงกับถดถอย แต่อยู่ในสภาะทรงตัว เดิมความเคลื่อนไหวของ Bitcoin สอดคล้องกับแนวโน้มของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี แต่หลัง Halving เป็นต้นมา กลับผันผวนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การไหลเข้าของเงินทุน สงครามในหลายพื้นที่ และการกำกับดูแลของรัฐบาลหลายประเทศ
โดยช่วงที่ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี ราคา Bitcoin ตกลงต่ำสุดราว 58,000 เหรียญสหรัฐ (2.09 ล้านบาท) ก่อนจะไต่ขึ้นมาทำจุดสูงสุดในรอบ 4 เดือนในเดือน ต.ค. 2024 ที่ 70,000 เหรียญสหรัฐ (2.45 ล้านบาท) ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมอยู่ที่ 2.39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนของ Bitcoin อยู่ราว 57.5% (ข้อมูลจาก Coinmarket Cap)
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เนื่องจากวัฏจักรขาขึ้นรอบนี้ Bitcoin ควรทำราคาไปได้ถึง 80,000-100,000 เหรียญสหรัฐ (2.88-3.61 ล้านบาท) จึงต้องจับตาว่าในปี 2025 ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ จะส่งผลต่อตลาดอย่างไร เพราะวัฏจักรขาขึ้นมีเวลาอีกแค่ 1 ปี ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาวคริปโต 2 ปี เพื่อรอ Halving อีกครั้งในปี 2028
ในงานเสวนา “Decoding : Is FY24 The Best Year For Crypto ?” จัดโดย Binance TH by Gulf Binance ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับโอกาส และความท้าทายในตลาดและการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลประเด็นต่าง ๆ
Bitcoin ขับเคลื่อนตลาด ?
“พิริยะ สัมพันธารักษ์” ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไรท์ชิฟท์ จำกัด กล่าวว่า จากการที่ Bitcoin มีสัดส่วนในตลาดเกิน 50% แปลว่ามูลค่าตลาด Bitcoin มากกว่ามูลค่าโดยรวมของตลาดคริปโตทั้งหมดรวมกัน จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะมองว่าสภาพตลาดจะไหลไปตาม Bitcoin แต่จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวกันขนาดนั้น
“ในยุคแรกคนส่วนใหญ่จะมองว่าคนเริ่มจาก Bitcoin ก่อนที่เงินจะไหลไปที่เหรียญอื่น ๆ ซึ่งมาหลังจาก Bitcoin เข้าสู่ตลาดกระทิง (Bull Run) ที่มีอุปสงค์การซื้อมากกว่าอุปทานการขายได้ 2-3 เดือน แต่วัฏจักรเช่นนี้เริ่มเพี้ยนตั้งแต่รอบที่แล้ว เพราะหลายคนเข้ามาด้วยเกม หรือ DeFi แล้วค่อยมาพบ Bitcoin ทีหลัง”
“อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน” ผู้ร่วมก่อตั้ง และที่ปรึกษา FWX แพลตฟอร์ม DeFi เสริมว่า ไม่อยากให้มองว่าคริปโตเท่ากับ Bitcoin เพราะ Bitcoin มีมุมมองในการประเมินมูลค่ารูปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกับธุรกิจทั่วไป อีกทั้งคริปโตยังมีหลายแบบ เช่น Stable Coin ที่แบ็กไว้กับเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินต่าง ๆ
ถ้าราคา Bitcoin ขึ้น ราคา Stable Coin ก็ไม่เกี่ยว หรือกรณีที่มีเหรียญชนิดหนึ่งแบ็กด้วยทองคำ แล้วราคาทองคำขึ้นสูง ราคา Bitcoin ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นตาม บางเหรียญเกิดจากโปรเจ็กต์ที่ทำธุรกิจจริง ๆ และอยู่บนบล็อกเชนของ Bitcoin ราคาอาจขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายได้และปริมาณการทำธุรกรรมมากกว่า
“มองว่าอีก 2 ปีข้างหน้า จะเริ่มเห็นเหรียญที่แบ็กโดยสถาบันการเงินมากขึ้น เช่น BlackRock กำลังออกเหรียญ BUIDL ซึ่งแบ็กโดยกองทุนจาก BlackRock ที่เป็นกองทุนพันธบัตร ทำให้คนซื้อกองทุน BlackRock ด้วยคริปโตได้”
ราคาผันผวนน้อยลง
