โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่อง วัลฮัลลา (Valhalla) หอวีรชนแห่งโอดิน ปราสาทที่พักกองทัพสวรรค์แห่งอัสกวร์ด (แอสการ์ด)

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ก.ค. 2565 เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2564 เวลา 04.42 น.
ภายในหอวัลลาฮัลลา

เทวสถานอัสกวร์ด ดินแดนแห่งความสวยสดงดงาม อยู่สูงขึ้นไปบนกิ่งก้านสาขาของพฤกษาโลก ณ ที่นี้ ตำนานแห่งคณะเทพเอเซียร์ได้อุบัติขึ้น

สิ่งก่อสร้างแรกในแดนสวรรค์อัสกวร์ด เป็นปราสาทที่งดงามที่สุด มีชื่อว่า กลัดส์เฮม (Gladsheim) มีอุทยานอันงดงามขนาดใหญ่เบื้องหน้า เรียกว่า อิดา (Ida) จากอาณาบริเวณนี้ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางแดนสวรรค์ทั้งหมด ต่อมาจะเกิดเป็นปราสาทหลังอื่น ๆ รวมทั้งศาลา หอคอย และกำแพงรายล้อมอย่างมั่นคง

ภายในปราสาท จอมเทพโอดินทรงเนรมิตเทวบัลลังก์ทำด้วยทองคำ ทุกวันพระองค์จะเสด็จประทับ ณ เทวบัลลังก์นี้ โดยมีอีกาสีดำสนิทสองตัวเกาะอยู่บนพระอังสา อีกาสองตัวนี้ชื่อ ฮูกินน์ (Huginn) และมูนิน (Munin) ซึ่งแต่ละวันจะบินไปทั่วโลก และนำทุกสิ่งที่พวกมันได้รู้เห็นกลับมาทูลถวายพระเป็นเจ้า พระ องค์จึงทรงครอบครองความรู้อันหลากหลายยิ่งกว่าเทวะใด ๆ

เคียงข้างพระองค์ คือเทวีผู้งดงามผู้ดำรงตำแหน่งราชินีแห่งสวรรค์ พระเทวีฟริกกา (Frigga) ผู้ทรงมีพระเกศาสีทองและพระเนตรสีฟ้า เป็นพระมเหสีเอก และชายาเพียงองค์เดียวในหลาย ๆ องค์ของพระเป็นเจ้าที่ทรงมีเทวฐานะในเทวสภาอัสกวร์ด อีกทั้งทรงเป็นเทวีแห่งความรักและการแต่งงาน [เรื่องราวของพระเทวีฟริกกานี้ ผู้ศึกษาเทวปกรณ์ยุโรปเหนือมักเข้าใจสับสนกับเรื่องของเทวีเฟรยา (Freya)] โอรสของทั้งสองคือ เทพบัลเดอร์ (Baldur) เทพบุตรผู้งดงามและอ่อนโยนที่สุด ซึ่งเรื่องราวของเทวะองค์นี้จะเป็นตัวจักรสำคัญที่ทําให้เกิดวันโลกาวินาศ

และจากเทวบัลลังก์อันเลอค่า ทุกวันพระเป็นเจ้าจะทอดพระเนตรไปยังโลกทั้งหมดที่ทรงสร้างขึ้นด้วยความอาทร… โลกที่อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งอิ๊กก์ดราซิล มีสะพานสายรุ้งหรือบีฟรอสต์ (Bifrost) [สื่อสมัยใหม่บางแห่งออกเสียง “ไบฟรอสต์” – กองบรรณาธิการ] เชื่อมระหว่างอัสกวร์ดและมิดกวร์ด แดนมนุษย์ที่พระองค์สร้างขึ้น บัดนี้ บรรพชนรุ่นแรกของชาวโลกที่เป็นลูกหลาน ของพระองค์นั้น ต่างเริ่มสั่งสมอารยธรรม ทุกคนทำงานหนักและเป็นสุขกับพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับ ไม่มีใครคิดถึงสงครามหรือการต่อสู้แก่งแย่งกัน

พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยกับความสงบสุขนี้ แต่ไม่อาจจะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นต่อไปได้

มนุษย์ผู้รู้จักศานติเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่เผ่าพงศ์ยักษ์และปิศาจที่เตรียมพร้อมจะเข้าทำลายโลกเมื่อถึงวันโลกาวินาศนั้น มีกำลังและความแข็งแกร่งมากมาย ขณะที่วงศ์เทพเอเซียร์มีจำนวนน้อยจนไม่พอจะปกป้องโลก จอมเทพโอดินจำต้องทรงมีกองทัพนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อปกป้องโลกทั้งหมดจากการทำลายล้างครั้งยิ่งใหญ่นั้น

นี่คือคำบอกเล่าที่พระเป็นเจ้าทรงได้สดับจากคณะเทวีแห่งชะตากรรม หรือนอร์น (Norn)

นอร์น คือเทวีทั้งสามที่ล่วงรู้ทุกอย่าง คือผู้ดูแลคอยรดน้ำ ให้พฤกษาโลก คือผู้ปั่นทอเส้นใยชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกคนเมื่อเขาถือกำเนิด นอร์นประกอบด้วย อูร์ด (Urd) ผู้รู้แจ้งในอดีต, แวร์ดันดี (Verdandi) ผู้รู้แจ้งในสิ่งที่จะเกิดในปัจจุบัน และสกูลด์ (Skuld) ผู้มองเห็นอนาคต ความรู้ของคณะเทวีแห่งชะตากรรมนี้ แม้แต่โอดินซึ่งเป็นผู้ครอบครองความรู้ทั้งหมดก็ยังไม่สามารถมีได้

ดังนั้น พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้พระโอรสองค์หนึ่ง ซึ่งถือกำเนิดจากมารดาถึงเก้าคนและดำรงตำแหน่งเทพผู้พิทักษ์สวรรค์ คือ เทพเฮมดอลล์ (Heimdal) เข้าเฝ้า และทรงมีเทวโองการว่า

“เฮมดอลล์ เธอจงไปยังมิดกวร์ด ปลอมตัวปะปนอยู่ในสังคมมนุษย์ที่นั่น เพื่อให้พวกเขาได้ดำเนินไปสู่วิถีทางที่สูงส่งยิ่งขึ้น วันนี้ ประชาชนเหล่านี้เป็นคนดี เรียบง่ายและสัตย์ซื่อ แต่เขาทำงานหนักโดยไม่มีชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง ไม่มีอนาคตที่ผิดแผกกัน ด้วยเทวอำนาจของเธอ จงมอบอนาคตให้เขา โดยให้ลูกหลานของคนเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และความชำนาญในประพฤติเหตุต่างๆ ให้พวกเขาเป็นผู้สร้างผู้นำหรือผู้ตามในจำนวนที่เหมาะสม ให้แต่ละคนมีบทบาทและชะตากรรมของพวกเขาเอง เพื่อเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่จะได้เกิดขึ้น และผู้กล้าหาญและสูงส่งในหมู่คนเหล่านั้น ซึ่งพวกเขาจะเรียกว่า “วีรชน” จะได้มายังอัสกวร์ด เพื่อร่วมรบกับบิดาของเธอในวันสิ้นโลก”

เทพเฮมดอลล์ รับเทวบัญชาและจึงลงมาสู่โลกของเราโดยสะพานบีฟรอสต์ พระองค์มาพร้อมกับแตรเขาสัตว์ที่มีชื่อว่า กีอัลล์ (Giall) ซึ่งเสียงของมันจะดังกึกก้องไปทั่วทุกมุมโลก ในเวลาไม่นานนัก พระองค์จำแลงกายเข้าปะปนกับเหล่ามนุษย์ และทำให้เกิดนักรบคนแรกขึ้น มีชื่อว่า แฮร์เร (Herre) พระองค์ได้ ประทานความรู้ในการศึกแก่มนุษย์ผู้นี้

