โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Back to Starbucks” เจาะแผนคืนชีพร้านกาแฟระดับโลก จะกลับมายืนหนึ่งอีกครั้งได้หรือไม่?

Thairath Money

อัพเดต 01 พ.ค. 2568 เวลา 05.22 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 05.02 น.
ภาพไฮไลต์

ถ้ามีแบรนด์ไหนที่เคยเปลี่ยน “การดื่มกาแฟ” ให้กลายเป็น “วิถีชีวิต” จนคนทั่วโลกยอมต่อแถว ถือแก้วโลโก้นางเงือกเขียวเป็นแฟชั่น นั่นคือ Starbucks แตทำไมวันนี้แบรนด์ร้านกาแฟระดับโลกที่เคยยืนหนึ่งกว่า 50 ปี กำลังเผชิญกับคำถามใหญ่ครั้ง่สำคัญ

ยอดขายที่ดิ่งลง คู่แข่งที่รุกคืบ ประสบการณ์ร้านที่ไม่พิเศษเหมือนเก่า และภาพลักษณ์ที่เริ่มสั่นคลอน แบรนด์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเมืองกำลังสูญเสียมนต์ขลังโดยไม่รู้ตัว

Thairath Money คอลัมน์ BrandStory ครั้งนี้เรามาเจาะปัญหาใหญ่ที่แบรนด์ร้านกาแฟระดับโลกอย่างสตาร์บัคส์ “Starbucks” กำลังเผชิญ ย้อนเรื่องราวจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบัน เมื่อจุดแข็งในอดีตเริ่มกลายเป็นจุดอ่อน สูญเสียความนิยมจนเริ่มส่งผลกระทบต่อยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทำไมคนกำลังหันหน้าหนีให้กับแบรนด์ที่เคยยิ่งใหญ่

Starbucks กำลังสิ้นมนต์ขลังจริงหรือไม่? และ ‘Back to Starbucks’ แผนคืนชีพของซีอีโอคนใหม่จะทำให้แบรนด์กลับมายืนหนึ่งอีกครั้งได้จริงหรือ?

จากร้านขายเมล็ดเล็ก ๆ ที่หัวมุมตลาด สู่เชนร้านกาแฟที่ขยายไปทุกมุมโลก

เมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้นของยักษ์ใหญ่แห่งวงการกาแฟรายนี้ ย้อนกลับไปในปี 1971 เรื่องราวของ Starbucks เริ่มต้นจาก 3 หนุ่ม เจอร์รี บอลด์วิน (Jerry Baldwin), เซฟ ซีเกิล (Zev Siegl) และกอร์ดอน โบว์เกอร์ (Gordon Bowker) ร่วมกันเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองซีแอตเทิล มลรัฐวอชิงตัน โดยใช้ชื่อว่า“Starbucks Coffee, Tea & Spices” และเริ่มต้นจากเป็นโรงคั่วที่เน้นขายเมล็ดกาแฟและอุปกรณ์คุณภาพสูงจากทั่วโลกให้กับร้านกาแฟในท้องถิ่น โดยทั้งสามได้หยิบชื่อของกัปตันเรือ Pequod จากนวนิยายคลาสสิก Moby-Dick ที่ชื่อว่า Starbucks มาใช้

กระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปี 1980 เมื่อ โฮเวิร์ด ชูลท์ซ (Howard Schultz) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดในขณะนั้นได้เสนอไอเดียปรับโฉม Starbucks ให้เป็นมากกว่าร้านกาแฟค้าปลีก หลังจากที่เขาได้เดินทางไปอิตาลีและตกหลุมรักวัฒนธรรมการกินกาแฟของคนที่นั่น โดยเฉพาะ ‘Espresso Bar’ ที่ผู้คนไม่เพียงแค่มาซื้อกาแฟ แต่ยังมานั่งพูดคุยพบปะสังสรรค์เหมือนเป็นศูนย์กลางของชุมชน ซึ่งเขาต้องการนำสิ่งนี้มาสู่สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตามทั้งสามผู้ก่อตั้งไม่ซื้อไอเดียนี้เพราะไม่อยากลงทุนเพิ่ม เพราะมองว่าตอนนั้นคนอเมริกันไม่ได้นิยมดื่มเอสเปรสโซช็อตเข้ม ๆ หรือมีวัฒนธรรมเหมือนคนอิตาลี ทำให้ชูลท์ซตัดสินใจลาออกไปเปิดคาเฟ่สไตล์อิตาเลียนของตัวเองที่ชื่อว่า“IL Giornale” โดยมี Starbucks เป็นนักลงทุนรายแรกพ่วงตำแหน่งซัพพลายเออร์เมล็ดกาแฟให้กับร้านอีกด้วย

ต่อมาในปี 1987 ชูลท์ซก็ได้กลายเป็นผู้รับช่วงต่อ Starbucks เมื่อผู้ก่อตั้งทั้งสามต้องการที่จะวางมือ ประกาศขายกิจการ พร้อมโรงคั่วและร้านค้าทั้งหกแห่งในซีแอตเทิล ชูลท์ซที่มี Il Giornale อยู่แล้วเข้าเทคโอเวอร์แบรนด์ทันที พร้อมกับตัดสินใจที่จะขยายอาณาจักรร้านกาแฟของเขาต่อทั้งหมดในชื่อ“Starbucks Coffee” ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 1990 เป็นต้นมา