“พิริยะ” กล่าวด้วยว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 15 ปี ถือว่านานมาก แต่คอมมิวนิตี้ของนักลงทุนยังใหม่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ทองคำ หรือที่ดิน ทำให้เริ่มเห็นสภาวะนิ่งขึ้นของ Bitcoin ตามมาด้วยความผันผวนของราคาที่ค่อย ๆ น้อยลง โดยการขึ้นของราคา Bitcoin ช่วงปี 2020-2022 เป็นการขึ้นที่เล็กที่สุด โดยราคาปรับขึ้นไปที่ 500-600% เท่านั้น ซึ่งปกติจะไม่ต่ำกว่า 1,000%
“ในปี 2021 เป็นปีวัฏจักรยิ่งใหญ่ที่สุดของ Bitcoin ที่ได้เห็นการเติบโตหลักแสน หลักล้านเปอร์เซ็นต์แล้วก็ลดลงมาเรื่อย ๆ ถ้ามองตามสถิติหลายคน คาดการณ์ว่าวัฏจักรต่อไปจะเล็กกว่านี้ การเติบโตก็จะน้อยลง และการย่อตัวก็จะตื้นลงด้วยเช่นกัน”
หรือหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) จะพบว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “Liquidity Cycle” หรือวัฏจักรการไหลเข้าของเงินทุนในระบบ โดยช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คือจังหวะที่คนตัวเล็ก (Retail Investor) หรือกลุ่ม Geek ในยุคแรก เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่รู้ว่าคืออะไร นี่คือวัฏจักรแรกที่กำลังจะพาเราเข้าสู่อีกยุค
“สิ่งที่ตามมาหลังการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF คือการยกระดับ Bitcoin ให้นักลงทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Investor) ในระดับสถาบัน และกลุ่มประเทศต่าง ๆ เข้าถึงการลงทุนได้มากขึ้น ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่ได้มีแค่นักลงทุนตัวเล็กอีกแล้ว”
เมื่อโลกเก่าผสานโลกใหม่
“นเรศ เหล่าพรรณราย” นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่า นอกจากปีนี้จะเป็นปีที่การเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Finance) กับสินทรัพย์ดิจิทัลมาอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการ ยังมีการเข้ามาของระบบเศรษฐกิจดั้งเดิม เช่น คนที่อยู่ในระบบเกมดั้งเดิมเริ่มมองว่าบล็อกเชนน่าจะเข้ามาช่วยสร้าง Mass Adoption ได้ดีขึ้น อย่าง Sony ก็ประกาศลงทุนเพื่อพัฒนาบล็อกเชนของตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีการเข้ามาของระบบอินเทอร์เน็ตดั้งเดิม (Web 2.0) เช่น แอปพลิเคชั่น “เทเลแกรม” (Telegram) ซึ่งเป็นแอปแชตที่แพร่หลายในกลุ่มคนวงการคริปโตก็มีการเอาบล็อกเชนเข้ามา โดยแอปมีจำนวนคนใช้งานทั่วโลกเกือบพันล้านคน ทำให้เกิด Mass Adoption เร็วมาก เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโต
“ผมคุยกับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ลงทุนในเหรียญที่มาจาก Telegram ไม่ว่าจะเป็น Doge หรือ Hamster หลายคนพูดว่าเป็นเหรียญคริปโตแรกในชีวิต แอปนี้ทำให้คนที่ไม่เคยอยู่ในโลกบล็อกเชน หรือคริปโตมาก่อนเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ส่งผลให้อัตราการเข้าถึงบล็อกเชนโตแบบก้าวกระโดดตามไปด้วย”
นโยบายด้านการกำกับดูแล
สำหรับประเด็นด้านการกำกับดูแลจากภาครัฐ “นเรศ” มองว่าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีการกำกับดูแลเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐ และยุโรป เนื่องจากมีกรณีที่สร้างความเสียหายให้นักลงทุนหลายกรณี เช่น การล่มสลายของ LUNA และการล้มละลายของ FTX
และ 2.กลุ่มประเทศที่เป็นฮับด้านการเงิน เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และดูไบ แม้จะเข้มงวดแต่ไม่ทิ้งโอกาสในการส่งเสริม เช่น สิงคโปร์นำบล็อกเชนมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน มีใบอนุญาตด้านเพย์เมนต์ที่ใช้คริปโตเพื่อใช้จ่ายได้ และมีใบอนุญาตที่จะออก Stable Coin เพื่อสร้างประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ หรือฮ่องกงก็เน้นที่การลงทุน ในอนาคตจะมีใบอนุญาตการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการเปิดกองทุน ETF ตามมา
