โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

นางร้ายต้องรอดในยุค 70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 15 มี.ค. 2567 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2567 เวลา 01.45 น. • 诗丽 (Lovely Poet)
ชีวิตที่โลกเดิมก็สวยรวยดีอยู่แล้ว จู่ๆก็มาโผล่ในโลกของซีรีส์ที่เคยดู แถมยังเคยด่าพระเอกสาดเสียเทเสีย ไม่พอยังมาอยู่ในร่างนางร้ายที่เป็นภรรยาพระเอก ที่มีลูกแล้วด้วย เธอไม่ยอมตายอนาถอย่างในซีรีส์แน่นอน

ข้อมูลเบื้องต้น

ชีวิตที่โลกเดิมก็สวยรวยดีอยู่แล้ว

จู่ๆก็มาโผล่ในโลกของซีรีส์ที่เคยดู แถมยังเคยด่าพระเอกสาดเสียเทเสีย

ไม่พอยังมาอยู่ในร่างนางร้ายที่เป็นภรรยาพระเอก ที่มีลูกแล้วด้วย

เธอไม่ยอมตายอนาถอย่างในซีรีส์แน่นอน

ผัวชั่วไสหัวไป ลูกคนเดียวเธอเลี้ยงได้

ปล.หลัวที่ดีคือหลัวใหม่ หลัวเก่าไม่ใช่พระเอกเน้อ

ปล.2 นางเอกพลังเว่อร์วังอลังการ เทพแบบเท๊พพพพพพพพพ เสียงสู๊งงงงงงงงง

ไม่ใช่แนวกดปิดค่ะ

Credit

ภาพปกมีลิขสิทธิ์ ห้ามนำไปใช้หรือดัดแปลงในทุกกรณี ไรท์คอมมิชมาอย่างถูกต้องนะคะ ถ้าพบการละเมิดจะดำเนินการตามกฎหมายค่ะ

ภาพปก : Noahcross & MintMichaelis

อาร์ตตัวอักษร : ปกนิยาย E-book by Nalin x Wynx

สวัสดีค่ะ Lovely Poet ค่ะ

เปิดเรื่องใหม่แล้ว คิดอยู่นานมาก แต่อยากลองเขียนแนวนี้ ชี้แจงตามนี้ค่ะ

เนื้อหาในเรื่องไม่อิงประวัติศาสตร์เป๊ะๆ แต่จะเป็นการหลุดเข้าไปอยู่ในโลกมิติคู่ขนาน มีหลายอย่างคล้ายและไม่คล้าย บุคคลในเรื่อง สถานที่ ทฤษฏีต่างๆในเรื่อง ไม่อิงตามหลักความเป็นจริง บางอย่างไรท์ใส่เข้าไปเพื่ออรรถรสในการอ่านเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเรื่องนี้ติดเหรียญเช่นเคยนะคะ ลงทุกวันวันละตอนค่ะ กดติดตามเอาไว้ด้วยน้า สายฟรีอ่านได้จนจบแต่จะช้ากว่าสายเปย์หน่อยค่ะ ส่วนอีบุ๊คมีค่ะ แต่ไรท์เขียนไปลงไป จะช้าหน่อยนะคะอย่างที่หมายเหตุด้านบน นางเอกพลังเว่อร์วังอลังการดาวล้านดวง ไม่สมเหตุสมผลด้วยประการทั้งปวง ดังนั้นไม่ใช่แนวกดปิดนะคะ อย่าคอมเมนต์บั่นทอนกำลังใจนักเขียนเลย ใจนักเขียนบางมากยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่เปียกน้ำค่ะสุดท้ายนี้ ขอให้สนุกกับการอ่านนิยายค่ะ หวังว่าเรื่องนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นและเอาใจช่วยตัวเอก ก่นด่าตัวร้าย และอมยิ้มมุมปากได้ในบางครั้งกับมุก 5 บาท 10 บาทของไรท์ แค่นั้นก็ made my day แล้วจริงๆ

ขอบคุณมากค่ะ

คำเตือน

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ตัวละครในเรื่อง สถานที่ ทฤษฎี ไม่อ้างอิงความเป็นจริง

มีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม มีการกล่าวถึงความตาย มีฉากที่บรรยายถึงเลือด และความรุนแรง มีการใช้วาจาส่อเสียด ดูหมิ่น คุกคาม

ผู้เขียนไม่สนับสนุนความรุนแรงในทุกรูปแบบ ขอให้นักอ่านทุกท่านแยกแยะระหว่างเรื่องที่ได้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงกับความเป็นจริง และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เหมาะสำหรับนักอ่านที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป

©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิตอล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

บทนำ ตัวร้ายอ้ายซิ่วผิง

อ้ายซิ่วผิงกำลังฝันร้าย ในฝันเธอคือคุณแม่วัยใสที่มีลูกแล้วอายุ 2 ขวบ กำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าชัง ทว่าเธอและลูกในยุคนั้นต้องอยู่อย่างยากลำบาก เพราะมันยังเป็นยุคที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านและผ่อนคลาย

ทว่าฝันร้ายของหญิงสาวที่เป็นแม่ลูกหนึ่งคนนี้ ในขณะที่เธอตั้งใจทำนา ทำงานบ้านและเลี้ยงลูก ท่ามกลางครอบครัวของเขาที่เอารัดเอาเปรียบเธอ และเหล่าญาติบ้านเดิมที่จ้องแต่จะแบมือขอเงินจากเธอ ก็คือสามีที่ออกไปเป็นทหารรับใช้ชาติ บาดเจ็บกลับมาจากการโดนยิงที่ไหล่ เขาจำเป็นต้องลาออกจากกองทัพ

ทว่าลาออกแล้วก็แล้วไปเถิด ไม่นึกว่าเขาดันมีหญิงสาวตามมาด้วย เธอเป็นนางพยาบาล ที่ตามมาคอยดูแลเขา ด้วยเพราะเขาคือวีรบุรุษ และนางพยาบาลคนนั้นก็ชื่นชมเขามาก ราวกับพวกเขาเห็นใจกันและกันจนเกิดเป็นความรัก ดูงดงามในสายตาทุกคน

อ้างซิ่วผิงนึกเกลียดนางพยาบาลคนนั้นขึ้นมาในทันที เธอด่าทอและเหยียดหยันหญิงสาวหาว่าเป็นหญิงแพศยาที่คิดจะเป็นชู้กับชาวบ้าน และเข้าไปทำร้ายร่างกายของหญิงสาวคนนั้น

สามีของเธอกลับไปเข้าข้างหญิงสาวคนนั้น อีกทั้งครอบครัวของสามีที่ไม่ชอบเธอเท่าไหร่นัก ก็เข้าข้างนางพยาบาลคนนั้น ด้วยอยากให้บุตรชายเกี่ยวดองกับครอบครัวร่ำรวยในเมืองหลวง จึงยุให้ชายหนุ่มหย่ากับเธอ

ในฝันหญิงสาวทั้งอาละวาดด่าทอ ทั้งร้องไห้อ้อนวอน ทว่าก็ไม่สามารถต้านทานได้ เธอยังคงโดนหย่าขาด แถมยังเสียลูกน้อยในวัย 2 ขวบไปให้บ้านสามีด้วย ส่วนเธอโดนขับไล่กลับมาให้มาอยู่บ้านเดิม

คนที่บ้านเดิมเมื่อเห็นว่าเธอโดนหย่ากลับมาก็ไม่อยากต้อนรับ ทว่าก็ต้องรับเอาไว้ แต่ฐานะในบ้านเดิมของตัวเองก็ตกต่ำลงอย่างมาก ทางบ้านเดิมก็กดขี่เธออย่างยิ่ง และยังเหยียดหยามอยู่เป็นนิตย์ หญิงสาวหมดอาลัยตายอยาก แถมยังโดนกีดกันไม่ให้พบลูกชายด้วย ได้แต่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในทุกๆ วัน ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วก็เริ่มเจ็บป่วย

ในที่สุดอดีตสามีของเธอก็แต่งงานกับนางพยาบาลคนนั้น ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้เลี้ยงลูกชายของเธอให้ดีอย่างที่ได้รับปากเอาไว้ ลูกชายของเธอโดนปล่อยปละละเลย จนเติบโตมาได้ไม่ดี หญิงสาวพยายามติดต่อลูกชายของตนตลอด และขอเขามาเลี้ยงเอง แต่ก็โดนกีดกันเสมอ

จนกระทั่งอดีตสามีและนางพยาบาลคนนั้นมีลูกด้วยกัน ลูกชายของเธอก็ยิ่งถูกทอดทิ้ง

เดิมเด็กชายไม่เข้าใจ ทว่าต่อมายามที่เขาเติบโตขึ้น ก็ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย ยามเมื่อเขาได้กลับมาพบกับแม่ของเขาอีกครั้ง ก็เป็นตอนที่เธอป่วยนอนติดเตียงโทรมๆ ปราศจากซึ่งไอแห่งชีวิต เธอสิ้นใจในยามที่ได้มีโอกาสได้เห็นหน้าลูกชายอีกครั้ง

บุตรชายคนนั้นเศร้าเสียใจและโกรธแค้น เขาแค้นพ่อของตัวเอง แค้นน้องชายที่มาทีหลัง และนางพยาบาลคนนั้น โกรธแค้นครอบครัวของพ่อที่ปฏิบัติต่อแม่อย่างไม่เป็นธรรม โกรธแค้นครอบครัวของแม่ที่เอารัดเอาเปรียบ และใช้งานเธอเยี่ยงทาส จนเธอป่วยตายจากไป

เขาหนีออกจากบ้านไปเผชิญโลก เข้าสู่ด้านมืด โดยเข้าไปร่วมกับแก๊งผู้มีอิทธิพลแก๊งหนึ่งในเมืองหลวง ทำงานสกปรกให้พวกเขา เพื่อแลกกับอำนาจและพลังในการแก้แค้น

ทว่าในยามที่เขาทำสำเร็จ กลับเป็นวันที่เขาต้องจบชีวิตลง

อ้ายซิ่วผิงมองสิ่งที่เกิดขึ้นในความฝันด้วยความสะเทือนใจ เธอมองดวงวิญญาณของคนที่ชื่อเดียวกับตัวเองร่ำร้องไห้อย่างน่าอนาถ อยากจะช่วยลูกชายแต่ก็ไม่สามารถทำได้ คำพูดสุดท้ายของเขาทำให้เธอร้องไห้ตามไปด้วย

“แม่ครับ ผมทำสำเร็จแล้ว ทุกคนที่มันผิดต่อเราลงนรกไปแล้ว แม่หลับให้สบายนะครับ ผมคงไปหาแม่ไม่ไหวแล้ว”

ท่ามกลางสายฝนที่สาดลงมาปะทะร่างของเขา อ้ายซิ่วผิงอยากจะเข้าไปกอดปลอบเขา แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้

จนกระทั่งเสียงฟ้าร้อง และเสียงฟ้าผ่าทำให้เธอสะดุ้ง

เฮือก!!!

