กัมพูชาเปิด 3 สนามบินใหม่ “สามารถ” คว้าสัมปทานบริหารจราจรทางอากาศ 49 ปี
“สามารถ เอวิเอชั่น” ชี้ธุรกิจการบินฟื้นตัวแรง “กัมพูชา” จ่อเปิดสนามบินแห่งชาติใหม่ 3 แห่ง “เสียมเรียบ-พนมเปญ-เกาะกง” ศักยภาพรองรับผู้โดยสารเทียบชั้นสนามบินสุวรรณภูมิ เตรียมทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ปลายปีนี้ เผยลงทุนเพิ่มอีกกว่า 300 ล้านบาทติดตั้งระบบควบคุมการจราจรทางอากาศสนามบินใหม่ พร้อมได้สิทธิขยายอายุสัญญาสัมปทานบริหารการจราจรทางอากาศเพิ่มเป็น 49 ปี มั่นใจธุรกิจการบินกัมพูชาขยายตัวสูงกว่าเทรนด์การบินโลก คาดปี’67 รายได้กลับมา 2 พันล้านบาทเท่าปี’62 ก่อนโควิด
นายธีระชัย พงศ์พนางาม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV บริษัทผู้ให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ (air traffic management) เพียงรายเดียวในประเทศกัมพูชา ในเครือบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
ข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการบินโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและชัดเจนแล้วนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2564
โดยขณะนี้ภาพรวมพลิกฟื้นกลับมาได้แล้วเกือบ 100% โดยเฉพาะตลาดในฝั่งยุโรป อเมริกา ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังชะลอตัว เนื่องจากตลาดจีนยังฟื้นกลับมาได้ไม่มานัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าอุตสาหกรรมการบินโลกจะกลับมามีศักยภาพและเติบโตในอัตราปกติคือที่ประมาณ 4-5% ต่อปีได้อีกครั้งตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป
ธุรกิจการบิน “กัมพูชา” โตสูง
นายธีระชัยกล่าวว่า สำหรับตลาดกัมพูชา ซึ่งบริษัทได้สิทธิในการบริหารการจัดการจราจรทางอากาศ ครอบคลุมเส้นทางบินทั้งหมดของน่านฟ้าประเทศกัมพูชานั้นก็มีแนวโน้มกลับมาเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน โดยคาดว่าปี 2566 นี้จะมีจำนวนเที่ยวบินทั้งหมดรวมประมาณ 1 แสนเที่ยวบิน
โดยปัจจุบันเที่ยวบินระหว่างประเทศพลิกฟื้นกลับมาแล้วประมาณ 60-70% เหลือเพียงแค่ตลาดจีนเท่านั้น และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.34 แสนเที่ยวบิน ใกล้เคียงกับปี 2562 ที่มีประมาณ 1.33 เที่ยวบิน ในปี 2567
“หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปีที่ผ่านมาเรากลับมาเติบโตกว่า 100% เมื่อเทียบกับปี 2564 ส่วนปีนี้ประเมินว่าจะยังโตประมาณ 40-50% เมื่อเที่ยบกับปี 2565 และจะยังคงเติบโตในอัตราที่สูงต่อเนื่องได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า หลังจากนั้นจะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 10-12% และระยะยาวจะคงที่อยู่ที่ราว 7-8% ซึ่งยังสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการบินโลก” นายธีระชัยกล่าว
และว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในภูมิภาคเอเชียและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โดยสารและการใช้บริการโดยสารทางอากาศและอุตสาหกรรมการบิน
3 สนามบินใหม่เทียบสุวรรณภูมิ
นายธีระชัยกล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการบินดังกล่าว ทำให้ประเทศกัมพูชาลงทุนสนามบินนานาชาติใหม่อีก 3 แห่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการบินของกัมพูชามีการขยายตัวในอัตราที่สูงและต่อเนื่องต่อไป เนื่องจากมีศักยภาพในการรองรับสายการบินและผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้ากัมพูชาได้เพิ่มมากขึ้น
โดย 3 สนามบินใหม่ดังกล่าว ประกอบด้วย 1.สนามบินแห่งชาติเสียบเรียบแห่งใหม่ เนื่องจากสนามบินเดิมมีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้เพียงแค่ประมาณ 5 ล้านคนต่อปี และมีประเด็นเรื่องมลพิษทางเสียงและปัญหาเรื่องเที่ยวบินขึ้น-ลงผ่านนครวัด และรันเวย์สามารถขึ้น-ลงได้ทางเดียว ทำให้คาพาซิตี้ในการรองรับเที่ยวบินลดลง
โดยสนามบินเสียมเรียบแห่งใหม่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร เฟสแรกรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 7-8 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาเฟสต่อไปให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ (4F) หรือเครื่องบิน A380 ได้ และรองรับผู้โดยสารได้ถึง 40-50 ล้านคนต่อปี หรือเท่า ๆ กับสนามบินสุวรรณภูมิของไทย ซึ่งเฟสแรกจะเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปีนี้
2.สนามบินแห่งชาติดาราสาคร ซึ่งเป็นสนามบินใหม่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดเกาะกงโดยกลุ่มทุนจีนเข้ามารับสัมปทานและลงทุนพัฒนาเป็นเมืองใหม่ สร้างสนามบิน คาสิโน ปัจจุบันการก่อสร้างเสร็จเกือบ 100% แล้ว โดยพื้นที่สามารถพัฒนาให้รองรับเครื่องบินขนาดใหญ่อย่าง A380 ได้ด้วยเช่นกัน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2567