“ไทยเป็นประเทศที่ผู้บังคับใช้กฎหมายมีความตื่นตัวเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้ว เปิดกว้างมากขึ้น เริ่มส่งเสริม Token Digital ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม ESG กับ Soft Power รวมถึงมีการอนุญาต Utility Token และเหรียญที่มีลักษณะเป็น Reward Digital เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการหาแนวทางเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่ดี”
มองการเลือกตั้งสหรัฐ
ด้าน “กร พูนศิริวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ และผู้อำนวยการ Binance TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับไปดูทุกวัฏจักรของ Bitcoin จะตรงกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ คาดว่าน่าจะมาจากความตั้งใจของ“ซาโตชิ นากาโมโตะ” โดยสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี คนก็กังวลว่าตลาดคริปโตจะลงไหม
แต่ถ้ากลับไปดูทุกการเลือกตั้ง ไม่ว่าใครจะชนะ ตลาดคริปโตมักขึ้นเสมอ ยิ่งในปัจจุบันแคนดิเดตทั้งสองพรรคสนับสนุนเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งคู่ ไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้งก็น่าจะมีนโยบายสนับสนุนธุรกิจในตลาด
“การที่ทั้งสองพรรคสนับสนุนเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งคู่เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง สะท้อนได้ว่าชาวอเมริกันเทรดคริปโตมากขึ้น เมื่อหยิบประเด็นนี้มาเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง ก็น่าจะมีโอกาสได้รับเลือกมากขึ้น”
อัพเดตธุรกิจ Binance TH
“นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีประวัติศาสตร์ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเลยก็ว่าได้ ในฐานะที่ Binance TH เป็นผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จึงต้องเตรียมพร้อมต่อความผันผวนของตลาดจากปัจจัยต่าง ๆ
ทั้งเพิ่มตัวเลือกของคู่เหรียญให้มีความหลากหลาย ซึ่งปัจจุบันให้บริการ 300 คู่เหรียญ และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์นักลงทุนแต่ละกลุ่ม ทั้งนักลงทุนชาวไทยที่มีสัดส่วนกว่าครึ่ง, นิติบุคคล และชาวต่างชาติที่พำนักในไทยอย่างถูกต้อง ทำให้อุตสาหกรรมคริปโตในไทยเติบโตยิ่งขึ้น
“เราเปิดตัวเป็นทางการ ม.ค. 2567 เป็นจังหวะที่ดีมาก เพราะราคา Bitcoin ทำ All Time High ตลาดจึงคึกคักมากขึ้น มีการเติบโตทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้ขยับเป็นหลักแสนจากช่วงต้นปีมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นราย
และด้วยความที่เราเป็นแพลตฟอร์มใหม่ จึงมีการขยายฐานผู้ใช้ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ เช่น แคมเปญสำหรับลูกค้า AIS 10,000 คนแรก รับเหรียญ BNB มูลค่า 150 บาท เมื่อลงทะเบียน เพื่อเปิดบัญชีโทเค็นดิจิทัลกับแพลตฟอร์ม”
สำหรับด้านการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้วยกัน ตนมองว่า ความคึกคักของตลาดทำให้เกิดการแข่งขันเป็นปกติ แต่เหนือไปกว่านั้น ผู้ให้บริการแต่ละรายต้องการสร้างอุตสาหกรรมคริปโตในไทยให้แข็งแรง เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้ตลาด
“สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องรู้ว่าตนเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน และแพลตฟอร์มที่จะเข้าไปลงทุนมีความปลอดภัย หรือมีสภาพคล่องในการซื้อขายหรือเปล่า รวมถึงค่าธรรมเนียมการให้บริการเป็นธรรมหรือไม่ เพื่อที่การลงทุนจะได้อยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยและเกิดประโยชน์ต่อนักลงทุน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดสมการวัฏจักร “บิตคอยน์” โอกาส-ความท้าทาย “คริปโต” 2025
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net