ชป.ขานรับมติ กนช. เร่งเครื่องโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ แก้น้ำท่วม-แล้งให้ชาวท่าวังผา จ.น่าน
กรมชลประทานขานรับมติ กนช. เร่งเครื่องโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ มุ่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งให้ชาวท่าวังผา จ.น่าน
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยมี ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะเลขานุการ กนช. นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทาน ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ จ.น่าน ภายใต้แผนงานโครงการสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี (2567-2573) เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำป่าไหลหลากในช่วงฤดูฝน และปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ให้กับประชาชนในพื้นที่อําเภอท่าวังผา ซึ่งกรมชลประทานได้ทำการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก่อนดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการ พร้อมรวบรวมความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่างๆ นำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้โครงการเดินหน้าและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการ และต้องการให้มีการก่อสร้างโดยเร็ว เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ต่อไป
ปัจจุบัน กรมชลประทานได้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 และออกแบบเขื่อนหัวงานแล้วเสร็จ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 โดยได้รับการอนุญาติให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยาวและป่าน้ำสวด จากกรมป่าไม้ เพื่อก่อสร้างหัวงานและอ่างเก็บน้ำน้ำกิแล้ว เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสํารวจออกแบบระบบส่งน้ำ และการขอใช้พื้นที่บางส่วนในการก่อสร้างหัวงานและถนนเข้าหัวงาน ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนต่อไป
ทั้งนี้ หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด อ่างเก็บน้ำน้ำกิจะเก็บกักน้ำได้ประมาณ 52.31 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ 35,558 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตำบล ใน อ.ท่าวังผา เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูก อุปโภค-บริโภค และสัตว์เลี้ยง ได้กว่า 6,305 ครัวเรือน ทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาท่วมด้านท้ายน้ำในช่วงฤดูฝน บริเวณอําเภอท่าวังผาและพื้นที่ราบลุ่มริมลําน้ำน่าน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ประชาชนได้บริโภค และสร้างรายได้เสริม ยกคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนในพื้นที่ได้อีกด้วย
ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผนแม่บทให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต พร้อมเร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทให้เป็นรูปธรรม สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง