โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำ ‘ค่าไฟ’ ให้เป็น ‘ค่าแฟร์’ TDRI เสนอลด ‘ต้นทุน’ ผลิตไฟฟ้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 เม.ย. 2568 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2568 เวลา 23.38 น.

ในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้กล่าวในหัวข้อ ทำอย่างไรให้ “ค่าไฟ” เป็น “ค่าแฟร์” ในงานสัมมนา PDP 2025(24) ความเงียบราคาค่าไฟแพงกับการลงทุนที่ประชาชนไม่มีเสียง

โดยเห็นว่า ในระหว่างการร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ หรือ PDP 2025(2024) ซึ่งผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากว่า 10 เดือนแล้วนั้น โดยในระหว่างที่รอแผน PDP ฉบับใหม่ รัฐบาลได้ใช้วิธีการ “ตรึงราคาค่าไฟฟ้า” ก็ได้ส่งผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดปัญหา “สภาพคล่อง” ของ กฟผ.ที่แบกรับภาระต้นทุนส่วนต่างของค่า Ft ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งมีผลต่อการคำนวณค่า Ft ในแต่ละงวดมาโดยตลอด

โดย น.ส.อารีพรจึงได้เสนอให้ “เขย่า” โครงสร้างค่าไฟในการจัดทำแผน PDP ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ด้วยการให้ความสำคัญในการ “ปฏิรูปต้นทุน” ค่าไฟตามห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ได้ค่าไฟที่เป็นค่าแฟร์ หรือความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจากโจทย์ค่าไฟฟ้าปัจจุบันที่ 4.15 บาท/หน่วยต้นทุนค่าไฟฟ้านั้น ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า 3.13 บาท หรือคิดเป็น 80% ของต้นทุนทั้งหมด ต้นทุนของระบบการจัดส่ง 0.24 บาท หรือคิดเป็น 5% และต้นทุนระบบจัดจำหน่าย 0.54 บาท หรือคิดเป็น 13% ค่า Ft 0.06 บาท หรือคิดเป็น 1%

ซึ่งจะเห็นว่า ต้นทุนส่วนใหญ่จะมาจากเชื้อเพลิง ค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า “ภาครัฐจำเป็นจะต้องเร่งเข้าไปพิจารณาเพื่อปรับส่วนที่เป็นต้นทุนของระบบการผลิตอย่างไร เพื่อให้เป็นค่าไฟฟ้าที่เป็นค่าแฟร์” น.ส.อารีพรกล่าว

ทั้งนี้ต้นทุนระบบการผลิตไฟฟ้าที่ปรับได้จะมีอยู่ 3 ส่วนคือ 1) โครงสร้างราคาก๊าซ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญที่สุด (Pool Gas) จะต้องสะท้อนการแข่งขันการนำเข้าก๊าซ LNG ที่เป็นธรรม จากปัจจุบันราคา Pool Price คำนวณราคา Pool จากผู้นำเข้า LNG ที่ได้รับอนุญาต (Shipper) เสนอเข้ามา ไม่ได้พิจารณาจาก Shipper ที่เสนอราคา LNG ถูกที่สุด

2) การคิดค่าผ่านท่อและค่าแปรสภาพปัจจุบันยังไม่สะท้อนต้นทุนใช้งานที่แท้จริง โดยมีปัจจัยที่จะส่งผลต่อการคำนวณ “ต้นทุน” ค่าผ่านท่อก๊าซ ได้แก่ ผลตอบแทนจากเงินลงทุนจะต้องคิดจากท่อก๊าซที่มีการใช้งานอยู่แล้วเท่านั้น อายุโครงการที่มีการลงทุนยังคงมีการบันทึกค่าเสื่อมราคา แม้ว่าท่อก๊าซเส้นนั้นจะใช้งานมานานจนคืนทุนไปแล้ว

และระบบการจองท่อ (TSO Code) ยังมีการจองท่อจาก Shipper ที่อาจไม่ได้ถูกใช้งานจริง

นอกจากนี้ในอนาคตจะมีการก่อสร้าง LNG Terminal 3 ปริมาณจัดเก็บก๊าซ 500,000 ลบ.ม. เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานในการนำเข้าก๊าซ LNG ที่จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มี LNG Terminal 1-2 ใช้งานอยู่แล้ว โดยการก่อสร้าง LNG Terminal 3 จะมีต้นทุนในการก่อสร้างสูงถึง 48,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนจำนวนนี้จะต้องถูกส่งผ่านมายังการคำนวณค่าไฟฟ้าในอนาคตด้วย

จ่ายค่า AP เดือนละ 2,500 ล.