บุตรของแฮร์เรได้เป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งมิดกวร์ด หรือพระราชาแห่งเดนมาร์ก

พระราชาได้รวบรวมเหล่าผู้นำและนักรบที่กล้าหาญ เพื่อขยายอำนาจและรวบรวมเมืองต่าง ๆ ดังนั้น ในเวลาต่อมามนุษย์จึงรู้จักสงคราม และชาวไวกิ้งนิยมชมชอบการสงครามด้วยถือว่ามีเกียรติ ถือว่าเป็นวิถีแห่งสวรรค์ เพราะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า

และเมื่อเทพเฮมดอลล์เสด็จกลับสู่แดนสวรรค์ พระองค์ได้ทอดพระเนตรมหาปราสาทหลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จอยู่กลางทุ่งแห่งแสงสว่าง มันมีชื่อว่า วัลฮัลลา (Valhalla) หรือหอวีรชนแห่งโอดิน นี่คืออัครสถานที่ประกอบด้วยประตูถึง 540 แห่ง

แต่ละประตูนั้นกว้างใหญ่เพียงพอที่นักรบจำนวน 800 คน สามารถเดินผ่านได้ในเวลาเดียวกัน…!

วัลฮัลลาสร้างเสร็จแล้ว เพื่อรอดวงวิญญาณของนักรบที่ตายในสงครามอย่างกล้าหาญมาเป็นสมาชิก ไม่ว่า ณ ที่ใดที่เหล่ามนุษย์กำลังต่อสู้กันอย่างนองเลือด จอมเทพโอดินและคณะเทวีแห่งสงครามหรือวัลเคียร์ส (Valkyrs) [สื่อสมัยใหม่บางแห่งออกเสียง “วัลคีรีส์” – กองบรรณาธิการ] ซึ่งเป็นบริวารของพระองค์จะปรากฏเหนือท้องฟ้าเบื้องบนในลักษณะของกลุ่มเมฆหมอกดำทะมึนพร้อมกับเสียงหวีดหวิวของพายุอันน่าสะพรึงกลัว พระเป็นเจ้าและเหล่าเทพนารีของพระองค์จะทรงคัดเลือกเหล่าดวงวิญญาณของผู้กล้าที่ทอดร่างลงบนพื้นดิน ดวงวิญญาณของวีรชนนี้จะได้ โดยสารม้าศึกของนางฟ้าวัลเคียร์สผู้งดงามไปยังหอวัลฮัลลา

และที่นั่น พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตหลังความตายอย่างมีความสุข โดยดื่มกินอย่างเมามายในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยสุราอาหารที่ไม่มีวันหมดสิ้นทุกค่ำคืน ส่วนในตอนกลางวัน พวกเขาจะนำอาวุธคู่ชีพไปต่อสู้กันในทุ่งหญ้า พวกเขาจะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แต่พอถึงตอนเย็นผู้ตายจะกลับฟื้นคืนชีพ และไม่ว่าจะต่อสู้กันมาทั้งวันอย่างโหดร้ายเพียงใด ถึงตอนพลบค่ำพวกเขาจะกอดคอกันกลับสู่วัลฮัลลาเพื่อดื่มกินและฟังดนตรีอย่างสนุกสนาน

นี่คือกองทัพสวรรค์ในอนาคตของจอมเทพโอดิน ที่จะเพียงพอต่อการสัประยุทธ์ครั้งสุดท้ายในวันสิ้นโลก ตามคำแนะนำที่ทรงได้รับจากคณะเทวีแห่งชะตากรรมนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “กองทัพปิศาจแห่งวัลฮัลลา” เขียนโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2543

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 สิงหาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...