"มิโดริ" รีแบรนดิ้งผ้าอนามัย ทันสมัย ราคาเข้าถึงง่าย รุกตลาดออนไลน์
“มิโดริ” ปรับภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัย ให้ทันสมัย ชูจุดขาย ซึมซับดี ราคาเข้าถึงง่าย ลุยขายผ่านออนไลน์ เจาะคนรุ่นใหม่
วันที่ 18 สิงหาคม 2564 นางสาวรินทร์รฐา วัชระธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โมเดิร์น ซอฟท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าอนามัยมิโดริ เปิดเผยว่า หลังจากภาครัฐได้กำหนดให้สินค้าผ้าอนามัยแบบสอดจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องสำอาง โดยที่ผ่านมาผ้าอนามัยประเภทต่าง ๆ ก็อยู่ในกลุ่มเครื่องสำอางอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะทางภาครัฐได้ออกมาชี้แจงว่า ผ้าอนามัยทุกชนิดถูกจัดเก็บภาษีในรูปแบบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% เท่านั้น ไม่ได้มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมเหมือนกับกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยอื่น ๆ แต่การที่ภาครัฐกำหนดให้ผ้าอนามัยจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องสำอาง
บริษัทมองว่าเป็นผลดีต่อผู้บริโภค เนื่องจากจะได้รับความปลอดภัยจากการควบคุมมาตรฐานการผลิต และหากภาครัฐยกเลิกการเก็บภาษีได้ จะเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภคให้เข้าถึงสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันภาพรวมตลาดผ้าอนามัยในไทย พบว่า ผู้หญิงไทยใช้ผ้าอนามัย 140 ล้านชิ้น ต่อเดือน หรือ1,680 ล้านชิ้นต่อปี โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านต่อปี ผู้นำตลาดเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น 3 แบรนด์ จากอเมริกา 1 แบรนด์ มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันกว่า 97% ส่วนในด้านการแข่งขัน เจ้าตลาดยังคงเป็นแบรนด์ต่างประเทศ เพราะเข้ามาทำตลาดเป็นรายแรก ๆ โดยพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ในยังเน้นการซื้อสินค้าที่มีความคุ้มค่า โดยพิจารณาจากราคาเป็นหลัก สำหรับผ้าอนามัยมิโดริเป็นแบรนด์ไทย ผลิตในไทย เข้ามาทำตลาดไม่นาน ที่ผ่านมาผู้บริโภคยังติดภาพลักษณ์ของแบรนด์อยู่
สำหรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ บริษัทได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยมิโดริ อย่างต่อเนื่อง ด้วยการชูจุดแข็งในด้านการใช้งาน ทั้งการซึมซับที่ดี และราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งจากการศึกษาและวิจัยพบว่าผ้าอนามัยแบรนด์ชั้นนำของโลกต่างก็เลือกใช้ FLUFF PULP (WOOD PULP) และ SUPER ABSORBENT POLYMER (Sodium polyacrylate) ผ้าอนามัยมิโดริรุ่นใหม่ ได้เลือกใช้ FLUFF PULP ของอเมริกา และ ABSORBENT POLYMER ของญี่ปุ่น มาใช้ในการผลิตผ้าอนามัย
ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการตลาดในรูปแบบการทำในแบรนด์ของลูกค้า หรือ OEM แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องนำผลิตภัณฑ์กลับมารีแบรนดิ้ง พร้อมปรับภาพลักษณ์และแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ดูทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นสื่อสารแบรนด์และขยายช่องทางจำหน่าย ผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ LAZADA, SHOPEE, KONVY, WE LOVESHOPING และ BERAUTYCOOL เป็นหลัก