อ้ายซิ่วผิงสะดุ้งตื่นจากฝัน ลุกขึ้นนั่งบนเตียงนุ่มที่ปูด้วยผ้าไหมทอมือราคาแพงระยับของตัวเอง มองนอกหน้าต่างก็พบว่าฝนด้านนอกตกอย่างแรง แถมยังมีฟ้าร้องฟ้าแลบด้วย

มือเรียวสวยที่บำรุงอย่างดียกขึ้นเสยผมยาวสลวยสีอ่อน

“เปิดไฟ” เสียงหวานสั่งท่ามกลางความมืด

ไฟระบบสั่งการด้วยเสียงสว่างขึ้นทันที เผยให้เห็นห้องนอนกว้างธีมสีครีม ดูสว่างอบอุ่นน่าอยู่

อ้ายซิ่วผิงลงจากเตียงคิงส์ไซส์ของตน เดินไปยังมินิบาร์ที่มุมหนึ่งในห้อง หยิบขวดน้ำออกมาเทน้ำลงแก้ว ยกขึ้นดื่มดับกระหาย ร่างอวบอิ่มทรุดนั่งลงบนเก้าสตูล กดมือที่ข้างขมับ เพื่อเรียกสติจากฝัน มองเวลาพบว่าตอนนี้เลยวันใหม่มาสามชั่วโมงแล้ว ก็ยิ่งกดมือนวดที่ข้างขมับแรงขึ้นอีกหน่อย

“โอ๊ย ดูซีรีส์มากเกินไปแหงเลย” เสียงบ่นดังออกมาเบาๆ

หญิงสาวนึกถึงซีรีสเรื่องหนึ่งที่เพิ่งจะดูจบไปชื่อว่า ดวงใจยอดพยัคฆ์ เมื่อพบว่าเรื่องราวที่ฝันเห็น มันดันไปตรงกับเรื่องราวในซีรีส์เรื่องนี้เลย

อ้ายซิ่วผิงดันไปมีชื่อเหมือนกับตัวร้ายตัวหนึ่งในเรื่อง ที่เป็นภรรยาของพระเอก แล้วคอยระรานนางเอก ที่ตามพระเอกกลับมาเพื่อช่วยดูแลบาดแผล หลังจากที่ไปทำภารกิจแล้วโดนยิงมา

ตอนแรกที่ดูก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่างและหาอะไรทำช่วงวันหยุด ทว่าดูไปดูมาเมื่อพบว่าตัวร้ายตัวนี้ดันชื่อเหมือนเธอ แต่ชะตากรรมน่าอนาถเอามากๆ ก็ทนไม่ไหวก่นด่าออกมาไม่น้อย

“อะไรวะ ตัวเองมาพัวพันกับผู้ชายที่มีเมียแถมมีลูกอยู่แล้ว ยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนางเอกอีกเหรอ นี่มันมาแย่งสามีคนอื่นเขาชัดๆ ยังจะมาทำตัวมีคุณธรรมอะไรอีก แล้วอะไรคือคิดว่าเด็กสองขวบที่เลี้ยงมาคงไม่พอใจว่าตัวเองเป็นแม่เลี้ยง เลยไม่ได้ใส่ใจเขา เด็กแค่สองขวบมันจะไปรู้อะไร เลี้ยงดีๆ ตั้งแต่แรกก็ทำได้มั้ย แต่ที่แน่ๆ เลยคือพระเอกโคตรเลวบริสุทธิ์ มีเมียใหม่แล้วก็ไม่สนใจลูก ถ้าไม่ได้คิดอยากจะเลี้ยงแต่แรกทำไมไม่ยกให้แม่เขาไป โอ๊ย ใครมันคิดบทนะเนี่ย อยากจะด่าคนจังเลย”

เพราะตรรกะในซีรีส์เรื่องนี้ป่วยเกินไป อ้ายซิ่วผิงจึงรับไม่ได้ ดูไปด่าไป ทว่าเรื่องนี้กลับโด่งดังเป็นอย่างมาก เซ็ตติ้งของยุค 70 คุกรุ่น มีทั้งความลำบากในการใช้ชีวิตของยุคสมัยนั้น และยังตีแผ่ความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของพระนาง จนกระทั่งทั้งสองครองรักกันอย่างหวานชื่นในที่สุด

ทว่าในฝันของอ้ายซิ่วผิงกลับเป็นเรื่องราวหลังจากซีรีส์ คล้ายเป็นด้านมืดของตัวละครที่เป็นลูกชายของเธอมากกว่า เปิดเผยความโสมมของพระเอกและนางเอก จนทำให้เด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่คนหนึ่ง เติบโตมาอย่างไม่สมบูรณ์

“เฮ้อ อินเกินไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ” อ้ายซิ่วผิงถอนหายใจเฮือก ตอนนี้เธอดันตาสว่างเสียแล้ว เลยไม่รู้จะทำอะไรดี

มือของเธอเลยคว้าไอแพดมาแล้วกดเปิด เพื่อเข้าไปดูเรื่องราวต่างๆ ในโลกโซเชียล และเช็คอีเมล์งานที่อาจมีเข้ามาได้ตลอดเวลา

เนื่องจากบริษัทของเธอเป็นบริษัทนำเข้าส่งออกสินค้าขนาดใหญ่ ทั้งทางเรือและทางอากาศ แถมยังมีท่าเรือเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังเชี่ยวชาญเรื่องการขนส่งสินค้าด้านการเกษตรเป็นพิเศษ ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคู่ค้ามากมาย ถือเป็นบริษัทขนส่งระดับท็อปของประเทศได้เลย เงินทุนหมุนเวียนต่อวันมากมายมหาศาล

เมื่อกดเข้าไปดูแล้วเห็นว่ามีเมล์งานเข้ามาจริง จากต่างประเทศที่โซนเวลาแตกต่างกัน ดังนั้นอ้ายซิ่วผิงจึงคัดกรองเมล์ที่ด่วนและไม่ด่วนออกมา ไล่ตอบเมล์ที่ด่วนอย่างใจเย็นทีละเมล์ แล้วค่อยไปไล่ตอบเมล์ที่ไม่ด่วน

ทำงานเพลินจนกระทั่งเห็นพระอาทิตย์แตะขอบฟ้า อ้ายซิ่วผิงจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำ ล้างหน้าล้างตา เพื่อเตรียมเริ่มวัน แม้ว่าเธอจะนอนได้ไม่มากนักก็ตาม

กึก กึก

เสียงรองเท้าส้นสูงสั่งตัดเฉพาะที่รับกับรูปเท้าอย่างประณีต และราคาแพงระยับของเธอกระทบกับพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะ อ้ายซิ่วผิงเดินอย่างมั่นใจเข้าไปที่ออฟฟิศของตน

ด้านหลังคือเลขาสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ที่เปรียบดั่งมือขวาและมือซ้าย

“วันนี้เป็นการประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ ท่านประธานใหญ่ก็มาร่วมด้วย การประชุมเริ่มตอน 9 โมงเช้า วาระการประชุมส่งเข้าไปในเมล์แล้วนะคะ” เลขาสาวที่ดูคล่องแคล่วเอ่ยขึ้น

“อืม” เธอตอบรับไปเพียงเท่านี้ ตั้งแต่ที่ได้ยินคำว่าท่านประธานใหญ่คำนี้ ก็แทบไม่อยากจะเข้าประชุมเอาเสียเลย

“คุณชายใหญ่อ้ายเข้าประชุมหรือเปล่า”

“เข้าค่ะ เห็นว่าจะมาพร้อมทานประธานใหญ่” เลขาสาวคนเดิมตอบ

“เข้าใจแล้ว เสี่ยวหลี่ คุณไปจัดการเรื่องสัญญาการขนส่งของ ดิ โอไรออน ได้ความว่ายังไงบ้าง” เธอตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องไปถามเรื่องงาน

“เรียบร้อยดีครับ นัดเซ็นสัญญาอีกสามวัน ผูกขาดการขนส่งไป 5 ปี” นี่เป็นผลงานใหญ่ของเจ้านายตนเลย ดีลนี้สามารถสร้างกำไรให้อ้ายกรุ๊ปได้อย่างมหาศาล

“ทำดีมาก ส่งเรื่องโครงการอื่นๆ มาที่เมล์ให้ด้วย ต้องติดตามสถานการณ์เพิ่มเติม” ในขณะที่ขาก็ยังก้าวเดิน เธอก็คุยเรื่องงานไปด้วย

“เข้าใจแล้วครับ” เลขาชายตอบรับอย่างแข็งขัน

ทั้งสามเดินไปขึ้นลิฟท์สำหรับผู้บริหาร ท่ามกลางสายตาชื่นชมของคนอื่นๆ

คุณหนูอ้ายซิ่วผิง บุตรสาวคนเล็กของอ้ายกรุ๊ป ที่จบปริญญาเอกด้านการบริหาร สาขาธุรกิจระหว่างประเทศมาโดยเฉพาะ ด้วยอายุแค่ 30 ปีเท่านั้น ไม่นับปริญญาโทอีกหลายสาขาที่เรียนมา หลังจากเข้ามาบริหาร ก็สร้างกำไรให้บริษัทเติบโตได้มากถึง 50% มูลค่าหุ้นในมือพุ่งทะยานอย่างสวยงาม เพราะเธอมีทั้งความสามารถและวิสัยทัศน์ ทำให้ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง

ความเก่งยังมาพร้อมรูปโฉมที่งดงาม เป็นที่หมายปองของเหล่าคุณชายทายาทรุ่นที่สองทั่วเมืองหลวง ทว่ายังไม่มีใครสามารถพิชิตใจของเธอได้

อ้ายซิ่วผิงไม่ได้สนใจเรื่องราวเหล่านั้นเลย เธอเพียงแค่ต้องการทุ่มเททำงาน เพราะเธอมีเป้าหมายในใจต่างหาก

เมื่อได้เวลาประชุม ทุกคนในที่ประชุมก็เริ่มทยอยกันเข้ามา อ้ายซิ่วผิงก็เข้ามานั่งรอแล้วเช่นกัน ด้วยรู้ว่าควรต้องมาก่อนเวลาเล็กน้อย

ไม่นานทุกคนก็มานั่งรอจนเกือบเต็มห้อง มีเพียงที่นั่งหัวโต๊ะสองตัวที่ยังว่างอยู่ แต่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นมาแต่ไกล และค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ประตูเลื่อนเปิดออก ผู้มาคือประธานใหญ่อ้ายเหวินชิง ในวัย 65 ปี ที่ยังคงมีรูปลักษณ์ดูดี ร่างกายของเขายังดูแข็งแรงกำยำ มีเพียงผมที่หงอกขาวและริ้วรอยบนใบหน้าเท่านั้นที่ทำให้รู้ถึงอายุของเจ้าตัวได้ ที่ตามมาคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีส่วนคล้ายประธานใหญ่อ้ายมากถึงแปดส่วน เขาก็คืออ้ายลู่เฉิง พี่ชายของเธอ

“ท่านประธานใหญ่ คุณชายอ้าย” อ้ายซิ่วผิงเอ่ยทักตามมารยาท สีหน้าของเธอราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่คนใกล้ชิดจะรู้ว่าน้ำเสียงของเธอเย็นชาอย่างยิ่ง

อ้ายเหวินชิงมองบุตรสาวที่เก่งและมากความสามารถคนนี้เงียบๆ สายตาของเขามีแววรู้สึกผิดวูบผ่านไปชั่วครู่ แล้วแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นเรียบเฉย

ส่วนอ้ายลู่เฉิงก็มองหญิงสาวด้วยสายตาหลากอารมณ์ ก่อนจะหลุบตาลงเล็กน้อย เพื่อปกปิดแววตาไม่มั่นคงนั้น

