โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การบินไทย จัดไพรออริตี้ ตอบโจทย์เพิ่มรายได้-มาร์เก็ตแชร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ย 2566 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2566 เวลา 14.15 น.
ชาย เอี่ยมศิริ

สัมภาษณ์พิเศษ

ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับผลการดำเนินงานของ “การบินไทย” แม้ในช่วงที่เป็นโลว์ซีซั่น หรือนอกฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่าบริษัทจะสามารถออกจากแผนฟื้นฟู และกลับมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อีกครั้งในช่วงปลายปี 2567หรือเร็วกว่าแผนฟื้นฟู 1 ไตรมาส

“ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมสัมภาษณ์พิเศษ “ชาย เอี่ยมศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสายการบินไทย ถึงสถานการณ์และทิศทางของธุรกิจสายการบิน รวมถึงแผนกลยุทธ์การเพิ่มรายได้และการจัดหาเครื่องบินเข้ามารองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นของสายการบินไทย ดังนี้

ชี้ปัญหาใหญ่ “ซัพพลาย” ไม่สอดรับกับดีมานด์

“ชาย” บอกว่าปัญหาใหญ่ของธุรกิจสายการบินในวันนี้คือ ทุกสายการบินไม่สามารถจัดหาเครื่องบินให้สอดรับกับดีมานด์การเดินทางที่ฟื้นกลับมาได้ ทำให้เสียโอกาสในการหารายได้ รวมถึงอาจทำให้เสียส่วนแบ่งการตลาด หรือ market share ให้สายการบินอื่น

โดยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเผชิญกับวิกฤตโควิด มีเครื่องบินจำนวนหนึ่งหมดอายุการใช้งาน และต้องจอดไว้ในลานจอดระยะยาว (long-term parking) บางส่วนจอดรอการซ่อม เมื่อธุรกิจฟื้นกลับคืน ทุกสายการบินมีความต้องการใช้เครื่องบินก็ต้องนำเครื่องเข้าซ่อมบำรุง (MRO) ซึ่งธุรกิจ MRO มีจำกัด และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับวอลุ่มขนาดใหญ่

ขณะที่สายการบินรายใหญ่หลายแห่งได้ทำสัญญาสั่งซื้อเครื่องบินครั้งละจำนวนมาก ๆ เช่น แอร์อินเดีย, อินดิโก้, เตอร์กิช แอร์ไลน์ส ฯลฯ สั่งซื้อกันครั้งละ 400-500 ลำ แต่บริษัทผลิตเครื่องบินอย่างแอร์บัสมีกำลังการผลิตได้เพียงปีละประมาณ 100 ลำ ซึ่งวันนี้แอร์บัสมีแบ็กล็อก (backlog) มากกว่า 400 ลำ กว่าจะส่งมอบหมดใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปี

เมื่อบวกกับการเติบโตของธุรกิจที่กลับมา ยิ่งทำให้สายการบินหาเครื่องบินมาเสริมฝูงบินได้ยาก ส่วนที่ยังพอมีอยู่บ้างคือเครื่องที่ผ่านการใช้งานแล้ว และต้องเช่าจากบริษัทที่จองไว้หรือจากบริษัทลีสซิ่ง

วาง Priority ขยายตามการเติบโตของตลาด

สำหรับ “การบินไทย” เองวันนี้ใช้เครื่องบินเต็มประสิทธิภาพหมดแล้ว เรียกว่าไม่เพียงพอด้วยซ้ำ และก็มีปัญหาเรื่องการจัดหาเครื่องบินเข้ามาเสริมฝูงบินเช่นกัน ทำให้บริษัทจำเป็นต้องจัด priority ตามศักยภาพการเติบโตของตลาด

โดยปัจจุบันการบินไทยมีสัดส่วนรายได้หลักมาจากตลาดยุโรป ประมาณ 30% รองลงมาคือตลาดในประเทศ 27% northern (ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน) 20% southern (สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย) 13% western & middle east (ตะวันออกกลางและตะวันตก) 10%

การขยายตลาดของการบินในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จึงโฟกัสไปที่ตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลียเป็นหลัก โดยในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2566 นี้ “การบินไทย” มีแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางสู่ญี่ปุ่นให้กลับไปได้เท่ากับก่อนวิกฤตโควิด