และ 3) ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ที่ผ่านมาจากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ “สูงเกินจริง” ไปมาก จนทำให้สำรองไฟฟ้าของประเทศมีมากกว่า 37% จากที่ควรอยู่ที่ 16% เมื่อคาดการณ์ผิดก็จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเข้ามาในระบบเพิ่มมากขึ้น โดยที่โรงไฟฟ้าเหล่านั้น “ไม่ได้ถูกสั่งให้เกินเครื่องผลิตไฟฟ้า แต่ กฟผ.ต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (AP)” ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

โดยในปี 2567 ปรากฏมีโรงไฟฟ้าที่ไม่ถูกสั่งให้เดินเครื่องถึง 5 โรง ได้แก่ โรงไฟฟ้า จ.สระบุรี, โรงไฟฟ้า จ.พระนครศรีอยุธยา,โรงไฟฟ้า จ.ราชบุรี, โรงไฟฟ้า จ.ชลบุรี และโรงไฟฟ้า จ.ระยอง ต้องเสียค่าความพร้อมจ่าย (AP) เดือนละ 2,500 ล้านบาท

และหากจ่ายค่าความพร้อมจ่ายตามจริงก็จะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ 34 สตางค์/หน่วย (ถ้าจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนเท่ากับปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ กฟผ.ซื้อเท่านั้น จะสามารถประหยัดเงินได้มากถึง 55,042 ล้านบาท)

ดังนั้น “ค่าความพร้อมจ่าย (AP)” จึงนับเป็นต้นทุนของระบบการผลิตไฟฟ้าที่สูงมาก ซึ่ง น.ส.อารีพรได้เสนอให้ “ยกเลิก” การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ไม่จำเป็น หรือปรับปรุงแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟระยะยาวให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนร่วมรับผิดชอบต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และต้องเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนให้ลดค่า AP ในแต่ละงวดลง โดยอาจใช้วิธี “ยืดอายุ” สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวขึ้น

อนาคตของแผน PDP

อย่างไรก็ตาม อนาคตของแผน PDP 2025(2024) นั้น น.ส.อารีพรได้ตั้งข้อสังเกตว่า จากเป้าหมายในปี 2037 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนของไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นถึง 51% จากแผน PDP ปี 2018 R.1 ที่มีสัดส่วนแค่ 36% เพื่อที่จะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนด้านพลังงานสะอาดหรือ Carbon Neutrality ในปี 2050 ที่ 74% แต่สะท้อนความเป็นจริงเมื่อดูสัดส่วนพลังงานสะอาดปัจจุบันที่มีเพียง 10% เท่านั้น แต่เมื่อดูความต้องการการใช้พลังงานสะอาดในปี 2030 ที่ 40% และมองว่า “เป้าหมายที่อยู่ในแผนนั้นช้าไปหรือไม่”

นั่นหมายถึง การรั้งประเทศไทยให้เข้าสู่ไฟฟ้าพลังงานสะอาด จาก 3 เหตุผลคือ 1) คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริง 2) ประเมินประสิทธิภาพของ Energy Technology ต่ำเกินไป โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ผลิตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดแสงอาทิตย์ เห็นได้จากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลงถึง 87% และต้นทุนการกักเก็บพลังงานถึง 85% ทั้งยังพบว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

คาดการณ์ว่า ปี 2030 จากปี 2023 จะถูกลงถึง 27% รวมไปถึงโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มลดลงด้วย แต่ก็ยังมีข้อกังวลถึงเทคโนโลยีการกักเก็บและสมาร์ทกริด และ 3) การยึดติดกับระบบผู้ซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer) ทำให้กิจการไฟฟ้าประเทศไทยมีผู้ผลิตน้อยราย ราคาค่าไฟไม่เป็นตามกลไกตลาด และยังไม่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและภาคประชาชนในการเร่งการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด จะเห็นว่า “ไม่มีการพูดถึงโซลาร์ภาคประชาชนเลย”

ต่อคำถามที่ว่า หากร่างแผน PDP 2025(2024) ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอแนะข้างต้น ในประเด็นนี้ น.ส.อารีพรเห็นว่า จะนำไปสู่ปัญหาและกระทบต่อ “สมดุลพลังงาน” ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น การตั้งเป้าไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ต่ำเกินไป รวมไปถึงการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน “และเพื่อให้มีการสร้างสมดุลของพลังงาน จึงควรที่จะมีการพิจารณาร่างแผน PDP ตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกให้ถูก ด้วยการปรับความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ปรับบทบาทโรงไฟฟ้าก๊าซ

และที่สำคัญก็คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้แผน PDP ที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำ ‘ค่าไฟ’ ให้เป็น ‘ค่าแฟร์’ TDRI เสนอลด ‘ต้นทุน’ ผลิตไฟฟ้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...