ทุกคนที่พอจะรู้ตื้นลึกหนาบางพากันเงียบกริบ เพราะเรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องต้องห้ามของตระกูลอ้าย

เพราะว่าคุณหนูอ้ายซิ่วผิงนั้น เกิดจากภรรยาหลวงที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่คุณชายอ้ายลู่เฉิงคนนั้น กลับเป็นคนที่เกิดจากภรรยาน้อย ที่ประธานใหญ่อ้ายซุกเอาไว้นอกบ้านมาตั้งเนิ่นนานแล้ว

ด้วยความที่เป็นการแต่งงานทางธุรกิจ ดังนั้นอ้ายเหวินชิงในวัยหนุ่ม จึงต่อต้านกลายๆ ด้วยการแอบเลี้ยงเมียน้อย ที่เป็นคนรักเอาไว้นอกบ้าน แถมยังมีลูกชายด้วยกัน

ทว่าเขาเองก็ยังคงมีลูกสาวกับภรรยาแต่ง แต่เธอร่างกายไม่แข็งแรง ทำให้เมื่อได้ให้กำเนิดอ้ายซิ่วผิงแล้ว ก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกต่อไป

เรื่องหลังจากนั้นก็คงจะพอเดาได้ พ่อของเธอเอาภรรยาน้อยเข้ามาในบ้าน ตั้งแต่ตอนที่หญิงสาวอายุยังน้อย

แม่ของเธอสะเทือนใจมาก ในครั้งแรกพวกเขาทะเลาะกันบ้านเกือบแตก แต่สุดท้ายด้วยเพราะรู้ว่าตัวเองไม่สามารถมอบทายาทให้สามีได้ จึงได้แต่ยอมอย่างกล้ำกลืน เพราะเธอเองก็รู้สึกรักสามีมาก ในขณะที่สามีไม่ได้รักเธอเลย

เรื่องราวใหญ่โตดำเนินมาถึงระดับตระกูล สองตระกูลไม่ยินยอมให้เกิดการหย่า เพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางธุรกิจเอาไว้ จึงต้องประกาศให้อ้ายลู่เฉิง กลายเป็นบุตรชายของมารดาเธอ ส่วนเมียน้อยก็อยู่แบบไร้สถานะในบ้าน ไม่เปิดเผยต่อคนนอก

ทว่าความรักความเห็นแก่ตัวของคนคนหนึ่ง ไม่สามารถประเมินได้ จู่ๆ แม่ของอ้ายซิ่วผิงก็เริ่มป่วยหนักจนจากไปกระทันหัน ในตอนที่หญิงสาวกำลังร่ำเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ พร้อมกับอ้ายลู่เฉิง เมื่อได้ยินดังนั้นก็เร่งกลับประเทศมา

เธอตรวจพบความผิดปกติ จึงได้เริ่มรวบรวมหลักฐาน แล้วแจ้งความ เพราะแม่ของเธอแม้จะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ทว่าก็ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ไม่มีโรคอะไรหรือปัจจัยอะไรบ่งชี้เลยว่าจู่ๆ จะป่วยจนเสียชีวิตไปแบบนี้

ทุกคนคัดค้านเธอและมองเธอในแง่ร้าย ทว่ายามเมื่อความจริงปรากฏ ก็ตบหน้าทุกคนฉาดใหญ่

เมียน้อยของพ่อคนนั้นวางยาฆ่าแม่ของเธอ หลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่ซ่อนเอาไว้ในห้องของแม่เธอ ไม่สามารถหลอกกันได้

แม้ว่าอ้ายลู่เฉิงจะไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ และพ่อของเธอก็นึกไม่ถึง ทว่าเรื่องเหล่านี้มันสร้างความเกลียดชังขึ้นมาในใจของอ้ายซิ่วผิงแล้ว

เธอมีอคติแต่พ่อและพี่ชายต่างแม่คนนี้อย่างชัดเจน จึงได้มุ่งมั่นตั้งใจเรียน เพื่อจะเข้ามาอยู่ในบอร์ดบริหารในบริษัทของพ่อ กลายเป็นผู้มีอำนาจคนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าเธอเหนือกว่าพี่ชายต่างแม่คนนี้ และไม่ยอมให้ผลประโยชน์ของตัวเองตกไปอยู่ในมือของเขา

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้น เธอไม่เคยเรียกทั้งสองคนว่าพ่อและพี่ชายอีกเลย และย้ายออกจากบ้านหลังนั้นทันทีไปอยู่ที่คอนโด

กลับมาที่ห้องประชุม ที่ตอนนี้กำลังประชุมกันในหัวข้อใหญ่ก็คือประธานใหญ่ จะมอบอำนาจการบริหาร ให้แก่ลูกชาย เพื่อให้สืบทอดธุรกิจนี้ต่อไป มีทั้งเสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุนแตกออกเป็นสองฝั่ง

เสียงคัดค้านย่อมมาจากคนที่สนับสนุนเธอ บอกว่าเธอมีผลงานที่สมเหตุสมผลมากว่า หากใครควรจะได้เป็นประธานก็ควรเป็นเธอ ส่วนเสียงสนับสนุนก็คือพวกคนหัวโบราณที่ไม่ยอมรับอำนาจของผู้หญิง ไม่กล้าให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นประธาน

สุดท้ายจึงจบลงที่การโหวต บอร์ดบริหารมีเสียงเท่ากัน คะแนนเสียงของทั้งสองฝั่งเท่ากัน เหลืออยู่อีกเสียงเดียวก็คือเสียงของประธานใหญ่ เพราะเธอและอ้ายลู่เฉิงไม่มีสิทธิ์โหวตให้ตัวเอง

“ผมเลือกอ้ายลู่เฉิง” พ่อของเธอเอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เมื่อเสียงข้างมากให้อ้ายลู่เฉิงชนะ จึงทำให้พี่ชายต่างแม่ของเธอกลายเป็นประธานคนใหม่ในทันที สีหน้าของอ้ายซิ่วผิงเย็นชามากขึ้น มุมปากยิ้มเยาะด้วยความสมเพชตัวเอง

เธอพยายามไปมากขนาดนี้เพื่อพิสูจน์อะไรกันแน่นะ

ในเมื่อสุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอลาออกค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางเสียงพูดคุยที่ดังจ้อกแจ้ก

ทันใดนั้นเสียงทุกอย่างในที่ประชุมก็เงียบลง

“ซิ่วผิง จะทำอะไร” อ้ายเหวินชิงเอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แม่มือของเขาจะกำเป็นหมัดอยู่ในตอนนี้

“ใบลาออกจะยื่นทันที งานของฉันจะโอนให้ว่าที่ท่านประธานสานต่อ จะส่งต่อให้เรียบร้อยภายในวันพรุ่งนี้ ลาก่อนค่ะ” อ้ายซิ่วผิงไม่สนใจเสียงปรามของพ่อ เธอกล่าวจบก็ลุกขึ้นพร้อมเลขาทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านหลัง ไม่สนใจทุกคนในห้องประชุม แล้วเดินออกมาในทันที

“เดี๋ยวซิ่วผิง” เสียงของอ้ายลู่เฉิงเรียกเธอเอาไว้ ฝีเท้าของเขาเร่งร้อน แล้วก็เข้ามาคว้าแขนของเธอเอาได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนคว้าแขนเอาไว้ เธอก็สลัดให้หลุดอย่างแรงจนเกือบเสียหลัก แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าที่ด้านในเสื้อสูท ออกมาเช็ดที่บริเวณนั้นด้วยสีหน้ารังเกียจไม่ปิดบัง

อ้ายลู่เฉิงหน้าเสีย “ขอโทษ แต่คุยกันก่อนได้มั้ย”

อ้ายซิ่วผิงยิ่งมีสีหน้าเย็นชาขึ้น เมื่อเห็นว่าผู้เป็นพ่อก็เดินตามออกมาด้วย เธอเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าเย้ยหยัน “ถึงฉันจะลาออกแต่หุ้นของฉันก็ยังคงถือเอาไว้ ดังนั้นก็บริหารให้ดีอย่าให้ขาดทุนล่ะ เอ๋ ไม่สิ หรือหลังจากนี้จะเทขายดี เพราะบริษัทนี้อยู่ในมือของคุณ ก็ไม่รู้ว่าจะมีอนาคตไหม เพราะวิสัยทัศน์ของผู้บริหารทั้งปัจจุบันและอนาคตคับแคบเกินไป”

ทุกคนที่ออกมาจากที่ประชุมคาดหวังว่าตัวเองจะไม่มีหูเหลือเกิน

เพี้ยะ!

คำพูดของเธอทำให้อ้ายเหวินชิงโมโหไปชั่ววูบ ดังนั้นเมื่อตอนที่เดินมาถึง ก็ยกมือขึ้นตวัดลงไปบนใบหน้าสวยหนึ่งครั้งอย่างแรง

ทุกคนตกใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนตบที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดไปแล้ว

“ซิ่วผิง พ่อ พ่อ” เขาพยายามจะเอ่ยขอโทษเสียงสั่น

ทว่าอ้ายซิ่วผิงไม่สะทกสะท้าน เธอบอกเบาๆ “ลาก่อน”

โดยไม่รู้เลยว่าคำนี้จะเป็นคำสุดท้ายที่เธอได้พูดกับพ่อของตัวเอง

ยามเย็นของวันนั้น พาดหัวข่าวทั่วเมืองหลวง ก็ขึ้นฟีด

ลูกสาวของนักธุรกิจคนดังอ้ายกรุ๊ป ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ เสียชีวิตคาที่

Writer's talk :

เย้ เปิดเรื่องใหม่แน้ววววววววววว

เป็นแนวที่อยากลองเขียนมานานมากแล้ว ไปทำการบ้านอยู่นานจนเครียด

แต่สุดท้ายตัดสินใจ ปล่อยมันไปเถอะ ตรงบ้างไม่ตรงบ้างก็ช่างมัน เน้นอรรถรสแล้วกัน 555

ดังนั้นขอร้องนิดนึง ว่าไม่ดราม่าเน้อ

ฝากน้องซิ่วผิงด้วยน้า

รักมว๊ากกกกกกกกก

บทที่ 1 ทะลุมิติมาเสียแล้ว

อ้ายซิ่วผิงกะพริบตาปริบๆ ยามเมื่อตื่นขึ้นมาบนเตียงเตาแข็งๆ ที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น อากาศข้างนอกหนาวมาก และลมที่ลอดหน้าต่างที่ผุพังเข้ามา ก็ทำให้เธอรู้แล้วว่าตอนนี้ไม่น่าจะใช่ความฝัน

หญิงสาวยกมือขึ้นกดข้างขมับที่ปวดตุบด้วยความเคยชินอย่างที่มักชอบทำ พลางนึกถึงความทรงจำมากมายที่ไหลเข้ามาในหัว ของเจ้าของร่าง หรืออาจจะเป็นเธอในอีกมิติหนึ่ง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์คงอธิบายไม่ได้

แต่ตอนนี้อ้ายซิ่วผิงจากโลกเดิมในปี 2023 ก็มาอยู่ในร่างของอ้ายซิ่วผิง ในยุคราวๆ 70 ไม่สิ ถ้าต้องพูดให้ชัดก็คือปี 1975 ในโลกของซีรีส์ที่เคยดูเรื่องดวงใจยอดพยัคฆ์

ริมฝีปากบางยกยิ้มเยาะแค่นเสียง

“เจ๋งไปเลยนี่”

ที่ต้องเอ่ยเช่นนี้ เพราะจากในความทรงจำเทียบกับเรื่องที่ได้ดู พบว่าอีกไม่เดือน จะเป็นช่วงที่พระเอกของเรื่องบาดเจ็บกลับมาแล้ว มาพร้อมกับแม่นางเอกที่จ้องจะแย่งสามีชาวบ้านเขา แล้วเอาคำว่ารักแท้มาอ้าง

อาจจะเป็นเพราะปมเรื่องครอบครัวของตัวเองก่อนหน้านี้ด้วยกระมัง ทำเอาความรังเกียจในใจของเธอที่มีต่อคนประเภทนี้พุ่งสูงทะลุเพดาน

อ้ายซิ่วผิงปรับตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากในความทรงจำสุดท้ายก่อนจะมาที่นี่ แสงไฟจากรถคันที่พุ่งเข้ามาหาเธอยังติดตา รถคันนั้นเสียหลักข้ามเลนพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วตรงมาหาเธอ ขาที่แม้จะเหยียบเบรกแล้วก็ไม่ทัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แม้ว่าจะหักพวงมาลัยหลบแล้วก็ตาม

หลังจากนั้นเธอก็มาฟื้นที่นี่ กลายเป็นอ้ายซิ่วผิงแบบนี้

หมายความว่าร่างเดิมของเธอที่โลกนั้นคงไม่เหลือแล้ว และนี่เป็นชีวิตใหม่ของเธอ

ชีวิตที่ไม่มีพ่อที่ใจโลเล เอางูเห่าเข้ามาเย้ยเมียหลวงถึงในบ้าน จนแม่ต้องป่วยและมีอาการทางจิต แล้วตกลงไปในเล่ห์กลของงูเห่าคนนั้นได้อย่างง่ายดาย

อันที่จริงแล้วแม้เธอจะโกรธพวกเขา แต่เธอกลับโกรธตัวเองมากกว่า ที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างแม่ของตัวเอง ในวันที่เธอต้องการกำลังใจมากที่สุด ดังนั้นปราการเย็นชาที่เธอสร้างเอาไว้ อาจเป็นเพราะลึกๆ แล้ว เธอไม่อาจยกโทษให้ตัวเองก็เป็นได้

“แบบนี้ก็อาจจะดี…มั้ง”

เพราะในซีรีส์จุดจบของตัวร้ายตัวนี้ก็ไม่สวยเท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อเธอมาแล้ว ก็ไม่คิดจะยินยอมให้ใครมาเหยียบย่ำกันได้ง่ายๆ แน่นอน เมื่อนึกถึงว่าร่างเดิมจากไปอย่างไร และเสียงแผ่วๆ ที่ฝากฝังบุตรชายเอาไว้ ก็ได้แต่สะท้อนใจ แล้วตั้งปณิธานว่าจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุด และดูแลลูกชายคนนี้ให้เติบโตขึ้นเป็นคนดีให้ได้

ฉับพลันความเย็นเยียบรอบกาย พลันเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นไปวูบหนึ่ง จนหญิงสาวต้องมองไปโดยรอบแล้วจึงมีสีหน้าคล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง

“ฉันสัญญา”

ขณะที่กำลังจะคิดอะไรได้มากกว่านั้น เสียงร้องเล็กๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“แอ๊ แม่ แม่”

อ้ายซิ่วผิงมองไปยังเปลเด็กง่ายๆ ที่เคยขอให้หลี่อันฉี หรือก็คือพระเอกของซีรีส์ สามีสารเลวของเธอทำเอาไว้ให้ ยามที่ได้ทราบว่าเธอตั้งครรภ์ ในความทรงจำตอนนั้น เขากระตือรือร้นและเห่อลูกชายอย่างยิ่ง เขายังดูคล้ายจะเป็นเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ มีแต่ความคิดบริสุทธิ์และคิดแต่จะเสียสละเพื่อชาติอยู่เลย

ทว่าไม่นึกว่าหลังจากกลับมาครั้งนี้ เขาจะเปลี่ยนใจไปรักคนอื่นเสียแล้ว

นั่นคงเป็นเหตุให้อ้ายซิ่วผิงแสดงออกอย่างร้ายกาจแบบนั้น ดูๆ ไปแล้วก็อาจจะคล้ายๆ กัน ทั้งเธอในโลกโน้น และเธอในตอนนี้ ต่างก็เอาความกร้าวแกร่งออกมาเป็นปราการป้องกันตนเอง พยายามต่อสู้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ควรจะเป็นของตัวเอง

ทว่าตอนนี้กลับมีสิ่งที่สำคัญกว่า

อ้ายซิ่วผิงเดินเข้าไปยังเปลเด็ก ร่างน้อยๆ วัย 2 ขวบที่ดูจะตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็น ใบหน้าของเด็กน้อยซีดเซียวจากความหนาว เขาลุกขึ้นยืนเกาะเปลนั้น พยายามจะเข้ามาหาเธอ

นี่ก็คือหลี่จงเหว่ย เด็กน้อยวัย 2 ขวบที่กำลังช่างพูดช่างคุย ทั้งเดินและวิ่งได้แล้วแม้จะยังไม่คล่องแคล่ว อีกทั้งยังมีหน้าตาน่ารักน่าชังอย่างยิ่ง ดวงตากลมๆ น้อยๆ นั่น ใบหน้าเล็กๆ ที่ยิ้มมองเธอชวนให้เอื้อเอ็นดูและรักใคร่

อ้ายซิ่วผิงยังไม่เห็นหน้าตาของตัวเองตอนนี้ ทว่าดูจากใบหน้าของเด็กน้อย คาดว่าคงได้รับดีเอ็นเอที่ดี เพราะมีเค้าโครงหน้าที่ดูหล่อเหลาตั้งแต่เด็ก แน่ล่ะ นี่เป็นลูกชายของพระเอกของเรื่องเชียวนะ ย่อมจะหน้าตาดีอยู่แล้ว

ในความทรงจำ หลี่อันฉี หรือพระเอกของซีรีส์นั้นมีร่างกายที่สูงกำยำ เพราะเป็นทหาร ดวงตาของเขาจะคมเป็นพิเศษ ใบหน้าคมสันรับกับทุกส่วนอย่างลงตัว แต่นิสัยนั้นค่อนข้างซื่อตรงจนออกจะซื้อบื้อดื้อดึงไม่น้อย เพราะตอนนั้นปักใจกับเธอ จึงยืนกรานว่าจะแต่งงานกับเธอให้ได้ เป็นเหตุให้ที่บ้านของเขาไม่ชอบใจเธอนัก เพราะมองว่าบ้านเดิมของเธอยากจนและมีปัญหามากมาย ขนาดเธอมีลูกชายให้แล้ว พวกเขาก็ยังคงลำเอียงอย่างชัดเจน

กลับมาครั้งนี้ ดันมีคุณหนูสูงศักดิ์จากเมืองหลวงกลับมาด้วย คนชนบทที่ไม่เคยเห็นความศิวิไลซ์ ยิ่งมองว่านางเอกคือนางฟ้านางสวรรค์ และเธอก็คือตัวมารในการขัดขวางรักแท้ไปเสียได้ ส่วนสามีของเธอก็ดันหลงเสน่ห์สาวเจ้าเข้าเต็มเปา จนหัวปักหัวปำ ยอมทิ้งเธอไปง่ายๆ แบบนั้นเอง

ไม่รู้ว่าทำไมตรรกะความคิดถึงได้เพี้ยนขนาดนี้กันนะ

ที่ผ่านมาแม้จะลำบาก แต่ร่างเดิมก็อดทนเพื่อลูกชายและสามีล้วนๆ เลย

อ้ายซิ่วผิงเข้าไปอุ้มลูกชายเข้ามาในอ้อมกอด คาดว่าเขาคงหิวแล้ว

ร่างนี้ไม่มีน้ำนมให้ลูกมานานแล้ว เพราะขาดสารอาหารอย่างหนัก จากการที่ครอบครัวหลี่อันฉีให้เธอกินบ้างไม่กินบ้าง ดังนั้นจึงผอมบางจนแทบจะปลิวลม ทว่าก็ยังคงพอมีพละกำลังที่จะอุ้มลูกชายที่อยู่ในวัยเริ่มซน เพราะเขาเองก็ไม่ต่างจากเธอเท่าใดหรอก ผอมแห้งและตัวเล็กมากๆ

“เสี่ยวเหว่ยหิวแล้วหรือลูก” อ้ายซิ่วผิงรู้สึกผูกพันกับลูกชายในทันทีที่เขาอยู่ในอ้อมกอด เสี่ยวเหว่ยคือคำที่ร่างเดิมใช้เรียกลูกชาย แม้เธอจะมาจากที่อื่น ทว่ากลับรู้สึกสนิทใจกับลูกชายได้อย่างว่องไว

“แมะ แม่ หิว หิว แย้ว” การพูดของลูกชายยังไม่คล่องแคล่วนัก แต่ก็พูดคำง่ายๆ ได้แล้วหลายคำ เรียกสายตาเอ็นดูจากผู้เป็นแม่ได้มากทีเดียว

“โอ๋ๆ งั้นลูกชายนั่งรอแม่ในนี้ดีๆ ได้มั้ยครับ เดี๋ยวแม่จะออกไปหาข้าวมาให้กินนะครับ” อ้ายซิ่วผิงพูดจากับเขาอย่างอ่อนหวาน

เด็กชายตัวน้อยๆ เมื่อได้กลิ่นที่คุ้นเคยของแม่ก็อารมณ์ดี ได้ยินเสียงคุยกับเขาเสียงหวานก็ยิ้มกว้าง

“กิน หิวแล้ว เป็นเด็กดี เด็กดี”

อ้ายซิ่วผิงเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ วางบุตรชายลงในเปล เธอมองไปที่เตียงเตา แล้วคิดว่าจะออกไปเอาฟืนเข้ามาเติมเสียหน่อยด้วย

ทว่ายังไม่ทันจะได้ออกไปจากห้องดีๆ

ปัง! ปัง! ปัง!

“นี่ ทำบ้าอะไรอยู่ในนั้นนักหนา เวลาอะไรแล้วยังไม่ออกมาทำงานทำการอีก” เสียงนี้เป็นเสียงของนางเสิ่น หรือเสิ่นตงหลัน แม่สามีของเธอ ที่มีอคติกับเธอมาตั้งแต่แรก และไม่เคยชื่นชอบเธอเลย ขนาดว่าเธอคลอดหลานชายให้ ทว่าเมื่อมีอคติต่อแม่ ก็พลอยไม่สนใจลูกไปด้วยเสียอย่างนั้น จิตใจช่างคับแคบเสียเหลือเกิน

อ้ายซิ่วผิงมองบานประตูอย่างเย็นชา เสิ่นตงหลันคือตัวตั้งตัวตีในการให้เธอหย่าขาดจากสามี และยึดเอาลูกชายของเธอไป แต่ไม่เคยคิดเลี้ยงดูให้ดี ปล่อยเขาทิ้งๆ ขว้าง พอสะใภ้ในฝันมีหลานชายให้ ก็ยิ่งไม่สนใจลูกชายของเธอเลย

เป็นมนุษย์ที่ใจดำและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง

อ้ายซิ่วผิงเปิดประตูออกไปเผชิญหน้า

ตรงหน้าคือหญิงวัยกลางคนที่มีผิวเหลืองออกคล้ำ บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย แม้จะมีเค้าความหน้าตาดี แต่ก็ถูกสายตาร้ายกาจเห็นแก่ตัวนั้นกลบเกลื่อนไปจนสิ้น

ทว่าสิ่งที่น่าตกใจนั่นก็คือ สายตาของอ้ายซิ่วผิงกลับเห็นว่า เหนือหัวของแม่สามี ดันมีหน้าจอโปร่งใสสีฟ้าตัวอักษรขาวเล็กๆ โผล่ขึ้นมา ในนั้นแสดงชื่อและอายุของแม่สามี อีกทั้งยังแสดงสภาวะอารมณ์ในตอนนี้ของแม่สามีด้วย

‘ชื่อ เสิ่นตงหลัน อายุ 49 ปี สภาวะอารมณ์….’