และ 3.สนามบินแห่งชาติพนมเปญ (Techo International Airport) แห่งใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ลงทุนมากกว่าสนามบินแห่งชาติเสียมเรียบแห่งใหม่เท่าตัว มีขนาดใหญ่และมีคาพาซิตี้รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2568 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า
ลงทุนกว่า 300 ล้านติดตั้งระบบ
นายธีระชัยกล่าวด้วยว่า จากแผนการเปิดให้บริการ 3 สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ดังกล่าว ทำให้บริษัท SAV ในฐานะผู้ให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ (วิทยุการบิน) เพียงรายเดียวในประเทศกัมพูชา ต้องลงทุนเพิ่มสำหรับติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบ air traffic management ในสนามบินใหม่ โดยปัจจุบันได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์และทดสอบระบบในส่วนของสนามบินแห่งชาติเสียมเรียบไปเรียบร้อยแล้ว
โดยหลักการบริหารการจราจรทางอากาศ (air traffic management) ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักคือ 1.aerodrome control การให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศสำหรับการจราจรในสนามบิน เช่น การจัดลำดับขึ้น-ลง ให้คำอนุญาตในการขับเคลื่อนและให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในเขตพื้นที่ขับเคลื่อน
2.approach control การให้บริการสำหรับเครื่องบินที่กำลังทำการบินเข้า-ออกระหว่างสนามบินกับเส้นทางที่กำหนดไว้ในแผนการบิน และ 3.area control การให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศตามเส้นทางบินภายในอาณาเขตแถลงข่าวการบินสู่จุดหมาย โดยระบบจะจับสัญญาณทันทีที่มีเครื่องบินเข้าน่านฟ้าของกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังมีส่วนของการบริหารห้วงอากาศ (airspace management) เป็นการบริหารเส้นทางการบินบนน่านฟ้า และส่วนของการบริหารความคล่องตัวและความสามารถในการรองรับการจราจรทางอากาศ (air traffic flow and capacity management) เป็นการบริหารความคล่องตัว การประสานงานระหว่างน่านฟ้ากับประเทศอื่น ๆ ที่เชื่อมต่อกับกัมพูชา เพื่อให้สามารถจัดช่วงเวลาขึ้น-ลงได้สะดวก ไม่เสียเวลาบินวนบนน่านฟ้านาน
ถือครองสัมปทานยาว 49 ปี
นายธีระชัยกล่าวอีกว่า SAV เป็นบริษัทรับสัมปทานบริหารการจราจรทางอากาศ (air traffic management) เพียงรายเดียวในประเทศกัมพูชาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงที่สนามบินของกัมพูชายังไม่ได้รับการพัฒนาตามาตรฐานสากล ดังนั้นในเงื่อนไขสัญญาสัมปทานจึงระบุไว้ว่า เมื่อบริษัทลงทุนเพิ่มจะสามารถเจรจาเพื่อขยายอายุสัมปทานได้ ทำให้บริษัทได้รับการต่อสัญญาสัมปทานมาเป็นระยะ ปัจจุบันมีอายุสัมปทานรวม 49 ปี (2545- 2594) และยังเหลืออายุสัมปทานอยู่ 28 ปี
“ตอนที่เราได้สัมปทานมาในปี 2545 นั้นเป็นการเจรจาเพื่อขอเข้าไปยกระดับมาตรฐานระบบการจัดการจราจรทางอากาศ ไม่ได้ประมูลแข่ง ช่วงแรกได้สัมปทานมา 15 ปี หลังจากนั้นธุรกิจการบินของกัมพูชามีการขยายตัวสูง การเจรจาทางอากาศเติบโตแบบก้าวกระโดด และมีการขยายสนามบินมาอย่างต่อเนื่อง และมีเรื่องการลงทุนเพิ่ม ทำให้เราได้ต่อสัมปทานมาอีก 3 ครั้งโดยครั้งล่าสุดเมื่อกลางปีที่แล้วที่มีเรื่องการลงทุนในสนามบินเสียมเรียบและพนมเปญแห่งใหม่” นายธีระชัยกล่าว
ปี’67 รายได้กลับมา 2 พันล้าน
นายธีระชัยกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมากัมพูชามีเที่ยวบินรวม 68,390 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเส้นทางบินภายในประเทศ (domestic landing) สัดส่วน 9% เส้นทางบินระหว่างประเทศ (international landing) สัดส่วน 18.8% และเส้นทางบินผ่าน หรือ overflight สัดส่วน 72.2% โดยบริษัทมีรายได้จากการให้บริการประมาณ 1,200 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 165% เมื่อเทียบกับปี 2564
และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 1,700-1,800 ล้านบาทในปี 2566 และเพิ่มขึ้นได้ถึง 2,000 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งจะกลับมาใกล้เคียงกับรายได้ปี 2562 ที่มีรายได้รวม 2,057 ล้านบาท
“ลูกค้าหลักของเราคือสายการบินทั้งที่เป็นเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินแบบชาร์เตอร์ไฟลต์ที่ขึ้น-ลงในสนามบินของกัมพูชา รวมถึงเที่ยวบินที่บินผ่านน่านฟ้าของกัมพูชา หรือ overflight หมายความว่าถ้าอุตสาหกรรมการบินของประเทศเพื่อนบ้านโต มีสายการบินบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชามากขึ้นก็จะทำให้เรามีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน” นายธีระชัยกล่าว