พร้อมให้ข้อมูลว่า ในตารางบินฤดูหนาว 2566 ตั้งแต่ 29 ตุลาคม 2566-30 มีนาคม 2567 “การบินไทย” ทำการบินสู่ญี่ปุ่น 6 เส้นทาง ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ-ซัปโปโร ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน 2.กรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะ) ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน 3.กรุงเทพฯ-โตเกียว (ฮาเนดะ) ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน

4.กรุงเทพฯ-นาโกยา ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน 5.กรุงเทพฯ-โอซากา ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน และ 6.กรุงเทพฯ-ฟูกูโอกะ ทำการบินทุกวัน สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน

“เราเพิ่มความถี่เส้นทางกรุงเทพฯ-ซัปโปโร และกรุงเทพฯ-ฟูกูโอกะ จาก 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเส้นทางกรุงเทพฯ-โตเกียว (นาริตะ/ฮาเนดะ) รวม 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์”

นอกจากนี้ ยังเพิ่มเที่ยวบินสู่เมืองที่ได้รับการตอบรับดี ประกอบด้วย เส้นทางฮ่องกง จากสัปดาห์ละ 21 เที่ยวบิน เป็นสัปดาห์ละ 28 เที่ยวบิน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 เส้นทางสิงคโปร์ จากสัปดาห์ละ 21 เที่ยวบิน เป็นสัปดาห์ละ 35 เที่ยวบิน ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 เส้นทางไทเป จากสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบิน ในวันที่ 1 ธันวาคม 2566 และเส้นทางสู่โซล สัปดาห์ละ 21 เที่ยวบิน

ปักธง “อิสตันบูล” เชื่อมต่อยุโรป-แอฟริกา

“ชาย” บอกด้วยว่า อีกหนึ่งตลาดที่ถือเป็นยุทธศาสตร์ของการบินไทยคือยุโรป เป็นตลาดสำคัญและมีขนาดใหญ่ ซึ่งการบินไทยวางแผนเปิดเส้นทางบินตรงสู่เมืองอิสตันบูล (Istanbul) ประเทศตุรกี เมืองศูนย์กลางระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ที่สามารถเชื่อมต่อเที่ยวบินไปยังจุดหมายต่าง ๆ ได้จำนวนมาก โดยกำหนดทำการบินวันที่ 1 ธันวาคม 2566 นี้ จำนวน 1 เที่ยวบินต่อวัน หรือสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน

ทั้งนี้ มองว่าการเปิดเส้นทางบินสู่ “อิสตันบูล” นั้น นอกจากจะยกระดับการเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายเชื่อมต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และออสเตรเลียแล้ว ยังสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับตุรกีและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มยุโรปตะวันออก ส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ

รวมทั้งช่วยกระจายฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากประเทศตุรกีเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 85.3 ล้านคน และมีขนาดมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 906 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การบินไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับเตอร์กิช แอร์ไลน์ส เพื่อขยายเครือข่ายเส้นทางบินทั้งในเอเชียและยุโรป เพื่อรองรับผู้โดยสารและเพื่อพัฒนาความร่วมมือการให้บริการไปแล้ว

“ตอนนี้เตอร์กิช แอร์ไลน์ส ให้บริการเส้นทางบินจากอิสตัลบูลไปกว่า 120 เมืองในยุโรป ยุโรปตะวันออก และเซาท์แอฟริกา การบินไทยทำโค้ดแชร์ 57 เมือง ซึ่งโค้ดแชร์นี้จะมาช่วยเติมให้ที่นั่งของการบินไทยอยู่ในระดับที่ดีได้”

นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายฐานตลาดออสเตรเลีย โดยเพิ่มความถี่เที่ยวบินสู่ซิดนีย์จาก 1 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน และฟื้นเที่ยวบินสู่เมืองเพิร์ทอีก 1 เส้นทางด้วย

ส่วนตลาดจีนนั้นปัจจุบัน “การบินไทย” ให้บริการอยู่ 5 เมือง โดยตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้ก็จะเพิ่มความถี่ในบางเมือง เช่น ปักกิ่ง เพิ่มจาก 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เซี่ยงไฮ้และกว่างโจว ทำการบิน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เมืองคุนหมิง เพิ่มจาก 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเฉิงตู เพิ่มจาก 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