โดยอารมณ์ที่ตัวอักษรบรรยายเอาไว้ก็คือโกรธเกรี้ยว รำคาญ รังเกียจ

อ้ายซิ่วผิงตกใจ แต่พยายามเก็บสีหน้าอย่างว่องไว แล้วมองไปที่แม่สามีด้วยความเย็นชา

“ออกมาได้เสียทีแม่คุณ จะได้เวลากินข้าวเช้าอยู่แล้ว ยังไม่ออกมาหุงหาอาหาร หล่อนคิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูผู้ร่ำรวยหรือยังไง” น้ำเสียงของแม่สามีเกรี้ยวกราดไม่ปิดบัง

หากเป็นเมื่อก่อน อ้ายซิ่วผิงมักจะยินยอมไม่ตอบโต้ เพราะเป็นแม่สามี แต่กับญาติคนอื่นๆ หญิงสาวจะตอบโต้บ้างพอสมควร เพราะเธอรักสามีมาก จึงยอมแม่สามีมาโดยตลอด แม้ในใจจะเจ็บปวดทุกครั้งที่โดนพูดจาไม่ดีใส่ จนต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวบ่อยครั้ง หรือบางครั้งเธอยังเคยโดนแม่สามีใช้กำลังด้วย โดยไม่มีใครคิดเข้ามาห้ามปรามก็ตาม

แต่วันนี้มันจะไม่เหมือนเดิมแล้ว

“พอดีหนูตื่นสายเพราะไม่สบายน่ะค่ะ แม่ก็หลบไปสิคะหนูจะได้ไปทำอาหาร” ร่างเดิมก่อนที่เธอจะเข้ามาอยู่นั้นมีไข้สูงจัด จนช็อกตายไปแล้ว เธอจึงมาแทนที่เช่นนี้ และตลอดเวลาที่หญิงสาวป่วย นอกจากต้องเลี้ยงลูกด้วยตัวเองแล้ว ก็ไม่มีใครเข้ามาดูดำดูดีเลย โชคดีเหลือเกินที่ลูกไม่ป่วยตามไปด้วย

เสิ่นตงหลันรู้สึกได้ว่าลูกสะใภ้ตัวดีของเธอไม่เหมือนเดิม แต่ก็บอกไม่ได้ว่าไม่เหมือนเดิมอย่างไร ทว่าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยอมเธอเหมือนเดิม ก็อดดุด่าตามความเคยชินไม่ได้

“งั้นก็ไสหัวไปทำกับข้าวสักทีสิยะ” แล้วเธอก็สะบัดกายจากไป

อ้ายซิ่วผิงมองตามแผ่นหลังนั้นไป ได้มาเจอการโดนกระทำด้วยตัวเอง ก็ถอนหายใจเล็กน้อย ในหัวกำลังตีกันยุ่งถึงเรื่องประหลาดที่ได้เห็นเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าเธอหลอนไปเองหรืออย่างไร ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาวิเคราะห์อะไรมากมาย เธอเดินดิ่งไปตามความทรงจำ ทิศทางนั้นคือห้องครัวของบ้าน

ที่นี่เป็นชนบทที่อยู่ทางใต้ของเมืองหลวงออกมาไม่ไกลนัก สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในความทรงจำก็ไม่ใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์ที่เธอเคยจำได้

ชื่อผู้นำก็ไม่เหมือนเดิม แต่หลายสิ่งที่ควรมีก็ยังมี เช่น ตอนนี้ยังมีการใช้คูปองในการซื้ออาหารอยู่ ยังมีตลาดมืดที่เป็นการลักลอบค้าขายสินค้าอยู่

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอิงจากประวัติศาสตร์มากเพียงไหน เพราะหากอิงตามจริง ในปีหน้า จะเป็นปีที่ท่านผู้นำเสียชีวิต และจะมีการปฏิรูปวัฒนธรรม ในปีต่อมาก็จะเปิดให้สอบเกาเข่าได้ หลังจากท่านผู้นำสิ้นลงมาตรการหลายๆ อย่างก็จะเริ่มคลายตัวลง ชาวบ้านจะสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ มีการจัดสรรที่ดินให้ไปทำกินกันเอง เริ่มอนุญาตให้ทำการค้าส่วนตัวได้ หากเป็นเช่นนั้นก็คงดีหน่อย

เมื่อมาถึงครัว อ้ายซิ่วผิงมองไปรอบๆ อย่างคุ้นเคย แต่สิ่งที่ไม่คุ้นเคยก็คือเจ้าหน้าจอเล็กๆ นั่น ที่เมื่อยามที่เธอกวาดตามอง ก็จะเห็นข้อมูลของของสิ่งนั้นขึ้นมา เช่นตอนนี้เธอมองไปยังขวดเกลือ มันก็ขึ้นมาว่า

‘เกลือ คงเหลือ 250 กรัม คุณภาพระดับต่ำ ราคาตลาด 1 เหมาต่อ 500 กรัม’

เธอเริ่มรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ธรรมดาแล้ว อ้ายซิ่วผิงข่มอาการตื่นเต้นในใจ แล้วเดินไปเตรียมฟืน เพื่อจุดเตา ข้อมูลมากมายโผล่ขึ้นมาไม่หยุดหย่อน

จนกระทั่งตอนที่เธอจะเริ่มต้มโจ๊ก ก็มีรายการขึ้นมา

‘โจ๊กข้าวฟ่าง ส่วนผสม ข้าวฟ่าง 300 กรัม น้ำ 500 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ สำหรับ 1 ที่’

อ้ายซิ่วผิงตกใจจนเกือบจะทำทัพพีตก

แน่นอนว่าการทำโจ๊กข้าวฟ่างในชนบทนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน ในหัวของเธอก็มีวิธีทำอยู่แล้ว อีกอย่างร่างกายก็คล้ายว่าจะคุ้นชินกับการทำอาหาร ทว่าจู่ๆ ก็มีสูตรขึ้นให้บนหน้าจอโปร่งแสง ทำเอาเธอประหลาดใจอย่างยิ่ง แทบจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัวแรงไม่หยุด

ทว่ามื้ออาหารก็ยังผ่านไปได้ อ้ายซิ่วผิงอ้างว่าต้องดูแลลูกชาย จึงแยกออกไปกินเพียงลำพัง มองข้อมูลของคนในครอบครัวหลี่อันฉีอย่างตกตะลึงในใจ เมื่อรับคำเหน็บแนมสองสามคำของแม่สามีแล้ว ก็ไม่มองครอบครัวของหลี่อันฉีอีก เธอปลีกตัวเข้าห้องมาอย่างรวดเร็ว เอาฟืนบางส่วนมาเติมในเตียงเตา เพื่อที่จะได้อุ่นขึ้นอีกหน่อย หลังจากที่แม่สามีดูแล้วว่าเธอไม่ได้ตักโจ๊กข้าวฟ่าง หรือเอาฟืนออกมามากเกินไป ก็ไม่ยุ่งกับเธออีก

หญิงสาวมองอาหารของตัวเอง ในชามยังมีผักดองอีกเล็กน้อย ส่วนคนอื่นได้กินไข่ต้มคนละครึ่งลูก แต่อ้ายซิ่วผิงและลูกชายไม่ได้ไข่ต้มมาด้วยเลย

อ้ายซิ่วผิงถอนหายใจ มิน่าเล่าร่างนี้จึงขาดสารอาหาร

ยามที่เข้ามาในห้อง เธอตรงไปป้อนโจ๊กให้ลูกชายก่อน ในสายตามีแต่ความสงสาร เพราะแม่สามีนับจำนวนไข่เอาไว้ทุกวัน ดังนั้นเธอจึงไม่อาจลักลอบเอาออกมาต้มกินได้ อยากจะบำรุงลูกชายที่ผอมแห้ง ก็ได้แต่ป้อนโจ๊กให้เพื่อบรรเทาความหิวเท่านั้น

เมื่อลูกชายอิ่มแล้วก็นอนพัก อ้ายซิ่วผิงจึงได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง และยังคงเห็นหน้าจอโปร่งแสงนั่นอยู่ตามสิ่งของหรือคนที่เธอมอง

ขนาดลูกชายของเธอยังมีเลย โดยสถานะอารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่ปรากฏ เพียงแต่บอกว่าหลับไปแล้ว

“นี่มันอะไรกันเนี่ย เป็นพลังพิเศษอะไรเทือกนั้นหรือไงนะ แล้วจะใช้ยังไงล่ะ” เธอสำรวจร่างกายของตัวเองไปพลาง คิดไปพลางว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนที่เห็นลูกชายครั้งแรก เจ้าหน้าจอนั้นก็ไม่ยักจะโผล่ขึ้นมา แต่พอเห็นหน้าแม่สามีจึงโผล่ขึ้นมา แถมยังบอกรายละเอียดของสิ่งของต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

หรือนี่จะเป็นความสามารถพิเศษ อย่างที่เธอเคยอ่านในนิยายแฟนตาซีหลายเรื่องกันนะ

เมื่อสำรวจแขนขวาก็สะดุดกับลวดลายของปานเล็กๆ ที่ข้อมือ ช่วงใกล้กับท้องแขน ในความทรงจำของตัวเอง พบว่าตรงนี้ไม่เคยมีปานนี้มาก่อน มันมีลวดลายเหมือนกับใบโคลเวอร์ มีสี่แฉกเสียด้วยนะ

“เอ๋ นี่อะไรกันเนี่ย” มือเล็กๆ ลูบลงไปที่ปานนั้นเล็กน้อย ทว่าภาพรอบข้างกลับวูบไหว

วูบ

ฉับพลันสภาพแวดล้อมรอบข้างก็เปลี่ยนไปกะทันหัน

ตอนนี้อ้ายซิ่วผิงยืนอยู่ในห้องทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่ทั้งสามด้านคือชั้นหนังสือสีน้ำตาลเข้มเต็มทั้งผนัง พื้นและเพดานห้องเป็นสีขาว ไม่มีหน้าต่าง จากพื้นจรดเพดาน ซึ่งเพดานก็น่าจะสูงเกือบ 5 เมตรได้ สูงมากจริงๆ ทำให้ห้องดูโปร่งไม่อึดอัด ตรงกลางห้องมีโซฟายาวสีครีมบุนวมนุ่ม น่านั่งสบายตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว เหมือนเป็นจุดให้เอาไว้นั่งอ่านหนังสือ

