โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 01.37 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 มี.ค. 68 8:36: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ 69.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 27 เซนต์ หรือ 0.39%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพ.ค. ปิดที่ 74.03 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 24 เซนต์ หรือ 0.33%

ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังนักลงทุนประเมินถึงการปรับลดอุปทานน้ำมันดิบของสหรัฐฯ รวมไปถึงภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก

*** ผู้บริหารบริษัทน้ำมันเตือนว่า การขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคำประกาศ ขุดเจาะน้ำมันเต็มสูบ สร้างความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานที่เริ่มส่งผลต่อการลงทุนแล้ว โดยผู้บริหารเหล่านี้วิจารณ์ทรัมป์อย่างตรงไปตรงมา ในการตอบแบบสำรวจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาดัลลาส

หนึ่งในผู้บริหารกล่าวว่า ความวุ่นวายของรัฐบาลทรัมป์ คือหายนะสำหรับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ คำประกาศ ขุดเจาะน้ำมันเต็มสูบ เป็นแค่คำปลุกใจแบบประชานิยมเท่านั้น นโยบายภาษีนั้นคาดเดาไม่ได้และไม่มีเป้าหมายชัดเจน เราต้องการความมั่นคงมากกว่านี้ พร้อมกันนี้ ผู้บริหารหลายคนระบุว่า การขึ้นภาษีเหล็กของทรัมป์ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และสร้างความยากลำบากในการวางแผนโครงการในอนาคต

*** ประธานบริหารของ Banco Santander เปิดเผยว่า มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์กำลังสร้างภาระให้กับผู้บริโภคในประเทศ โดยอาจส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ มากกว่ายุโรปในระยะสั้น ภาษีศุลกากรคือ ภาษีชนิดหนึ่ง และมันคือภาษีที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ซึ่งในท้ายที่สุด เศรษฐกิจก็ต้องแบกรับต้นทุนนี้ การเติบโตจะลดลง ในขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น หากปัจจัยอื่น ๆ คงที่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาตรการภาษีนำเข้าจำนวนมากนับตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ในเดือนม.ค. ซึ่งบางครั้งก็มีการระงับหรือยกเลิกไปบางส่วน โดยทรัมป์ตั้งเป้า ส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและลดขาดดุลการค้า ระหว่างชาติเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกกับชาติคู่ค้า

*** จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการการว่างงานรายใหม่ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่อัตราการว่างงานในเดือนมี.ค.ดูเหมือนจะทรงตัว โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 คน เป็น 224,000 คน (หลังปรับตามฤดูกาลแล้ว) ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 22 มี.ค. ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ที่คาดไว้ 225,000 คน

*** ผลกำไรบริษัทสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4 จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและความสามารถในการปรับราคาสินค้า แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากมาตรการภาษีกำลังสร้างความท้าทายให้กับธุรกิจ โดยนักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า อาจนำไปสู่การปลดพนักงานเพื่อรักษากำไร

รายงานล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัวในไตรมาสที่ผ่านมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย จากการเร่งซื้อสินค้าราคาสูงเช่นยานยนต์ก่อนที่ภาษีนำเข้าจะมีผล

โดยกำไรจากการผลิตในปัจจุบัน ซึ่งรวมการประเมินมูลค่าสินค้าคงคลังและการปรับค่าใช้จ่ายกินทุน พุ่งขึ้น 204,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือในอัตรา 5.4% สู่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่แล้ว

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดภาษีรถยนต์นำเข้าที่ 25% จากทุกชาติ ส่งผลให้สงครามการค้าโลกขยายวงกว้าง กระตุ้นคาดการณ์ว่าต้นทุนรถยนต์และสินค้าอื่น ๆ จะพุ่งสูงขึ้น แต่ไม่ช่วยคลี่คลายความเห็นแย้งว่า มาตรการของรัฐบาลทรัมป์จะส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไร ทำให้ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะคงอัตราดอกเบี้ย โดยการสำรวจแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นที่ลดลง ซึ่งเฟดกำลังจับตาดูว่าข้อมูลนี้จะส่งผลต่อข้อมูล ที่ชัดเจน เช่น อัตราการว่างงานที่ยังคงต่ำหรือไม่ นอกจากนี้ ยังจับตาดูว่าความวิตกกังวลของครัวเรือนและธุรกิจต่อราคาที่พุ่งสูงขึ้น จะกระตุ้นให้เงินเฟ้อที่เคยลดลงกลับมาเพิ่มสูงอีกครั้งหรือไม่

*** อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังสั่นคลอนจากมาตรการขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเทสล่า เป็นบริษัทที่ดูจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าคู่แข่งรายอื่น โดยหุ้นของบริษัทเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทยานยนต์ที่ยังทรงตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานและผลประกอบการของเทสล่า อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากมาตรการภาษีครั้งนี้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่เทสล่ามีการผลิตและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศเป็นหลัก

*** นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้ จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีแผนลดตำแหน่งพนักงานประจำลง 10,000 อัตรา ในแผนกต่าง ๆ เพื่อปรับโครงสร้างหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐบาลกลาง โดยการลดตำแหน่งงานครั้งนี้ เป็นส่วนเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากการลาออกของพนักงานประมาณ 10,000 คน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง ผ่านโครงการเกษียณอายุโดยสมัครใจ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว จะทำให้กระทรวงฯ มีการลดจำนวนพนักงานลงประมาณ 1 ใน 4 สู่ระดับ 62,000 คน

*** อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้รับผิดชอบโครงการลดค่าใช้จ่ายรัฐบาลกลางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าเขาวางแผนตัดงบประมาณรัฐบาลถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นเดือนพ.ค.นี้ โดยมัสก์กล่าวว่า กรมประสิทธิภาพรัฐบาล ซึ่งเขาดูแลอยู่ เชื่อว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ตามเป้าหมายนี้ภายใน 130 วัน นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา

เป้าหมายดังกล่าวถือว่าท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องตัดงบประมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งของวงเงิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ ใช้ไปกับโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลาโหมในปี 2024

*** จูลี โคแซ็ก โฆษกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า องค์กรกำลังประเมินผลกระทบจากแผนภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงภาษีรถยนต์นำเข้า 25% ฉบับใหม่ แต่การคาดการณ์พื้นฐานของไอเอ็มเอฟไม่ได้คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเกิดภาวะถดถอย

โคแซ็กระบุว่า ภาษีสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก หากคงอยู่ถาวร จะส่ง ผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งไอเอ็มเอฟกำลังประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีอื่น ๆ ของทรัมป์ต่อภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

*** CoreWeave บริษัทให้บริการหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ของ Nvidia สำหรับฝึกอบรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และงานประมวลผลอื่น ๆ ได้กำหนดราคาหุ้นที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ในการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ซึ่งช่วยระดมทุนได้ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการเสนอขายหุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2021

ก่อนหน้านี้ บริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นในราคา 47-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หากขายในราคาสูงสุดของช่วงดังกล่าว CoreWeave จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพิจารณาจากหุ้นคลาส A และ B ที่ออกจำหน่ายทั้งหมด

*** สหรัฐฯ ปรับแก้ข้อเสนอเดิม โดยไม่มีการรับประกันความมั่นคงในอนาคตให้ยูเครน แต่กำหนดให้ยูเครนต้องนำรายได้ทั้งหมดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยรัฐวิสาหกิจและเอกชนทั่วประเทศ มาสมทบกองทุนร่วมลงทุน โดยเงื่อนไขของสหรัฐฯ ในครั้งนี้มากเกินกว่าข้อตกลงที่เคยพูดคุยกันก่อนการประชุมที่ตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนในเดือนที่แล้ว

*** นิปปอน สตีล และ ยูเอส สตีล เร่งเจรจาเพื่อรักษาเงื่อนไขการควบรวมกิจการมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกันนี้ นิปปอน สตีลยังเสนอเพิ่มเงินลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรม Rust Belt ของสหรัฐฯ

