โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่ออังกฤษ ทูลเกล้าฯ ถวายยศ “พลเอกพิเศษ” แด่รัชกาลที่ 6

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ก.พ. 2565 เวลา 06.07 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2564 เวลา 07.53 น.
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดพลเอกแห่งกรมทหารราบเบาเดอรัม (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ รหัสภาพ 22 M00032)

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ประเทศต่างๆในยุโรปก็แบ่งเป็น 2 ฝ่าย หนึ่งคือฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยอังกฤษ, ฝรั่งเศส, รัสเซีย หนึ่งคือฝ่ายมหาอำนาจกลางที่นำโดยเยอรมัน, ออสเตรีย-ฮังการี, ตุรกี แม้สมรภูมิรบส่วนใหญ่อยู่ในทวีปยุโรป แต่ก็ใช่ว่าไม่มีผลกระทบกับประเทศอื่น เช่น ประชาชนชาติอื่นที่ต้องเดินทางติดต่อค้าขายกับยุโรป, ความขัดแย้งระหว่างบรรดาผู้นำชาติเดียวกันที่เคยเป็น “ศิษย์เก่า” ของสำนักวิชาการต่างในยุโรป  

สำหรับประเทศไทย แม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้สยาม และคนในบังคับสยามเป็น “กลาง” ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 หากบรรดาเจ้านายของสยามเวลานั้น ต่างก็มีทัศนะที่แตกต่างเพราะทรงศึกษาหรือดำรงพระชนมชีพอยู่ในประเทศนั้นๆ เป็นเวลานาน จึงมี “ใจ” เอนเอียงสนับสนุนประเทศที่เคยประทับ ซึ่งพอจะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายได้ดังนี้

กลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ รัชกาลที่ 6  และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา  ที่ทรงเป็นนักเรียนเก่าของประเทศอังกฤษ,  สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงเป็นนักเรียนทหารเก่าของรัสเซีย, สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ ด้วยทรงเชื่อว่าฝ่ายมหาอำนาจกลางเป็นผู้ก่อสงคราม

กลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายมหาอำนาจกลาง ได้แก่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต, สมเด็จฯ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ต่างมีพระหทัยต่อประเทศเยอรมนี  โดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต สมเด็จฯ กรมหมื่นชัยนาทนเรนทร เคยเสด็จไปงานออกร้านเพื่อหาเงินบํารุงสภากาชาดเยอรมนี ที่ชาวเยอรมันในประเทศสยามจัดขึ้น และทรงร่วมบริจาคเงินสมทบทุนให้แก่สภากาชาดเยอรมนีเป็นจํานวนมาก ซึ่งหนังสือพิมพ์เทกลิเชอ รุนด์เชา (Tigliche Rundschau) ฉบับวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2459 ได้นำเสนอข่าวดังกล่าว

หรือสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ที่ทรงส่งโทรเลขมาปรึกษาสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต และ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เรื่องการจะเข้าร่วมรบกับกองทัพเยอรมนี เพราะขณะเกิดสงครามนั้น พระองค์ทรงรับราชการอยู่ในกองทัพเรือเยอรมนี การเสด็จนิวัติประเทศโดยไม่ทรงเข้าร่วมรบจะเสียพระเกียรติทางทหาร หากรัชกาลที่ 6 ทรงไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต และยังมีพระบรมราชโองการให้ลาออกจากกองทัพเรือเยอรมนี เพื่อรักษาสถานะประเทศที่เป็นกลางของสยาม ซึ่งพระองค์ก็ทรงปฏิบัติตามรับสั่ง

หากในเวลาต่อมา ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

ด้วยรัชกาลที่ 6 ทรงใช้สงครามครั้ง เสริมสร้างภาพลักษณ์ทางการทหารและผู้นำให้แก่พระองค์ และเป็นการยกระดับสถานะของสยามให้เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติยิ่งขึ้น  แล้วพระองคืก็ทรงเริ่มนำสยามเข้าร่วมสงคราม  โดยใน พ.ศ. 2458 รัชกาลที่ 6 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 10,000 ปอนด์ ให้แก่ครอบครัวของนายทหารในกรมทหารเบาเดอรัมที่เสียชีวิตในระหว่างสงคราม และใน พ.ศ. 2459 พระราชทานเงินช่วยเหลืออีก 1,000 ปอนด์ ซึ่งการพระราชทานเงินดังกล่าวนั้น พระองค์ทรงปรึกษากับสมเด็จฯ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ที่ถวายคําแนะนําว่าให้ทรงกระทําในฐานะ “ทหารเก่า”

ด้วยเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 6 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy, Sandhurst) แล้ว ได้ทรงเข้าประจําการในกรมทหารราบเบาเดอรัม(Durham Light Infantry)  ที่ North Camp เมือง Aldershot โดยเสด็จไปประจําหน่วยภูเขาที่ 6 ค่ายฝึกทหารปืนใหญ่ที่เมือง Okehampton และไปทรงศึกษาที่โรงเรียนปืนเล็กยาวที่เมืองไฮท์ (School of Musketry of Hythe) ทรงได้รับประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแม่นปืน

22  กันยายนยน พ.ศ. 2459 พระเจ้ายอร์ชที่ 5 แห่งประเทศอังกฤษ ถวายยศพลเอกพิเศษกองทัพบกของประเทศอังกฤษ แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระมหากษัตริย์แห่งประเทศอังกฤษ ไม่เคยพระราชทานยศทหารให้แก่พระมหากษัตริย์ของประเทศใดมาก่อนเลย หลังจากนั้นประมาณ 5 วัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็พระราชทานยศพลเอกพิเศษแห่งกองทัพสยาม แด่พระเจ้ายอร์ชที่ 5 แห่งประเทศอังกฤษเช่นกัน

ซึ่งทั้งสองประเทศต่างมีวัตถุประสงค์ของตนเอง

อังกฤษต้องการให้ทรงมีพระบรมราชโชบายที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอังกฤษ ไม่ว่าพระองค์จะนำสยามเข้าร่วมสงครามหรือไม่ก็ตาม และเมื่อสงครามสิ้นสุดลงทางรัฐบาลอังกฤษก็จะไม่เสียผลประโยชน์ในที่มีอยู่ในสยาม

ขณะที่ไทยเองก็ต้องการส่งเสริมภาพลักษณ์ทางการทหารแก่รัชกาลที่ 6 และกองทัพบกสยาม  ทั้งทรงคาดหวังว่าหากสยามเข้าร่วมกับฝ่ายที่ชนะสงคราม หลังสงครามยุติลง จะสามารถขอเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่เคยทำไว้กับชาติต่างๆ ได้  สุดท้ายรัชกาลที่ 6 ก็ทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามต่อฝ่านมหาอำนาจกลางในวันที่ 22 กรกฎาคม 2460

ข้อมูลจาก

เทพ บุญตานนท์. การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2559

บัว ศจิเสวี. “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์เดียว ที่ทรงได้รับยศพลเอกพิเศษกองทัพบกอังกฤษ” วชิราวุธานุสรณ์สาร วารสารมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พะบาทสมเด็จพระมุลกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีที่ 4 ฉบับที่ 1, 1 มกราคม 2527

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ : 16 ตุลาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...