ส่วนผนังอีกด้าน มีเคาน์เตอร์สีขาวอยู่มองไม่ออกว่าทำจากวัสดุอะไร ตรงนั้นมีหน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าขาว เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ วิ่งไปมา ที่ด้านบนเคาน์เตอร์ด้านซ้ายมีแท่นกระจกสีดำ ดูเผินๆ ตอนแรกนึกว่าเตาอินดักชั่น แต่ไม่ใช่ เหมือนเป็นแท่นรับอะไรมากกว่า

ด้านข้างเคาน์เตอร์มีประตูไม้ที่สลักลวดลายใบโคลเวอร์สี่แฉกเอาไว้ อ้ายซิ่วผิงเดินเข้าไปสำรวจทางนั้นก่อน เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ต้องประหลาดใจ เพราะด้านในนั้นมีสภาพเหมือนเป็นโกดังอะไรสักอย่าง ความกว้างขนาดประมาณโรงยิมมาตรฐานใหญ่ๆ สักแห่ง มีไฟส่องสว่าง พื้นที่โล่งกว้างไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย

เมื่อเห็นดังนั้น อ้ายซิ่วผิงจึงเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์ปริศนานั้น ตัวเคาน์เตอร์ท็อปด้วยวัสดุที่ดูคล้ายหินอ่อน น่าจะกว้างประมาณ 3 เมตร ลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ส่วนเจ้ากระจกสีดำที่เหมือนเตาไฟฟ้านั่นกินพื้นที่ของเคาน์เตอร์ไปเกือบๆ 1 เมตร มองใกล้ๆ แล้วใหญ่มาก

สายตามาหยุดที่จอสีฟ้าโปร่งใส ที่เหมือนกับว่านาบติดอยู่กับผนัง ตัวอักษรสีขาวบนพื้นหลังสีฟ้าวิ่งไปมา กินพื้นที่กว้างขวางราวกับทีวีจอประมาณ 85 นิ้ว จากนั้นอ้ายซิ่วผิงก็มองมันอย่างสนใจ ตัวหนังสือที่หน้าจอโปร่งใสขึ้นมาว่า

‘ยินดีต้อนรับสู่ร้านค้าประจำคลังความรู้ครอบจักรวาล โปรดยืนยันตัวตนเพื่อสมัครเข้าใช้งาน’

แล้วก็มีตัวเลือกกระพริบอยู่ที่ด้านล่างประโยคนั้นว่าสมัคร อ้ายซิ่วผิงเลยยกมือขึ้นไปสมัครตามสัญชาติญาณ

ตี๊ดดดด

เสียงสัญญาณอะไรบางอย่างดังขึ้นประมาณหนึ่งวินาที แล้วหน้าจอก็เปลี่ยนไป

‘ลงทะเบียนเสร็จสิ้น ชื่อผู้ใช้ อ้ายซิ่วผิง อายุ 18 ปี พลังการเรียนรู้ระดับ 1 หลอดพลังการเรียนรู้คงเหลือ 100 แต้ม แต้มร้านค้าคงเหลือ 0 แต้ม คู่มือการใช้งาน กดอ่าน’

อ้ายซิ่วผิงก็กดเข้าไปทันที แล้วศึกษาสิ่งที่ได้มางงๆ อย่างอัศจรรย์ใจ

ที่นี่คือพื้นที่ส่วนตัวของเธอ ไม่สิ สามารถเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์จากอะไรก็แล้วแต่ แต่เธอก็มีมันอยู่ในตัว ผ่านทางปานรูปใบโคลเวอร์สีน้ำตาลอ่อนๆ นั้น ยามเมื่อลูบมันหรือนึกถึง มันจะพาตัวเธอเข้ามายังพื้นที่พิเศษแห่งนี้

ที่หน้าจอหนึ่งเล็กๆ คือหน้าจอของโลกภายนอก ร่างของเธอนอนอยู่ราวกับกำลังหลับไป

ในคู่มือบอกว่าในพื้นที่พิเศษนี้ สามารถนำเอาของด้านนอก หรือจะเป็นของที่เธอผลิตเองในมิตินี้ เข้ามาขายในระบบร้านค้า เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นแต้มร้านค้าได้ โดยแต้มร้านค้าสามารถใช้ได้สองแบบ

แบบแรก ใช้เอามาเพิ่มระดับพลังการเรียนรู้ ซึ่งการเรียนรู้ที่ว่านั้น ก็คือเหล่าหนังสือที่มีอยู่จนเต็มที่พื้นที่ด้านหลังนั่น แต่ละเล่มจะมีระดับของความรู้ คือขั้นที่เธอสามารถเข้าไปอ่านได้ ใช้พลังในการเรียนรู้ไม่เท่ากัน เมื่ออ่านแล้ว มันก็จะซึมซับเข้าไปในสมองโดยอัตโนมัติ และจะแสดงผลยามเมื่อออกสู่โลกภายนอก ติดตัวตลอดไป

แบบสอง ใช้เอามาแลกสินค้าในร้านค้า โดยสินค้านั้นจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่คุณมีแต้มเพียงพอก็พอ โดยระบบจะเป็นคนประเมินค่าของที่เอามาแปลงเป็นแต้ม หากตกลงแลก แต้มนั้นก็จะเข้าไปอยู่ในระบบ

อ้ายซิ่วผิงไล่ดูรายการสินค้าต่างๆ ในนั้น แล้วก็ได้แต่อัศจรรย์ใจ มันมีทั้งของกิน ของใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าล้ำๆ แม้แต่รถยนต์ บ้าน หรืออาวุธปืนที่ดูล้ำสมัยก็ยังมี เรียกว่ามีทุกอย่างจริงๆ อีกอย่างเธอลองกดค้นหาดู พบว่าพวกของกินของใช้แต้มแลกไม่เยอะเท่าไหร่ด้วย เช่นนม ใช้ 1 แต้มแลกได้ 1 โหล โดยใน 1 ขวดนั้นมีนมอยู่มากถึง 250 มล.

ส่วนประตูด้านข้างเคาน์เตอร์ที่เปิดเข้าไปแล้วเจอโกดัง นั่นคือพื้นที่เก็บของของเธอเอง เป็นจุดรับของที่ซื้อจากระบบ หรือเอาของที่เก็บจากภายนอกเข้ามาเก็บก็ได้ทั้งนั้น เก็บได้จนกว่าจะเต็มพื้นที่นั่นแหละ แถมของที่เก็บเอาไว้ในนั้นจะไม่มีทางเน่าเสียอีกด้วย สามารถสั่งการควบคุมของในโกดังได้ผ่านเคาน์เตอร์ตรงนี้เลย หรือจะเปิดจอโปร่งใสแยกย่อยก็ได้

หญิงสาวตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าการมาอยู่ที่นี่ คงไม่ลำบากอย่างที่คิดแล้ว

ทว่าอย่างไรก็ยังต้องคิดถึงทางรอดให้ตัวเองก่อน เป้าหมายแรกคือ ก่อนที่พระเอกของเรื่องอย่างหลี่อันฉีจะกลับมา เธอต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมากพอ ที่จะสู้รบปรบมือกับเขาและแม่นางเอก และทั้งครอบครัวของเขา ไหนจะบ้านเดิมของเธออีกเล่า

เป้าหมายที่สองก็คือการพาลูกชายออกไปใช้ชีวิตใหม่ด้วยกันให้ได้

ดังนั้นอ้ายซิ่วผิงที่อ่านคู่มือการใช้งานจนเข้าใจแล้ว จึงเดินตรงเข้าไปที่ชั้นหนังสือ ที่กวาดดูด้วยตาเปล่าแล้วคงมีเป็นหมื่นๆ แสนๆ เล่มในนี้

เธอมองพวกมันไปมา พลางคิดในหัวว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถใช้ชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

พลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่ง ราวกับจู่ๆ มันก็โผล่เข้ามาในสายตา มันมีชื่อว่า หนังสือรายชื่อสมุนไพรเบื้องต้น

มือน้อยๆ เอื้อมไปหยิบออกมา หน้าจอโปร่งแสงก็แสดงรายละเอียดขึ้นมา

‘รายชื่อสมุนไพรเบื้องต้น ความรู้ระดับ 1 พลังในการเรียนรู้ 20’

เพียงเท่านี้เธอก็เข้าใจแล้ว อ้ายซิ่วผิงเดินไปยังโซฟาที่ตั้งเดี่ยวๆ ตัวนั้น แล้วนั่งลงเปิดหนังสืออ่าน

เธอไม่กลัวว่ามันจะเสียเวลา เพราะเวลาด้านในนี้เดินเร็วกว่าด้านนอกมากๆ จากที่อ่านมาในคู่มือ อีกอย่างเธอสามารถเปิดหน้าจอโปร่งแสง ที่แสดงให้เห็นสภาพด้านนอกได้ด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้หน้าจอนั้นฉายให้เห็นภาพของลูกชายที่หลับสนิทอยู่

พลิกหน้าหนังสือทีละหน้า ในนั้นมีสมุนไพรหลายอย่าง มีทั้งภาพประกอบ สรรพคุณ วิธีการเก็บรักษา วิธีการปลูก และวิธีการเก็บเกี่ยวเธอพลิกอ่านจนครบทุกหน้า ในสมองตอนนี้เต็มไปด้วยข้อมูลของสมุนไพรเหล่านั้น รู้สึกว่าเมื่อนึกถึงอะไรก็นึกออกในทันที

เป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้ใจเต้นแรงมากขึ้นไปอีก

ทางรอดของเธอมาแล้ว

ละครหลังม่าน

อ้ายซิ่วผิง : จะหนีจากหลัวชั่วได้ยังไง

ระบบ : ขอเสนอ ระบบร้านค้าขั้นเทพ

อ้ายซิ่วผิง : เย้ ว่าแต่มันคืออะไรนะ

ระบบ : เหอะ อ่านคู่มือเอาเอง

Writer's talk :

เจอพลังของน้องเข้าไปก็รอดแน่นอน อิอิ

ต้าวน้อยน่ารักน่าเอ็นดู เดี๋ยวจะเลี้ยงให้อ้วนตุบนุ่มนิ่มเองนะลูก

ช่วงแรกจะอึดอัดกับครอบครัว ปสด. นี่หน่อยนะคะ

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดค่า

รักมว๊ากกกกกกกกก

บทที่ 2 มิติมหัศจรรย์

อ้ายซิ่วผิงอ่านจนจบเล่ม ก็มาดูที่หน้าจอโปร่งแสง มันแสดงให้เห็นว่าพลังในการเรียนรู้ของเธอจาก 100 แต้ม เหลือ 80 แต้ม หมายความว่าหนังสือที่เพิ่งอ่านไปเมื่อครู่ กินพลังงานของเธอไป 20 แต้ม ตามที่แสดงผล

หญิงสาวยิ้มออก มองไปที่หน้าจอโปร่งแสงที่ฉายภาพด้านนอกอีกครั้ง ค้นพบว่าเวลาด้านนอกยังคงผ่านไปไม่นาน คาดว่าคงยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ จึงเร่งใช้เวลานี้ในการหาความรู้เพิ่มเติม

เมื่อเดินมาที่ชั้นหนังสือ เก็บหนังสือสมุนไพรนั้นเข้าชั้นไป หนังสือนั้นก็หายไป ปรากฏหนังสืออื่นเข้ามาแทนที่

