โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดสมการวัฏจักร “บิตคอยน์” โอกาส-ความท้าทาย “คริปโต” 2025

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ต.ค. 2567 เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2567 เวลา 02.47 น.

ปี 2024 ตลาดคริปโตเคอเรนซี และสินทรัพย์ดิจิทัล เริ่มกลับเข้าสู่ “วัฏจักรขาขึ้น” เนื่องจากกองทุนยักษ์อย่าง Blackrock และอีก 11 กอง เปิดผลิตภัณฑ์ Spot ETF ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลนั้น ๆ รวมถึงมีจุดเปลี่ยนสำคัญจากเหตุการณ์ “Bitcoin Halving” ที่ลดทอนอุปทานการเกิดใหม่ของ “บิตคอยน์” (Bitcoin) ในตลาดลงครึ่งหนึ่ง ดันให้ราคาขยับขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาล ที่ 73,000 เหรียญสหรัฐ (2.63 ล้านบาท) ตั้งแต่ต้นปี 2024

สแกนสถานการณ์ตลาด

สถานการณ์ตลาดนับหลังช่วง Bitcoin Halving ในเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ดีดังคาด ก็ไม่ได้ถึงกับถดถอย แต่อยู่ในสภาะทรงตัว เดิมความเคลื่อนไหวของ Bitcoin สอดคล้องกับแนวโน้มของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี แต่หลัง Halving เป็นต้นมา กลับผันผวนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การไหลเข้าของเงินทุน สงครามในหลายพื้นที่ และการกำกับดูแลของรัฐบาลหลายประเทศ

โดยช่วงที่ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี ราคา Bitcoin ตกลงต่ำสุดราว 58,000 เหรียญสหรัฐ (2.09 ล้านบาท) ก่อนจะไต่ขึ้นมาทำจุดสูงสุดในรอบ 4 เดือนในเดือน ต.ค. 2024 ที่ 70,000 เหรียญสหรัฐ (2.45 ล้านบาท) ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมอยู่ที่ 2.39 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนของ Bitcoin อยู่ราว 57.5% (ข้อมูลจาก Coinmarket Cap)

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เนื่องจากวัฏจักรขาขึ้นรอบนี้ Bitcoin ควรทำราคาไปได้ถึง 80,000-100,000 เหรียญสหรัฐ (2.88-3.61 ล้านบาท) จึงต้องจับตาว่าในปี 2025 ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ จะส่งผลต่อตลาดอย่างไร เพราะวัฏจักรขาขึ้นมีเวลาอีกแค่ 1 ปี ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาวคริปโต 2 ปี เพื่อรอ Halving อีกครั้งในปี 2028

ในงานเสวนา “Decoding : Is FY24 The Best Year For Crypto ?” จัดโดย Binance TH by Gulf Binance ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับโอกาส และความท้าทายในตลาดและการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลประเด็นต่าง ๆ

Bitcoin ขับเคลื่อนตลาด ?

“พิริยะ สัมพันธารักษ์” ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไรท์ชิฟท์ จำกัด กล่าวว่า จากการที่ Bitcoin มีสัดส่วนในตลาดเกิน 50% แปลว่ามูลค่าตลาด Bitcoin มากกว่ามูลค่าโดยรวมของตลาดคริปโตทั้งหมดรวมกัน จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะมองว่าสภาพตลาดจะไหลไปตาม Bitcoin แต่จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวกันขนาดนั้น

“ในยุคแรกคนส่วนใหญ่จะมองว่าคนเริ่มจาก Bitcoin ก่อนที่เงินจะไหลไปที่เหรียญอื่น ๆ ซึ่งมาหลังจาก Bitcoin เข้าสู่ตลาดกระทิง (Bull Run) ที่มีอุปสงค์การซื้อมากกว่าอุปทานการขายได้ 2-3 เดือน แต่วัฏจักรเช่นนี้เริ่มเพี้ยนตั้งแต่รอบที่แล้ว เพราะหลายคนเข้ามาด้วยเกม หรือ DeFi แล้วค่อยมาพบ Bitcoin ทีหลัง”

“อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน” ผู้ร่วมก่อตั้ง และที่ปรึกษา FWX แพลตฟอร์ม DeFi เสริมว่า ไม่อยากให้มองว่าคริปโตเท่ากับ Bitcoin เพราะ Bitcoin มีมุมมองในการประเมินมูลค่ารูปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกับธุรกิจทั่วไป อีกทั้งคริปโตยังมีหลายแบบ เช่น Stable Coin ที่แบ็กไว้กับเงินดอลลาร์หรือสกุลเงินต่าง ๆ