ในการประชุมล่าสุดกับเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว นิปปอน สตีลได้เสนอเพิ่มเงินลงทุนจากเดิม 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสูงสุด 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงโรงงานของยูเอส สตีล โดยประธานนิปปอน สตีล กล่าวว่า บริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น จะยังคงเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อหาข้อตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขการซื้อหุ้นและแผนลงทุนในอนาคต

*** สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ เตือนวิกฤตขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะพุ่งสูงใน 30 ปีข้างหน้า โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น พร้อมกับภาพเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและตลาดแรงงานที่หดตัว โดยการขาดดุลงบประมาณรัฐบาลกลาง จะขยายตัวจาก 6.2% ของ GDP ในปี 2025 เป็น 7.3% ในปี 2055 (เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 3.9% ของ GDP ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1995-2024)

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ จะพุ่งจาก 100% ของ GDP ในปี 2025 เป็น 156% ในปี 2055 โดย CBO ในฐานะหน่วยงานวิเคราะห์งบประมาณอิสระของรัฐสภา ระบุว่าการคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานของกฎหมายปัจจุบัน ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น

*** สายการเดินเรือเฉพาะทาง Atlantic Container Line (ACL) ออกมาเตือนว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ พิจารณาเก็บค่าเทียบเรือสินค้าที่ผลิตในจีน อาจบีบให้บริษัทต้องถอนตัวจากตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเสียสมดุล และอาจทำให้อัตราค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงถึงระดับที่ไม่เคยเห็นตั้งแต่ยุคโควิด-19 ระบาด ทั้งนี้ คาดว่าในอนาคตอันใกล้ เรือที่ผลิตในจีนจะครองสัดส่วนสูงถึง 98% ของเรือสินค้าทั่วโลก

*** กระทรวงกิจการภายในญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ไม่รวมอาหารสด) ของกรุงโตเกียวในเดือนมี.ค.เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาอาหารแปรรูปปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ที่ 2.2% และสูงกว่าการประเมินของทุกสถาบันในแบบสำรวจของบลูมเบิร์ก

สำหรับอัตราเงินเฟ้อโดยรวม ขยับขึ้นเป็น 2.9% จาก 2.8% ในเดือนก.พ. สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของราคาที่ต่อเนื่อง

ตัวชี้วัดล่าสุดนี้ ตอกย้ำความคาดหมายว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงเดินหน้านโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง หลังยกเลิกนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบเมื่อเดือนที่ผ่านมา

*** อาลีบาบาคลาวด์ เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ล่าสุดใน ซีรีส์ Qwen ในขณะที่การแข่งขันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในประเทศจีน ยังคงร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากเหตุการณ์ DeepSeek moment

โมเดลใหม่ Qwen2.5-Omni-7B เป็นโมเดลหลายรูปแบบ (multimodal model) ซึ่งหมายความว่า สามารถประมวลผลข้อมูลขาเข้าได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ พร้อมทั้งสร้างข้อความแบบเรียลไทม์และตอบกลับด้วยคำพูดที่เป็นธรรมชาติ ตามประกาศบนเว็บไซต์ของอาลีบาบาคลาวด์ โดยบริษัทระบุว่า โมเดลดังกล่าวสามารถนำไปใช้งานบนอุปกรณ์ปลายทาง (edge devices) เช่น สมาร์ทโฟนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ลดทอนความสามารถในการทำงาน

*** จาง อี้หมิง ผู้ก่อตั้งบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance Ltd.) เจ้าของ TikTok ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศจีนเป็นครั้งแรก โดยมีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ 5.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าจง ชานซาน เจ้าพ่อวงการน้ำดื่มบรรจุขวด และ หม่า ฮั่วเถิง ผู้ร่วมก่อตั้งเทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์

จาง อี้หมิง ขึ้นแท่นเป็นที่หนึ่งหลังจากความมั่งคั่งของจง ชานซานลดลง เนื่องจากการชะลอตัวของผลประกอบการบริษัทน้ำดื่ม Nongfu Spring ปัจจุบัน จาง อี้หมิง ถือเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากมูเกช อัมบานี และเกาตัม อาดานี ของอินเดีย ตามดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...