สวม “ไทยสมายล์” เพิ่มมาร์เก็ตแชร์ในประเทศ

ส่วนตลาดในประเทศ ซีอีโอการบินไทยให้ข้อมูลว่า วันนี้มาร์เก็ตแชร์ของ “การบินไทย” ที่ทำการบินโดยสายการบิน “ไทยสมายล์” ยังเล็กเกินไปสำหรับตลาดในประเทศ มีเพียงแค่ประมาณ 28% ซึ่งทั่วไปของสายการบินประเทศอื่นเขาจะมีสัดส่วนของตลาดในประเทศที่ประมาณ 40-50%

โดยระบุว่า ในยุคก่อนที่จะมีสายการบินโลว์คอสต์ การบินไทยเคยมีมาร์เก็ตแชร์ตลาดในประเทศมากกว่า 30% แต่หลังจากมีโลว์คอสต์ก็ทำให้สัดส่วนตลาดในประเทศของการบินไทยลดลง ดังนั้น หากสามารถเบ่งตัวเองให้ขยายคาพาซิตี้รองรับตลาดได้มากขึ้น เชื่อว่ารัฐบาลเองก็จะกลับมามองการบินไทยมีศักยภาพมากขึ้น

ส่วนความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างธุรกิจบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของการบินไทย ให้มาบริหารจัดการภายใต้การบินไทยนั้น ขณะนี้เครื่องบินแอร์บัส A320 ที่ทำการบินโดยไทยสมายล์ได้โอนเข้าฝูงบินของการบินไทยแล้ว 4 ลำ จากจำนวน 20 ลำ และคาดว่าจะทยอยโอนได้หมดในเดือนมกราคม 2567

และได้ทำการบินในเส้นทางระหว่างประเทศแทนไทยสมายล์ไปแล้ว อาทิ ย่างกุ้ง (เมียนมา) ธากา (บังกลาเทศ) เวียงจันทน์ (ลาว) พนมเปญ (กัมพูชา) อาห์เมดาบาด (อินเดีย) เกาสง (ไต้หวัน) ปีนัง (มาเลเซีย) และกัลกัตตา (อินเดีย)

ส่วนเส้นทางเวียดนาม ได้แก่ ฮานอย โฮจิมินห์ และเชียงใหม่ จะเริ่มทำการบิน 29 ตุลาคมนี้ และกาฐมาณฑุ (เนปาล) จะเริ่มทำการบิน 1 ธันวาคม 2566

ขณะที่เส้นทางบินภายในประเทศนั้น ตั้งแต่ 29 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป “การบินไทย” จะทำการบินรวม 9 เส้นทาง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี กระบี่ หาดใหญ่ นราธิวาส และภูเก็ต (ภูเก็ตเริ่มทำการบินตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566)

“เราจะทำการบินด้วยเครื่อง A320 ภายใต้แบรนด์การบินไทย ให้ได้มากกว่าตอนที่ทำการบินโดยไทยสมายล์”

เร่งจัดหาเครื่องบินใหม่เสริมฝูงบิน

ซีอีโอสายการบินไทยยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงแผนการจัดหาเครื่องบินเพิ่มด้วยว่า ตามแผนฟื้นฟูการบินไทยต้องจัดหาเครื่องบินให้ได้ 95 ลำภายในปี 2027 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีอยู่แล้ว 45 ลำ และทยอยโอนเครื่อง A320 เข้ามาอีก 20 ลำ และมีแผนรับมอบระยะสั้นที่สรุปแล้วจำนวน 11 ลำ รวมเป็น 76 ลำ เหลือที่ต้องจัดหาเพิ่มเติมอีก 19 ลำ

“ในแผนระยะสั้นที่จะรับมอบ 11 ลำนั้น เรารับเข้ามาแล้ว 2 ลำ กำลังจะรับเพิ่มในเดือนตุลาคมนี้อีก 2 ลำ ส่วนที่เหลือจะรับครบในช่วงต้นปีหน้า ส่วนที่เหลือที่ต้องรับเพิ่มนั้นตอนนี้อยู่ระหว่างการทำแผน”

พร้อมย้ำว่า ปัญหาในการหาเครื่องใหม่มาเพิ่มในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ผู้ผลิตและผู้ให้เช่า และด้วยสถานการณ์ที่ผู้ผลิตเครื่องบินยังมีแบ็กล็อกในมืออยู่จำนวนมาก เร็วที่สุดที่สายการบินต่าง ๆ จะหาเครื่องบินได้คือปี 2026-2027

อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าการที่ “การบินไทย” ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจแล้ว แต่ยังความเป็นสายการบินแห่งชาติไว้ จะทำให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพมากกว่าเดิมแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...