กวาดสายตาไปอีกครั้ง ก็พบหนังสือเรื่องเคล็ดลับการทำอาหารจีน

อ้ายซิ่วผิงคนเดิม แม้ว่าจะเป็นคนทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้าน ทว่าจริงๆ แล้วอาหารที่เธอทำได้ก็มีไม่กี่อย่าง แถมรสชาติก็ยังงั้นๆ การมีวิชาติดตัวคงเป็นเรื่องดี อีกอย่างเธอในโลกก่อนก็ทำอาหารไม่เป็นเช่นกัน ศึกษาไว้จะได้ไม่อดตาย

เมื่อเห็นว่ามันต้องการพลังในการเรียนรู้ 20 ก็ไม่ลังเลที่จะอ่าน

ความรู้ต่างๆ ซึมซับเข้าสมอง ไม่นานความรู้เรื่องการทำอาหารและสูตรอาหารต่างๆ ก็วนเวียนในหัวไม่ไปไหน

รู้สึกดีชะมัด

เหลือพลังงานอีก 60 แต้ม เธอจึงเดินไปหาหนังสือมาอ่านเพิ่ม ค้นพบหนังสืออาหารเป็นยาอีกหนึ่งอย่าง ก็ไม่ลังเลที่จะอ่าน

ต่อมายังเจอหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาในการเลี้ยงเด็ก กับวิธีการในการเลี้ยงเด็กให้เติบโตมาอย่างสมบูรณ์พร้อม เต็มไปด้วยพัฒนาการด้วย เธอใช้พลังการเรียนรู้ 100 แต้มหมดไปแล้ว เท่าที่อ่านจากคู่มือมันจะเติมกลับเข้ามาใหม่เองภายใน 1 เดือน เหมือนจะนานแต่เท่านั้นก็คุ้มค่าสุดแสนจะคุ้มแล้ว

ดูเหมือนหนังสือที่ความรู้ระดับ 1 ของเธอศึกษาได้ จะครอบคลุมไม่น้อย และครบถ้วนตามความต้องการในตอนนี้ของเธอพอดี

อ้ายซิ่วผิงในโลกก่อนนั้นทำแต่งาน ในหัวมีแต่เรื่องงานและข้อมูลเกี่ยวกับคู่ค้าเต็มสมองไปหมด เรื่องปลีกย่อยต่างๆ ล้วนไม่เคยทำ ดังนั้นความรู้ที่ดูพื้นฐานเหล่านี้กลับจะช่วยเธอได้มาก เพราะเธอกำลังกลุ้มใจ ว่าจะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาได้อย่างไรดี

ว่ากันว่าเลี้ยงเด็กใครก็เลี้ยงได้ แต่เลี้ยงให้มีคุณภาพและเป็นคนดีนั้นช่างยากเหลือเกิน

เมื่อศึกษาจนครบทั้งหมด เธอก็ยกมือขึ้นมาลูบลงบนปานนั้นหนึ่งครั้ง ภาพรอบตัวกลับมาอยู่ในบ้านสกุลหลี่อีกครั้ง

จนถึงตอนนี้เธอเลยมีเวลามาพิจารณาบ้านสกุลหลี่ดีๆ

บ้านหลังนี้มีสมาชิกทั้งหมด 9 คน ได้แก่ พ่อสามี ชื่อว่า หลี่มู่เวย แม่สามี เสิ่นตงหลัน สองสามีภรรยา แยกตัวออกมาจากบ้านใหญ่ มีลูกทั้งหมด 3 คน

คนแรกคือพี่ชายของสามีเธอหลี่อันจง พี่สะใภ้ใหญ่ ลูกชายของครอบครัวเขา ตอนนี้เรียนชั้นประถมอยู่ที่โรงเรียนในตัวอำเภอ และลูกสาวที่เพิ่งจะเข้าเรียนประถมอีกคนหนึ่ง และลูกชายคนเล็กอายุ 4 ขวบอีกคนหนึ่ง

อีกสองคนก็คือเธอและลูกชาย ส่วนสามีก็จะกลับมาปีละครั้ง

ตัวบ้านนั้นก็เป็นบ้านในชนบททั่วไปที่สร้างจากฐานอิฐผสมดิน ซึ่งถือว่ามีฐานะกว่าคนอื่นหน่อย เพราะคนอื่นจะเป็นบ้านดินธรรมดา บริเวณรอบบ้านค่อนข้างกว้างขวาง แต่ตัวบ้านนั้นแม้จะผ่านการต่อเติมมาแล้ว แต่ทว่ายามเมื่อต้องอยู่ด้วยกันหลายคน ก็มีความคับแคบไม่น้อย

ส่วนลูกคนสุดท้องของแม่สามีนั้นเป็นลูกสาว เมื่อปีที่แล้วเพิ่งจะแต่งออกไป แต่งกับข้าราชการในเมือง ถือว่ามีหน้ามีตาไม่น้อย

บ้านของสามีนั้น ในตอนนี้เป็นเกษตรกรเต็มขั้น ครอบครัวของพี่ใหญ่เป็นชาวนาเต็มตัว รวมทั้งพ่อสามีและแม่สามีด้วย และตอนนี้ทุกคนยังต้องไปทำงานแลกแต้มในคอมมูนอยู่ ส่วนเธอที่ต้องเลี้ยงลูก เนื่องจากไม่มีใครมาช่วยเลี้ยงให้ จึงไม่ได้ลงแปลงนา ทำให้คนทั้งหมดมองว่าเธอกินแรง จึงมักจะแบ่งอาหารมาให้น้อยกว่าคนอื่นเสมอ แถมยังพลอยทำให้ลูกชายเธอได้กินน้อยลงไปด้วย

ตอนนี้เพิ่งจะเข้าหน้าหนาว ทว่าด้วยฟืนที่มีจำกัด ทำให้ต้องมีการจำกัดฟืนที่ใส่ในเตียงเตา ตอนนี้ยังพอทนไหว แต่หากอากาศหนาวกว่านี้ เกรงว่าทั้งแม่ทั้งลูกคงทนไม่ไหว

แม้ที่นี่จะอยู่ค่อนมาทางใต้ของเมืองหลวง ทว่าในยามที่อากาศหนาว สภาพอากาศก็ค่อนข้างเลวร้ายทีเดียว

อ้ายซิ่วผิงเดินไปมองลูกชายที่นอนอยู่บนเปล ไอร้อนจากในห้องยังอบอุ่นเพียงพอ เธอออกไปค้นของที่อยู่ในห้องตรงที่เก็บของ มีกล่องเล็กๆ ในนั้น ที่เป็นกล่องเอาไว้ใส่เงินเก็บทั้งหมดของเธอและยังมีพวกคูปองเล็กน้อย ที่ร่างเดิมเคยทำใจกล้าแอบเก็บเอาไว้ เพราะอยากจะเอาไว้ซื้อของมาให้ลูก

เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่อีกทั้งคูปองที่สามีส่งมา ล้วนตกไปอยู่ในน้ำมือของแม่สามี ดังนั้นเธอจึงแร้นแค้นอย่างยิ่ง

มีคูปองเนื้อไม่กี่ใบ คูปองอุตสาหกรรมสองสามใบเท่านั้น กับเงินอีกไม่ถึง 30 หยวน

“จนเกินไปแล้วจริงๆ” มิน่าเล่าตอนที่ถูกสามีหย่าเธอเลยไม่มีที่ไป แถมยังไม่สามารถพาลูกออกไปได้ด้วย

“ไม่ได้แล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง”

อ้ายซิ่วผิงทดลองทำตามคู่มือที่มิติของเธอระบุเอาไว้ เธอลองเอาทั้งเปลและลูกชายเข้าไปอยู่ในนั้น

วูบ

ในเวลาต่อมา ทั้งคนทั้งเปลก็เข้ามาอยู่ในนี้ได้จริงๆ หญิงสาวมองเกจเวลาที่มุมขวาของหน้าจอ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามใจ ก็พบว่าทันทีที่มันตรวจจับได้ว่ามีคนอื่นที่มีสายเลือดเดียวกับเธอ เข้ามาด้วยความยินยอมของเธอตามข้อตกลงแล้ว เวลาในนี้ก็ปรับตามเวลาด้านนอกโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ที่เข้ามามีสถานะเป็นเพียงแขกเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์เหมือนเจ้าของบ้าน

ความต่างของเวลาเป็นสิทธิพิเศษของเธอแต่เพียงผู้เดียว แถมการเข้าออกที่นี่ ก็เลือกได้ว่าจะเข้ามาทั้งตัวหรือเข้ามาแค่จิต อันนี้ก็เป็นสิทธิพิเศษของเธอเท่านั้น ถึงแม้จะเข้ามาแค่จิต แต่ก็ยังสามารถหยิบจับของในมิติได้เหมือนเดิม

แต่เท่านี้ก็มากพอแล้วล่ะ เพราะเธอไม่สามารถทำใจทิ้งลูกเอาไว้ แล้วออกไปข้างนอกได้ อีกอย่างในมิติก็อุ่นสบาย ให้เขาอยู่ในนี้ดีที่สุดแล้ว

เธอตั้งใจจะออกไปหาฟืนมาเพิ่ม และอยากจะออกไปเสี่ยงโชคบนเขาที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้าน เพื่อที่จะหาพวกสมุนไพรเอามาบำรุงตัวเองเสียหน่อย หากเจออะไรที่ขายได้ยิ่งดีใหญ่เลย

เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เดินออกจากห้องมา แล้วปิดประตูเอาไว้อย่างแน่นหนา

“จะไปไหนน่ะ” ทันทีที่เห็นว่าเธอกำลังจะออกจากบ้าน แม่สามีก็ส่งเสียงแว้ดออกมา โดยข้างๆ กันมีพี่สะใภ้ ที่มีสีหน้าเย้ยหยันและรังเกียจเธออย่างไม่ปิดบัง ยืนทำหน้าเบ้อยู่

“ไม่ใช่ว่าจะกลับบ้านแม่เอาเงินไปให้อีกหรอกนะ” พี่สะใภ้ที่รูปร่างหน้าตาธรรมดามาก รูปร่างติดจะท้วมเล็กน้อย เนื่องจากไม่ต้องทำงานหนักมากมาย อีกอย่างเธอเป็นญาติห่างๆ ของแม่สามี ทำให้แม่สามีไม่มีอคติกับเธอ

มีแค่อ้ายซิ่วผิงนี่เองที่ทำอะไรก็ผิด

แน่นอนว่าเหนือหัวของคนทั้งคู่มีหน้าต่างโปร่งแสงอยู่บนนั้น บอกข้อมูลต่างๆ ของคนนั้นออกมา และทั้งคู่กำลังอยู่ในอารมณ์ที่รำคาญเธอ รังเกียจ โกรธ และสะใจ

“ฉันจะขึ้นเขาไปหาฟืนมาเพิ่มค่ะ แล้วก็จะไปหาสมุนไพรบางอย่างด้วย เพราะอาการป่วยของฉันยังไม่หายดี ควรต้องกินยาสักหน่อย” เธอตอบกลับไปสีหน้าไม่ยินดียินร้าย

“แล้วยังไง นึกจะไปก็ไปแล้วทิ้งลูกเอาไว้ที่นี่หรือไง ฉันไม่ดูให้หรอกนะ ลูกใครก็ดูกันเอาเอง” แม่สามีไม่ชอบเธอ ก็พลอยไม่ชอบลูกของเธอไปด้วย น้ำเสียงที่ถามมีแต่ความกระโชกโฮกฮาก

