โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การ์เมนต์ปรับไลน์ผลิตPPE "หน้ากาก-ชุุดป้องกัน" ต่อยอดฮับสุขภาพ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 เม.ย. 2563 เวลา 05.38 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2563 เวลา 05.31 น.

ไม่รอวันตาย 40 โรงงานเครื่องนุ่งห่มปรับไลน์ผลิตหน้ากากอนามัย-ชุด PPE ฉวยวิกฤตโควิดเป็นโอกาส ต่อยอดสู่ Medical Textile หวังลดการนำเข้า-ชิงมาร์เก็ตแชร์ชุด PPE สู้บิ๊ก 4 ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐ ส.เครื่องนุ่งห่มวอนรัฐอัดงบฯ 50 ล้านบาท พัฒนาแล็บตรวจสอบชุด PPE มาตรฐานสากล

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้มีโรงงานผู้ผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มประมาณ 30-40 โรงงาน หันมาผลิตหน้ากากอนามัยผ้าและชุด PPE (personal protective equipment) แทน ผลจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ปริมาณความต้องการสินค้ากลุ่มสิ่งทอทางการแพทย์ (medical tex-tile) มีจำนวนมากขึ้น ทั้งหน้ากากผ้า รวมถึงชุด PPE อุปกรณ์ป้องกันและคุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล สำหรับที่ใช้ทางการแพทย์ ขณะเดียวกันตลาดส่งออกเครื่องนุ่งห่มทั่วโลกก็ชะลอตัวจากการปิดเส้นทางและผลจากโควิด-19 รวมถึงตลาดในประเทศกำลังซื้อลดลงด้วย จึงเป็นแรงผลักให้อุตสาหกรรมปรับตัว

ทั้งนี้ โรงงานที่ผันมาตัดชุด PPE ส่วนใหญ่แปลงจากโรงงานเสื้อผ้ากีฬาทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งเดิมผลิตขายในตลาดส่งออกระดับโลก ใช้ผ้าทอจากเส้นใยประดิษฐ์เนื้อแน่นกันน้ำได้ตามมาตรฐานสากล พวกโพลิเอสเตอร์ 100% ซึ่งถือว่าน้ำมีโมเลกุลเล็กกว่าเชื้อ 400 เท่า ที่ใช้ผลิตชุดกีฬาก็จะใช้วัสดุนี้อยู่แล้ว จึงสามารถใช้แทนชุด PPE ค่ามาตรฐานระดับ 2 จากระดับมาตรฐานชุด PPE ที่มีทั้งหมด 5 ระดับ ซึ่งเป็นระดับที่ใช้ในบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลบริเวณด้านนอกทั่วไป ไม่ใช่แพทย์ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วย

“หากถามว่า ไทยมีโอกาสพัฒนา PPE ระดับ 5 ได้หรือไม่ สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องลงทุนพัฒนาห้องปฏิบัติการหรือ lab เพราะในปัจจุบันเรามีแล็บทดสอบได้เฉพาะชุดกันน้ำแต่ไม่มีสำหรับทดสอบการป้องกันเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือชิ้นส่วนขนาดเล็กของเชื้อได้ ซึ่งทางเราเคยเสนอหน่วยงานรัฐแล้ว ทั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ใช้งบประมาณลงทุนเพียง 50 ล้านบาทเท่านั้น”