The Third Place ร้านกาแฟอันเป็นที่รักของคนทั่วโลก

ความสำเร็จของ Starbucks ส่วนใหญ่เกิดจากผลงานของเขาที่ได้เปลี่ยนการดื่มกาแฟให้กลายเป็นกิจกรรมทางสังคม ชูลท์ซทำให้ Starbucks กลายเป็น‘พื้นที่ที่สาม’ (The Third Place) ต่อเนื่องจากบ้านและที่ทำงานจากแรงบันดาลใจของบาร์กาแฟสไตล์อิตาลี

เขาตั้งใจทำให้ร้านกลายเป็นห้องนั่งเล่นขนาดย่อม มีดนตรีเปิดคลอ บรรยากาศอบอุ่น Starbucks เป็นหนึ่งในเครือร้านใหญ่แห่งแรก ๆ ที่ให้บริการ Wi-Fi ฟรีแก่ลูกค้าในร้าน ทำให้ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับกาแฟขณะทำงานหรือแฮงค์เอาท์กันได้แบบชิลล์ ๆ และที่สำคัญยังได้รับบริการพรีเมียมจากบาริสต้าที่ให้บริการอย่างใส่ใจ

หลังจากนั้นเส้นทางของ Starbucks ก็ดึงดูดผู้คนได้ด้วยสิ่งที่มากกว่ารสชาติกาแฟ Starbucks ได้กลายเป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่โดดเด่นเรื่อง “ประสบการณ์” และ “ไลฟ์สไตล์” ที่มอบให้ลูกค้าจนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นไอคอนของ “คนเมืองยุคใหม่” จนแทบจำไม่ได้ว่าโลกเป็นอย่างไรก่อนที่จะมี Starbucks อยู่ทุกมุมถนนใหญ่ในเมือง Starbucks กลายเป็นจุดนัดพบยอดนิยม และมากไปกว่านั้นที่การถือแก้ว Starbucks ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ความพรีเมียมราวกับเป็นเครื่องประดับ

ในปี 1992 Starbucks เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ครั้งแรก จากนั้นก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่แบรนด์ระดับโลกที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 40,000 แห่ง ทำรายได้แตะรับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ขึ้นแท่นบริษัทกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจมาได้หลายครั้ง อย่างไรก็ตามการที่ Starbucks เสื่อมความนิยมลงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มันคือการล่มสลายอย่างช้า ๆ …

จุดเสื่อมความนิยมที่ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน

หลงทางจากตัวตนดั้งเดิม

เมื่อแบรนด์เติบโตแบบเร่งสปีด ในแง่ “ประสบการณ์” ที่เคยพิเศษอบอุ่น กลายเป็น “ระบบ” Starbucks เคยประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องนวัตกรรม การนำเทรนด์คาเฟ่และเมนูกาแฟที่หลากหลาย แต่ตอนนี้พึ่งพาแอปฯ และเมนูสั่งพิเศษมากเกินไป

ระบบจัดการออเดอร์เริ่มกลายเป็นอุปสรรคใหญ่จากช่วงโควิดที่ออเดอร์ออนไลน์หลั่งไหลจนกระทบหน้าร้าน แม้จะพยายามปรับตัวด้วยเทคโนโลยีและเมนูปรับแต่งตามใจ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความวุ่นวาย คำสั่งซื้อที่ซับซ้อนจนพนักงานสับสน ระบบแอปล่มหรือรอนาน ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าห่างไกลจากความเรียบง่ายและคุณภาพในอดีต ซึ่งนั่นคือจุดที่ความผูกพันกับลูกค้าเริ่มลดลงอย่างช้า ๆ

ผู้คนเริ่มรู้สึกว่ากาแฟ Starbucks ไม่ต่างจากร้านแฟรนไชส์อื่น ๆ ถึงแม้จะมีเมนูใหม่ออกมา แต่ประสบการณ์กลับไม่ต่างจากเดิม และที่มากไปกว่านั้นคือกลายเป็นแค่ร้านกาแฟที่สั่งผ่านแอปแล้วรอรับแบบเร่งด่วน ไม่ใช่ “พื้นที่พิเศษ” อีกต่อไป

ราคาแพงจนคนเริ่มถอย

ในสหรัฐอเมริการวมถึงในหลายประเทศ ลูกค้ามองว่ากาแฟของ Starbucks แพงเกินไป (ประมาณ 6 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 200 บาทต่อแก้ว) เมื่อเทียบกับรายได้และค่าครองชีพที่สูงขึ้น หลายคนเริ่มมองหาทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
นอกจากนี้ในยุคของ ลักซ์แมน นาราซิมฮาน (Laxman Narasimhan) ที่นั่งเก้าอี้ซีอีโอในช่วงปี 2023 ได้เลือกที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าขึ้นอีกเพื่อสู้เงินเฟ้อ ตามมาด้วยการอัดโปรโมชั่นส่วนลดจำนวนมาก อย่างไรก็ตามยอดการทำธุรกรรมกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าเลือกที่จะใช้ส่วนลดและโปรโมชันแทนการจ่ายเงิน
ไม่ใช่ตัวเลือกแรกอีกต่อไป

