โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

10 กองทุนหุ้นนอกรีเทิร์นหรู "ยุโรป" เบียด "จีน" ขึ้นแท่นดาวเด่น

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 03.15 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2564 เวลา 01.49 น.
ภาพโดย Gerd Altmann จาก Pixabay

กองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะให้ผลตอบแทน (รีเทิร์น) ที่ดีกว่าผลตอบแทนหุ้นไทยที่ไม่ตอบโจทย์นักลงทุนนักในปัจจุบัน

โดยจากข้อมูลของบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด พบว่าผลตอบแทนของกองทุนหุ้นต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีอยู่หลายกองที่ลงทุนในแต่ละประเทศแตกต่างกันไป (ดูตาราง)

อย่างกองทุนหุ้นยุโรปที่ในปี 2563 มีผลตอบแทนที่ไม่ได้สูงนักเฉลี่ยราว 5% แต่กลับมีผลตอบแทนค่อนข้างสูงในปีนี้ และในรอบ 1 เดือนล่าสุดยังคงดีต่อเนื่องหลาย ๆ กองเลยทีเดียว

“ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส มอร์นิ่งสตาร์ฯอธิบายว่า โซนยุโรปมีความคืบหน้าการกระจายวัคซีนโควิด-19 ส่งผลให้มีการกลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงทำให้หุ้นทั้งขนาดใหญ่ไปจนถึงเล็กมีการฟื้นตัวได้ดี

ขณะที่กองทุนหุ้นจีนที่เคยเป็นดาวเด่นในปีที่แล้วกลับให้ผลตอบแทนติดลบมากสุดในปีนี้ โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนล่าสุด ซึ่งเป็นผลกระทบจากกฎเกณฑ์ของทางการจีนที่ออกมาสร้างความกังวลต่อบางธุรกิจและด้านการศึกษา

ทั้งนี้ สำหรับกองทุนหุ้นต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นปีนี้ ได้แก่ กองทุน Krungsri Europe Equity ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี มีผลตอบแทนสูงสุดรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาที่ 11.39% โดยผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี 2564 ถึงปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่34.66% ส่วนผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี หรือในปี 2563 อยู่ที่ 20.9%

“กองทุนดังกล่าวมีการลงทุนทั้งหมดไปยังกองทุน Allianz Europe Equity Growth AT EUR ที่เป็นกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ในยุโรปที่มีการเติบโต มีการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี อุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มสุขภาพ (healthcare) รวมกันมากกว่า 70%”

ยังมีกองทุนจาก บลจ.กสิกรไทยที่ไปลงทุนกอง Allianz Europe Equity Growth AT EUR เช่นเดียวกัน คือ K European Equity แต่จะมีความต่างกันในแง่ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนและมูลค่าซื้อขั้นต่ำ โดยกองนี้ให้ผลตอบแทน YTD ที่ 27.89% และผลตอบแทนรอบ 1 เดือนที่ 8.48%

ขณะที่กองทุน K Positive Change Equity ของ บลจ.กสิกรไทยอีกกองให้ผลตอบแทน 73.3% ในปี 2563 และผลตอบแทนสะสม YTD ที่ 22% และผลตอบแทนช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 11% โดยกองทุนนี้มีการลงทุนในกลุ่ม healthcare ในสัดส่วนที่สูง

ด้าน หุ้นอินเดีย เป็นอีกตลาดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีผลตอบแทนสูง แม้จะต้องเจอกับสถานการณ์โรคระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง แต่อินเดียยังคงมีการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มกองทุนที่มีผลตอบแทนดีในปีนี้ โดยสะท้อนผ่านกองทุน TISCO India Active Equity A ของ บลจ.ทิสโก้ที่มีผลตอบแทนรอบ 1 เดือนที่ 8.8% และผลตอบแทนสะสม YTD ที่ 33.65%

“Ms.Juliet Cohn”, Portfolio Manager, Principal Global Investors กล่าวในงานสัมมนา Virtual Seminar PRINCIPAL INVESTMENT FORUM 2H/2021 จัดโดย บลจ.พรินซิเพิลว่า ตลาดหุ้นในยุโรปมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น จากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัวแต่ยังไม่เท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นยุโรปยังค่อนข้างถูก

โดยเศรษฐกิจยุโรปมีปัจจัยบวก ทั้งการตั้ง European Recovery Fund (กองทุนฟื้นฟูยุโรป) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่พลังงานสะอาด (clean energy) ทั้งมีการล็อกดาวน์ป้องกันโควิดเข้มงวดและกระจายวัคซีนได้เร็ว

ขณะที่เงินออมภาคครัวเรือน น่าจะถูกนำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเมือง และมีกิจการที่เป็นแบรนด์ไฮเอนด์และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ให้ลงทุน

ฟาก“พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด หรือกองทุนบัวหลวง กล่าวว่า กองทุนทางฝั่งยุโรปมีความน่าสนใจและให้ผลตอบแทนที่ดี จากบริษัทที่ทำเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ทั้งกังหันลมและโซลาร์ฟาร์มที่มีอยู่ทางฝั่งยุโรปค่อนข้างมาก เช่น ในประเทศอิตาลี, เดนมาร์ก, เยอรมนี เป็นต้น

“ปัจจุบันคนส่วนมากเริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องของความยั่งยืน (ESG) กันมากขึ้น ดังนั้น ยุโรปจึงได้รับความสนใจจากกระแสความยั่งยืนนี้ และให้ผลตอบแทนที่ดี” นายพีรพงศ์กล่าว

ด้าน “วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ยุโรปเป็นอีกกลุ่มประเทศที่กำลังฟื้นตัวจากการระบาดของโควิดที่ลดน้อยลง ส่งผลให้ผลตอบแทนในตลาดปรับขึ้นตามแนวโน้มของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักร (cycle) ทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวผลตอบแทนหรือความต้องการ (demand) ก็ปรับตัวตามไปด้วย

ไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนไทยจะแห่ลงทุนในกอง FIF กันมากขึ้น โดยเฉพาะกองหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจในหลายประเทศที่ฟื้นตัวดีกว่าไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...