นายยุทธนากล่าวว่า ผลดีหากไทยพัฒนาชุด PPE ได้เพิ่ม ไม่เพียงจะช่วยลดการนำเข้าชุด PPE จากต่างประเทศได้ แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดธุรกิจ จากเดิมเราเน้นแค่ชุดแฟชั่น ชุดกีฬา ซึ่งก็อยู่ในช่วงการส่งออกขาลง ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้นำการผลิตชุด PPE โลกมี 3-4 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐ ซึ่งไทยต้องนำเข้าแบรนด์ 3เอ็ม ดูปองท์ เข้ามาใช้ ราคาชุดละ 200-300 บาท ใช้ได้ครั้งเดียว แต่หากใช้เส้นใยโพลิเอสเอสเตอร์จะรียูสใช้ได้ 30 ครั้ง ราคาชุดละ 1,000-1,500 บาท เฉลี่ยครั้งละ 50 บาท ก็ถือว่าคุ้มค่า ส่วนกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้เพียงใดขึ้นอยู่กับวัตถุดิบผ้า ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 4 โรงงานเท่านั้น (ตามกราฟิก) หากแก้ไขเรื่องแล็บและวัตถุดิบได้ก็จะสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้อีก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการผันตัวสู่ medical textile จะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ก็ยังถือเป็นสัดส่วนน้อย หากเทียบกับจำนวนโรงงานทั้งหมด 2,200 โรงงานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมโรงงานฯ ซึ่งมีสมาชิกสมาคมอยู่ประมาณ 400 โรงงาน และมีจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรม 2 แสนคน โดยก่อนหน้านี้แทบทุกโรงงานปรับตัวมาผลิตหน้ากากอนามัยผ้า ซึ่งคาดว่าเฉพาะในเดือนเมษายนจะมีผลผลิตออกมา 40 ล้านชิ้น หลังจากนั้นต้องรอประเมินว่าสินค้าล้นตลาดหรือไม่ เพราะมีหน้ากากอนามัยผ้าจากหน่วยงานภาครัฐเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม 10 ล้านชิ้น กระทรวงมหาดไทย 20 ล้านชิ้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2-3 ล้านชิ้น และหน่วยงานอื่นอีก 10 ล้านชิ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณหน้ากากผ้า “สูง” เกินกว่าปริมาณความต้องการของผู้ใช้ และต่อไปการผลิตก็จะลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกิจการ

“ข้อเสนอสำคัญที่ขอภาครัฐดูแลคือ ขอให้ดูแลด้านประกันสังคมจ่ายค่าแรงงานซึ่งเรารอความชัดเจนว่าจะอย่างไร ที่ผ่านมาเอกชนไม่มีรายรับ ก็พยายามลดรายจ่าย ไม่ซื้อผ้า ไม่ใช้น้ำใช้ไฟ ไม่มีค่าการตลาด แต่ยังต้องจ่ายค่าแรงงาน 75% หากปิดต้องจ่ายแรงงาน หากหยุดชั่วคราวอ้างฉุกเฉินได้แต่เราก็ยังสงสัยว่าหากหยุดชั่วคราวบางแผนกจะจ่ายแค่ไหน อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยให้ตรงจุด เพราะถึงรัฐช่วยเหลือด้วยการให้กู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำก็เท่ากับเรากู้มาจ่ายค่าแรงงาน ท้ายที่สุดเมื่อไม่มีรายรับ ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้”

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ประกอบการกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร และสายการผลิตเดิมมาเป็นผลิตเครื่องมือแพทย์หรือชิ้นส่วน รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์จะได้สิทธิประโยชน์จากบีโอไอ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร แต่ต้องนำเข้าภายในปีนี้ และยื่นขอแก้ไขโครงการภายในเดือนกันยายน 2563 และกิจการผลิต non-woven fabric ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย หรืออุปกรณ์การแพทย์ จะได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี โดยขณะนี้มีเพียงกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเท่านั้นที่ปรับการผลิตมาทำหน้ากาก เนื่องจากสามารถใช้เครื่องจักรเดียวกันได้ และมีซีพี ส่วนบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเดิมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตระบบพัดลมปลอดเชื้อ นำไปประกอบชุดการผลิตชุดปลอดเชื้อคุณภาพสูง และหน้ากากป้องกันเชื้อโรคความดันบวก เพื่อใช้ทางการแพทย์

ก่อนหน้านี้นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า กรมได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพปรับเปลี่ยนมาผลิตหน้ากากอนามัยผ้าเพื่อให้อยู่รอดในวิกฤตโควิด-19 โดยมีโรงงานสิ่งทอ 7 โรงงานเข้าร่วมโครงการ มีกำลังการผลิต 350,000 ชิ้น จำหน่ายราคาเฉลี่ย 15-30 บาท

นางมณี เจนจรรยา กรรมการ บริษัท มณีอินเนอร์แวร์ จำกัด กล่าวว่า โรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปกว่า 19 ปี เข้าร่วมโครงการปรับไลน์จากชุดชั้นในสตรีสู่การผลิตหน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ ป้องกันละอองฝอยและสารคัดหลั่ง มีกำลังการผลิต 40,000 ชิ้น/เดือน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...