“เสี่ยวเหว่ยหลับไปแล้วค่ะ คงไม่ตื่นง่ายๆ เขาค่อนข้างตื่นเป็นเวลา คงไม่รบกวนแม่หรอกค่ะ” เธอตอบกลับอย่างอดทน อีกอย่างตอนนี้ลูกชายอยู่กับเธอตลอดเวลา เธออุ่นใจแล้ว

“หึ ให้มันจริงเถอะ” แม่สามียิ้มเยาะเพียงเท่านั้นก็หมุนตัวเข้าห้องไป พี่สะใภ้ใหญ่ก็ตามไปด้วย สีหน้าของเธอยังคงมีแต่ความเยาะเย้ยดูถูก

ด้วยเพราะรูปโฉมของพี่สะใภ้ด้อยกว่า แถมยังเป็นคนใจแคบ ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง ดังนั้นการที่เห็นคนอื่นโดนเหยียบย่ำ จึงเป็นความสุขของเธอมาโดยตลอด

“อย่าไปนานล่ะน้องสะใภ้ ในเมื่อแม่ไม่ช่วยดู ฉันเองก็คงเข้าไปช่วยดูไม่ไหวหรอกนะ” เธอพูดได้เพียงเท่านั้น แล้วก็เดินจากไปเช่นกัน

“หึ เธอไม่ช่วยอยู่แล้ว ถ้าช่วยพระอาทิตย์คงขึ้นทางตะวันตก” เมื่อรับรู้เรื่องราวร้ายกาจต่างๆ นาๆ ตลอดเวลาที่ได้อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน อ้ายซิ่วผิงจึงยิ้มเยาะออกมาน้อยๆ เช่นกัน

คนเหล่านี้ไหนเลยจะมีมโนธรรมกันบ้าง เมื่อไม่ชอบกันก็ไม่เหลียวแลกันเลย แถมยังรังแกกันอีก กับเธอยังไม่เท่าไหร่ แต่กับเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ยังโดนเลือกปฏิบัติ แม้ว่าจะเป็นทายาทชาย แต่ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม

พวกเขาไม่เคยอุ้มลูกของเธอ ไม่เคยแม้แต่จะเข้ามาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความเป็นห่วงเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอจึงไม่สามารถห่างลูกได้เลย แทบจะไม่สามารถออกนอกบ้านได้ด้วยซ้ำ

พอได้มิติมหัศจรรย์นี้มา เธอก็ไม่ต้องห่วงแล้วว่าจะห่างลูก จึงไม่นำพาต่อคำพูดของสองคนนั้น แล้วคว้าตะกร้าสานที่วางอยู่ข้างประตูขึ้นมาสะพาย แล้วเดินฝ่าลมหนาวเบาๆ ออกไปด้านนอก มุ่งหน้าไปยังภูเขาที่ด้านหลังหมู่บ้าน

ส่วนสองคนแม่สามีและลูกสะใภ้ใหญ่ เมื่อไม่เห็นว่าอ้ายซิ่วผิงจะกลับเข้ามา จึงคุยกันสองคน

“เชอะ ป่านนี้แล้วยังเพิ่งจะออกไปหาฟืน หัวสมองคงมีน้ำเข้า” สะใภ้ใหญ่เอ่ยสีหน้าพึงพอใจในความทุกข์ของคนอื่น

“หึ มันอยากทำอะไรก็ปล่อยมันไป หากลูกมันร้องหาแม่ขึ้นมา ก็ไม่ต้องไปดูแล้วกัน อวดเก่งขนาดนั้น” เสิ่นตงหลันเองก็ไม่พอใจท่าทีหยิ่งผยองของลูกสะใภ้คนนี้ รู้สึกว่าตั้งแต่เช้ามาเธอมีอะไรแปลกไป แต่กลับบอกไม่ได้ว่ามีอะไรแปลกไปตรงไหน

รู้แต่ว่าเธอคล้ายมีกลิ่นไอกร้าวแกร่งไม่น่ายุ่งเกี่ยวเพิ่มมากขึ้น วูบหนึ่งที่ได้สบตากันเมื่อเช้า เธอเหมือนจะเกรงกลัวลูกสะใภ้คนนี้มากขึ้นอย่างไรก็ไม่รู้

ยิ่งรู้สึกแบบนี้ ตอนนี้ก็ยิ่งเพิ่มความชิงชังรังเกียจของเธอให้พุ่งเสียดฟ้า

อ้ายซิ่วผิงเดินห่างออกมาจากบ้าน ด้านข้างเยื้องไปทางซ้ายของเธอคือหน้าจอโปร่งแสง ที่ฉายให้เห็นลูกชายที่นอนหลับสบายอยู่ในมิตินั้น บางทีเขาก็ตื่นขึ้นมาบ้าง แล้วมองสำรวจรอบข้างอย่างสนใจ เมื่อเห็นว่าอากาศอบอุ่นดีก็ยิ้มอารมณ์ดี ในใจหนักอึ้งของเธอก็วางลงได้

เมื่อหญิงสาวนึกถึงรายการสินค้าที่อยู่ในระบบเหล่านั้น ในใจพลันฮึกเหิม เธอต้องกำจัดความอดอยากให้ตัวเองและลูกชาย บำรุงทั้งแม่ทั้งลูกให้อยู่ดี

ส่วนพระเอกนั้น…เอาไว้คิดอีกทีแล้วกัน แต่อย่างไรก็ต้องเตรียมการรับมือ แม้ในความทรงจำชายหนุ่มจะดูไม่ได้เป็นคนแบบในซีรีส์ แต่หากเรื่องราวกลายเป็นเลวร้ายที่สุด ก็คงต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

ไม่นานก็เดินมาถึงเชิงเขาที่เป็นชายป่า ป่าแห่งนี้ในความทรงจำดูแล้วค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่ามากมาย และมีสมุนไพรกับเห็ดตามฤดูกาลขึ้นไม่น้อย ชาวบ้านยามที่ว่างจากงาน ก็มักจะเข้ามาแสวงโชคบนเขาลูกนี้ เพื่อที่ว่าอาจจะโชคดีได้กระต่ายสักตัว หรือไก่ป่า หรือแม้แต่ไข่ของไก่ป่าไปเพื่อประทังความหิวบ้าง

ระหว่างทางเธอเจอคนบ้างประปราย แต่อ้ายซิ่วผิงนั้นไม่ได้สนใจ มองกวาดไปโดยรอบ แล้วได้แต่อัศจรรย์ใจกับสิ่งที่เห็น

เพราะภาพข้างหน้าของเธอตอนนี้ ก็คือกรอบของหน้าจอโปร่งใสหลายกรอบทั้งอยู่ใกล้และไกล ที่ปรากฏอยู่เหนือต้นสมุนไพรหลายต้น บอกสรรพคุณของมันอย่างชัดเจน แถมยังมีบอกชื่อต้นไม้บางชนิด ที่ร่างเดิมคงรู้จักอยู่แล้ว ขึ้นมาด้วย

นี่เป็นความพิเศษของระบบนี้ ถ้าข้อมูลไหนเธอรู้อยู่แล้ว แม้จะไม่ได้อ่านผ่านตาในหนังสือมา มันก็จะขึ้นข้อมูลมาให้ แต่ถ้าข้อมูลนั้นเธอไม่รู้ มันก็จะไม่ขึ้นข้อมูลมา ส่วนสมุนไพรทั้งหลายที่เธอได้อ่านไปแล้ว เมื่อมีข้อมูลอยู่ในหัว ก็แน่นอนว่ามันจะขึ้นข้อมูลมาให้อย่างละเอียด ทำให้ตอนนี้เพียงแค่กวาดตามองไปโดยรอบ ก็รู้หมดแล้วว่ามีสมุนไพรอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง

อ้ายซิ่วผิงดิ่งไปยังสมุนไพรที่ช่วยบำรุงร่างกายเป็นหลักอย่างพวก ตังกุย และเง็กเต็ก เพราะได้อ่านตำราอาหารเป็นยามาแล้ว ดังนั้นตอนนี้ในหัวของเธอจึงปรากฏเมนูมากมาย จากสมุนไพรเหล่านี้ อีกอย่างผลพลอยได้จากการอ่านตำราทำอาหาร เลยพลอยทำให้เห็นชื่อวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องการในป่านี้ได้ด้วย

หญิงสาวเดินดิ่งลึกเข้าไปในป่าอย่างไม่เกรงกลัว เพราะเจ้าหน้าจอโปร่งแสงนั้นมีแผนที่เล็กๆ ขึ้นมาให้ด้วย บ่งบอกระยะทางและประเมินเวลาการเดินทางให้เสร็จสรรพ สะดวกอย่างมากจริงๆ

เดินมาได้ไม่นานนัก สิ่งที่เธอต้องการเข้ามาหา ก็เจอจนได้

“นี่ไง เงินตั้งตัว” หญิงสาวมีรอยยิ้มเต็มหน้า ตรงหน้าของเธอคือขอนไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่อาจจะเคยโดนฟ้าผ่ามาก่อน เพราะรูปร่างค่อนข้างบิดเบี้ยว ทว่าสิ่งที่อยู่ในซอกต้นไม้นั้นก็คือดอกเห็ดหลินจือแดงขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเธอเสียอีก

ข้อมูลขึ้นมาบอกไม่ผิดแน่นอน ‘เห็ดหลินจือแดง สภาพสมบูรณ์ สรรพคุณทางยา…. วิธีการเก็บ….’

อ้ายซิ่วผิงมือสั่น เพราะตรงนี้อยู่ไม่ไกลจากชายป่าเท่าใดนัก เข้ามาไม่ได้ลึกมาก แต่ที่ไม่มีใครเคยเจอเลย เป็นเพราะว่าเจ้าเห็ดนี่ไปหลบอยู่ในซอกหลืบไม้ หากว่าไม่มีหน้าจอโปร่งแสงขึ้นแสดงชี้นำมา ก็คงไม่มีใครรู้แน่ว่ามีเห็ดราคาแพงอยู่ตรงนี้

หญิงสาววางตะกร้าสานลง หยิบเอามีดที่อยู่ด้านในออกมา แล้วเริ่มเก็บเกี่ยวเห็ด แล้วนำเข้าไปในมิติอย่างรวดเร็ว ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ที่เธอเจอก่อนหน้านั้น

ตรงนี้มีมากถึง 5 ดอกใหญ่ๆ เลย ดอกที่ใหญ่ที่สุดเกือบจะเท่าหน้าเธออยู่แล้ว เห็นแล้วว่าป่านี้อุดมสมบูรณ์มากจริงๆ

ดูเวลาแล้วยังมีอีกมากก่อนจะถึงเวลาเที่ยง ดังนั้นจึงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย เผื่อว่าเธอจะมีโชค

หวังว่าจะมีอะไรดีๆ นะ

ละครหลังม่าน

อ้ายซิ่วผิง : โอ้ เห็ดหลินจือ

ระบบ : บอกแล้วว่าระบบมีประโยชน์

อ้ายซิ่วผิง : จ้าๆ

Writer's talk :

โว้ว พลังน้องสุดแจ่ม สบายแล้วล่ะนะต้าวน้อย

ครอบครัวนี้ป่วยไม่ไหวนะคะ ทำใจกันหน่อย

ยังคงต้องสู้ชีวิตกันไปยาวๆนะคะ

ยังไม่ได้ตรวจคำผิดจ้า

รักมว๊ากกกกกกกก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...