ถ้าราคา Bitcoin ขึ้น ราคา Stable Coin ก็ไม่เกี่ยว หรือกรณีที่มีเหรียญชนิดหนึ่งแบ็กด้วยทองคำ แล้วราคาทองคำขึ้นสูง ราคา Bitcoin ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นตาม บางเหรียญเกิดจากโปรเจ็กต์ที่ทำธุรกิจจริง ๆ และอยู่บนบล็อกเชนของ Bitcoin ราคาอาจขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายได้และปริมาณการทำธุรกรรมมากกว่า

“มองว่าอีก 2 ปีข้างหน้า จะเริ่มเห็นเหรียญที่แบ็กโดยสถาบันการเงินมากขึ้น เช่น BlackRock กำลังออกเหรียญ BUIDL ซึ่งแบ็กโดยกองทุนจาก BlackRock ที่เป็นกองทุนพันธบัตร ทำให้คนซื้อกองทุน BlackRock ด้วยคริปโตได้”

อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน

ราคาผันผวนน้อยลง

“พิริยะ” กล่าวด้วยว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 15 ปี ถือว่านานมาก แต่คอมมิวนิตี้ของนักลงทุนยังใหม่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ทองคำ หรือที่ดิน ทำให้เริ่มเห็นสภาวะนิ่งขึ้นของ Bitcoin ตามมาด้วยความผันผวนของราคาที่ค่อย ๆ น้อยลง โดยการขึ้นของราคา Bitcoin ช่วงปี 2020-2022 เป็นการขึ้นที่เล็กที่สุด โดยราคาปรับขึ้นไปที่ 500-600% เท่านั้น ซึ่งปกติจะไม่ต่ำกว่า 1,000%

“ในปี 2021 เป็นปีวัฏจักรยิ่งใหญ่ที่สุดของ Bitcoin ที่ได้เห็นการเติบโตหลักแสน หลักล้านเปอร์เซ็นต์แล้วก็ลดลงมาเรื่อย ๆ ถ้ามองตามสถิติหลายคน คาดการณ์ว่าวัฏจักรต่อไปจะเล็กกว่านี้ การเติบโตก็จะน้อยลง และการย่อตัวก็จะตื้นลงด้วยเช่นกัน”

หรือหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) จะพบว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “Liquidity Cycle” หรือวัฏจักรการไหลเข้าของเงินทุนในระบบ โดยช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คือจังหวะที่คนตัวเล็ก (Retail Investor) หรือกลุ่ม Geek ในยุคแรก เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่รู้ว่าคืออะไร นี่คือวัฏจักรแรกที่กำลังจะพาเราเข้าสู่อีกยุค

“สิ่งที่ตามมาหลังการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF คือการยกระดับ Bitcoin ให้นักลงทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Investor) ในระดับสถาบัน และกลุ่มประเทศต่าง ๆ เข้าถึงการลงทุนได้มากขึ้น ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่ได้มีแค่นักลงทุนตัวเล็กอีกแล้ว”

เมื่อโลกเก่าผสานโลกใหม่

“นเรศ เหล่าพรรณราย” นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย มองว่า นอกจากปีนี้จะเป็นปีที่การเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Finance) กับสินทรัพย์ดิจิทัลมาอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการ ยังมีการเข้ามาของระบบเศรษฐกิจดั้งเดิม เช่น คนที่อยู่ในระบบเกมดั้งเดิมเริ่มมองว่าบล็อกเชนน่าจะเข้ามาช่วยสร้าง Mass Adoption ได้ดีขึ้น อย่าง Sony ก็ประกาศลงทุนเพื่อพัฒนาบล็อกเชนของตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีการเข้ามาของระบบอินเทอร์เน็ตดั้งเดิม (Web 2.0) เช่น แอปพลิเคชั่น “เทเลแกรม” (Telegram) ซึ่งเป็นแอปแชตที่แพร่หลายในกลุ่มคนวงการคริปโตก็มีการเอาบล็อกเชนเข้ามา โดยแอปมีจำนวนคนใช้งานทั่วโลกเกือบพันล้านคน ทำให้เกิด Mass Adoption เร็วมาก เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคริปโต

“ผมคุยกับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ลงทุนในเหรียญที่มาจาก Telegram ไม่ว่าจะเป็น Doge หรือ Hamster หลายคนพูดว่าเป็นเหรียญคริปโตแรกในชีวิต แอปนี้ทำให้คนที่ไม่เคยอยู่ในโลกบล็อกเชน หรือคริปโตมาก่อนเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ส่งผลให้อัตราการเข้าถึงบล็อกเชนโตแบบก้าวกระโดดตามไปด้วย”

นโยบายด้านการกำกับดูแล

สำหรับประเด็นด้านการกำกับดูแลจากภาครัฐ “นเรศ” มองว่าแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีการกำกับดูแลเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐ และยุโรป เนื่องจากมีกรณีที่สร้างความเสียหายให้นักลงทุนหลายกรณี เช่น การล่มสลายของ LUNA และการล้มละลายของ FTX