ขณะเดียวกันธุรกิจกาแฟที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คู่แข่งหน้าใหม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเชนร้านกาแฟจากจีน ซึ่งเป็นตลาดกาแฟที่ใหญ่อันดับสองของ Starbucks กลายเป็นสมรภูมิเดือด ที่ปัจจุบัน Starbucks พ่ายแพ้และเสียพื้นที่ให้กับคู่แข่งท้องถิ่นอย่าง Luckin Coffee ที่ขายถูกกว่า เร็วกว่า และเข้าใจผู้บริโภคท้องถิ่นมากกว่า หรือในแต่ละประเทศอื่น ๆ ที่มีร้านกาแฟโลคอลหรือคาเฟ่สโลว์บาร์ ทุกคนทำกาแฟคุณภาพดีขึ้นในราคาถูกกว่า ทำให้ Starbucks ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของผู้บริโภคอีกต่อไป

กระแสบอยคอตต์จากประเด็นการเมืองโลก

ในประเทศมุสลิมหลายแห่ง Starbucks เผชิญกับกระแสบอยคอตต์จนกระทบต่อยอดขายในตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากท่าทีของบริษัทที่เกี่ยวโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลาดเหล่านี้เคยเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของแบรนด์ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นจุดที่เติบโตไม่ได้

ยอดขายติดลบ 4 ไตรมาสติดกัน

ปี 2024 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อ Starbucks เผชิญกับยอดขายที่ลดฮวบ ท่ามกลางแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพแรงงาน การเบิร์นเอาท์จากระบบจัดการที่ไม่เพียงพอ ระบบจัดการคำสั่งซื้อที่ไม่ไหลลื่นและการแข่งขันที่ดุเดือด

ผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2025 ที่แสดงให้เห็นยอดขายจากสาขาทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง 4 ไตรมาสติดต่อกัน ในสหรัฐฯ ตลาดหลักรายได้ลดลง 3% และจำนวนลูกค้าเข้าใช้บริการลดลง 7% ในจีน ตลาดใหญ่ลำดับสอง ยอดขายร่วงหนักถึง 11% ขณะที่คู่แข่งอย่าง Luckin Coffee ที่ขายราคาถูกกว่าเกือบครึ่ง กลับมีสาขาเกิน 16,000 แห่ง แซง Starbucks ไปแล้วในจีน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาของ Starbucks ไม่ใช่แค่ระยะสั้น แต่เป็นวิกฤตศรัทธาที่ลึกกว่านั้นว่า Starbucks กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องแบรนด์ ความสัมพันธ์กับลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

Back to Starbucks

อย่างไรก็ตามในปี 2025 Starbucks ภายใต้การนำของ ไบรอัน นิคโคล (Brian Niccol) ผู้เคยปลุกชีพแบรนด์ Chipotle จากวิกฤต เข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์“Back to Starbucks” ตั้งเป้าจะดึงเอาแก่นแท้ของแบรนด์ให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

โดยการพา Starbucks เข้าสู่เฟสใหม่ของแผนการฟื้นฟู ทั้งการรีแบรนด์บรรยากาศภายในร้าน การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับพนักงานทั่วโลก ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์ที่กลับมา “ฟังเสียงคนในองค์กร” มากกว่าที่ผ่านมา

ปี 2025 จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่เป็นปีแห่งการ “กู้คืนตัวตนของแบรนด์” อย่างแท้จริง ที่นิคโคลตั้งใจให้ Starbucks กลับไปยืนอยู่ในใจของลูกค้าอีกครั้ง ทั้งในฐานะร้านกาแฟคุณภาพสูง พื้นที่แห่งการพบปะ และสถานที่ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ

นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์ระดับโลกต้องเผชิญกับทางแยก แม้ทางข้างหน้าจะยังอีกยาวไกล แต่ Starbucks กำลังค่อย ๆ แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ Starbucks กำลังทำอยู่อาจไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด แต่อาจเป็นการเริ่มต้นใหม่… อย่างแท้จริง คำถามคือ Starbucks จะกลับมายืนหนึ่งได้อีกครั้งหรือไม่? หรือสุดท้ายจะกลายเป็นเพียงแบรนด์ที่ "อยู่รอด" แต่ “ไม่ถูกเลือก" เราคงต้องติดตามเอาใจช่วยต่อไป

อ่านเพิ่มเติม “Back to Starbucks” แผนคืนชีพแบรนด์ร้านกาแฟระดับโลก ของ Brian Niccol ซีอีโอคนใหม่

รับชมรายการเต็ม ยักษ์กาแฟ Starbucks ถึงยุคสิ้นมนต์ขลัง ?| BrandStory

อ้างอิงข้อมูล Forbes , WSJ ,Bloomberg , BBC , Eater , CoffeeTalk, Starbucks

คลิกอ่านคอลัมน์ "BrandStory" เพิ่มเติม

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...