และ 2.กลุ่มประเทศที่เป็นฮับด้านการเงิน เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และดูไบ แม้จะเข้มงวดแต่ไม่ทิ้งโอกาสในการส่งเสริม เช่น สิงคโปร์นำบล็อกเชนมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน มีใบอนุญาตด้านเพย์เมนต์ที่ใช้คริปโตเพื่อใช้จ่ายได้ และมีใบอนุญาตที่จะออก Stable Coin เพื่อสร้างประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ หรือฮ่องกงก็เน้นที่การลงทุน ในอนาคตจะมีใบอนุญาตการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการเปิดกองทุน ETF ตามมา

“ไทยเป็นประเทศที่ผู้บังคับใช้กฎหมายมีความตื่นตัวเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้ว เปิดกว้างมากขึ้น เริ่มส่งเสริม Token Digital ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม ESG กับ Soft Power รวมถึงมีการอนุญาต Utility Token และเหรียญที่มีลักษณะเป็น Reward Digital เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการหาแนวทางเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่ดี”

มองการเลือกตั้งสหรัฐ

ด้าน “กร พูนศิริวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ และผู้อำนวยการ Binance TH Academy บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับไปดูทุกวัฏจักรของ Bitcoin จะตรงกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ คาดว่าน่าจะมาจากความตั้งใจของ“ซาโตชิ นากาโมโตะ” โดยสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี คนก็กังวลว่าตลาดคริปโตจะลงไหม

แต่ถ้ากลับไปดูทุกการเลือกตั้ง ไม่ว่าใครจะชนะ ตลาดคริปโตมักขึ้นเสมอ ยิ่งในปัจจุบันแคนดิเดตทั้งสองพรรคสนับสนุนเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งคู่ ไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้งก็น่าจะมีนโยบายสนับสนุนธุรกิจในตลาด

“การที่ทั้งสองพรรคสนับสนุนเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งคู่เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง สะท้อนได้ว่าชาวอเมริกันเทรดคริปโตมากขึ้น เมื่อหยิบประเด็นนี้มาเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง ก็น่าจะมีโอกาสได้รับเลือกมากขึ้น”

อัพเดตธุรกิจ Binance TH

“นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีประวัติศาสตร์ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเลยก็ว่าได้ ในฐานะที่ Binance TH เป็นผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จึงต้องเตรียมพร้อมต่อความผันผวนของตลาดจากปัจจัยต่าง ๆ

ทั้งเพิ่มตัวเลือกของคู่เหรียญให้มีความหลากหลาย ซึ่งปัจจุบันให้บริการ 300 คู่เหรียญ และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์นักลงทุนแต่ละกลุ่ม ทั้งนักลงทุนชาวไทยที่มีสัดส่วนกว่าครึ่ง, นิติบุคคล และชาวต่างชาติที่พำนักในไทยอย่างถูกต้อง ทำให้อุตสาหกรรมคริปโตในไทยเติบโตยิ่งขึ้น

“เราเปิดตัวเป็นทางการ ม.ค. 2567 เป็นจังหวะที่ดีมาก เพราะราคา Bitcoin ทำ All Time High ตลาดจึงคึกคักมากขึ้น มีการเติบโตทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้ขยับเป็นหลักแสนจากช่วงต้นปีมีอยู่ประมาณ 5 หมื่นราย

และด้วยความที่เราเป็นแพลตฟอร์มใหม่ จึงมีการขยายฐานผู้ใช้ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ เช่น แคมเปญสำหรับลูกค้า AIS 10,000 คนแรก รับเหรียญ BNB มูลค่า 150 บาท เมื่อลงทะเบียน เพื่อเปิดบัญชีโทเค็นดิจิทัลกับแพลตฟอร์ม”

สำหรับด้านการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้วยกัน ตนมองว่า ความคึกคักของตลาดทำให้เกิดการแข่งขันเป็นปกติ แต่เหนือไปกว่านั้น ผู้ให้บริการแต่ละรายต้องการสร้างอุตสาหกรรมคริปโตในไทยให้แข็งแรง เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้ตลาด

“สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องรู้ว่าตนเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน และแพลตฟอร์มที่จะเข้าไปลงทุนมีความปลอดภัย หรือมีสภาพคล่องในการซื้อขายหรือเปล่า รวมถึงค่าธรรมเนียมการให้บริการเป็นธรรมหรือไม่ เพื่อที่การลงทุนจะได้อยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยและเกิดประโยชน์ต่อนักลงทุน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดสมการวัฏจักร “บิตคอยน์” โอกาส-ความท้าทาย “คริปโต” 2025

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...