โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตก๊าซอ่าวไทย ความจำเป็นที่ต้องเร่งเจรจา OCA

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.พ. 2568 เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2568 เวลา 01.00 น.

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดเสวนา “OCA ไทย-กัมพูชา : ข้อเท็จจริงและทางเลือก” โดยมี Section “อนาคตความมั่นคงทางพลังงานจากอ่าวไทย” บรรยายโดย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันพลังงานปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ได้ฉายภาพของความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องหา “แหล่งก๊าซธรรมชาติ” แหล่งใหม่เพื่อมาทดแทนปริมาณสำรองก๊าซของไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ค่าไฟฟ้า” ในอนาคต

วิกฤตสำรองก๊าซอ่าวไทย

ดร.คุรุจิตกล่าวว่า จากการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศกว่า 40 ปีที่ผ่านมา พบแหล่ง “ก๊าซธรรมชาติ” มากกว่า “น้ำมันดิบ” ทว่าข้อเท็จจริงที่เป็นที่รับรู้กันในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาก็คือ ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึง “ขั้นวิกฤต” โดยไทยจะมีก๊าซ คิดจากตัวเลขปัจจุบันใช้อีกประมาณ 5 ปี ถ้ายังไม่มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติจากแหล่งใหม่ ๆ เข้ามา เนื่องจากไม่มีการพบหรือผลิตแหล่งก๊าซใหม่ ๆ มาตั้งแต่ปี 2548

ในขณะที่แหล่งก๊าซเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น แหล่งอ่าวไทย, แหล่งพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-Gas), แหล่งก๊าซเมียนมา ทุกแหล่งลดลงหมด ส่งผลให้ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าโดยตรง รวมไปถึงการจัดเก็บรายได้จากการผลิตปิโตรเลียม (ค่าภาคหลวง) ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษจากกิจการผลิตปิโตรเลียมก็ลดลงด้วย จากเมื่อ 10 ปีก่อนเคยมีรายได้จากค่าภาคหลวงประมาณ 200,000 ล้านบาท ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 100,000 ล้านบาท

ที่สำคัญก็คือ บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศ เริ่มทยอย “ชะลอหรือถอนการลงทุน” ผลิตและสำรวจปิโตรเลียมจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่น

ราคา LNG กระทบค่าไฟ

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมก๊าซธรรมชาติถึงมีความสำคัญในฐานะแหล่งพลังงานหลักของประเทศ ในเรื่องนี้ ดร.คุรุจิตกล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่ระหว่าง 4,500-4,600 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน คิดเป็นสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ (ม.ค.-พ.ย. 2567) เพื่อการผลิตไฟฟ้าถึง 65% ขณะที่สัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของไทยนั้นเป็นก๊าซธรรมชาติถึง 58.3% แปลว่าไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ถูกผลิตโดยเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเกินกว่าครึ่งหนึ่ง

ในขณะที่แหล่งก๊าซที่ป้อนให้กับโรงไฟฟ้าลดลง ไม่ว่าจะเป็นก๊าซในอ่าวไทย ที่พุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงระหว่างปี 2555-2559 มีการผลิตลดลงมาตั้งแต่ปี 2564 แหล่งก๊าซนำเข้าจากเมียนมาที่เริ่มนำเข้าในปี 2543 เริ่มลดลงมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน แหล่งก๊าซจากพื้นที่ JDA ไทย-มาเลเซีย ที่เริ่มผลิตในปี 2552 ก็ลดลงมาตั้งแต่ปี 2561

“ผลของก๊าซธรรมชาติที่ผลิตลดลงมาตั้งแต่ปี 2552 ทำให้ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG Import เพื่อทดแทนแหล่งก๊าซเดิมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ณ ตัวเลขการนำเข้า LNG ปัจจุบัน (ม.ค.-พ.ย. 2567) มีสัดส่วนถึง 29.4% ของการจัดหาก๊าซทั้งหมด หรือจากปี 2554 ที่เริ่มมีการนำเข้าก๊าซ LNG แค่ 1 ล้านตัน หรือไม่ถึง 5% ผลก็คือ การนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศ เราไม่ได้ค่าภาคหลวงเลย ขณะที่ราคาก๊าซ LNG ผูกพันกับราคาน้ำมันดิบ หรือราคา Spot แต่ก๊าซธรรมชาติทั้งในอ่าวไทยและเมียนมาผูกพันกับราคาน้ำมันเตา ซึ่งเป็นน้ำมันที่ถูกที่สุด”

ดังนั้น ราคา LNG จึงมีความผันผวนมาก ยกตัวอย่าง ในช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคา LNG Spot ได้พุ่งขึ้นไปสูงถึง 38.66 เหรียญ/ล้าน BTU ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย (GoT) ในเดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ 5.51 เหรียญ/ล้าน BTU นั้นหมายถึง ราคาก๊าซมีส่วนต่างกันถึง 33.15 เหรียญในขณะนั้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซนำเข้า LNG มีผลทำให้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นทันที ยกตัวอย่าง ถ้าเราใช้ก๊าซธรรมชาติ/นำเข้า LNG 1,400 ลบ.ฟุต/วัน หรือ 10 ล้านตัน/ปี ส่วนต่างต้นทุนนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้าก็เกือบ 600,000 ล้านบาท (595,129 ล้านบาท/ปี) ตัวเลขนี้ถ้านำมาคำนวณแปลงเป็นค่า Ft ที่จะต้องเรียกเก็บเพิ่มขึ้นอีก 8 บาท/หน่วย

“ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ามาก แต่โชคดีที่เราไม่ได้นำเข้าก๊าซมากขนาดนั้น ปัญหาก็คือถ้ายังปล่อยให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งปัจจุบันลดลงไปเรื่อย ๆ และต้องนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศในราคาที่แพงกว่าราคาก๊าซในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเกินกว่า 50% ในอนาคต (ปัจจุบันนำเข้าในสัดส่วน 29.4%) แล้ว เราจะคุมค่าไฟฟ้าในประเทศได้อย่างไร” ดร.คุรุจิตตั้งคำถาม

ความท้าทายเจรจา OCA

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตปริมาณก๊าซสำรองที่ลดลง ในประเด็นนี้รัฐบาลทำอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1) การเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ พื้นที่ที่เปิดประมูลเป็นที่เก่า ๆ ที่เคยมีการสำรวจปิโตรเลียมมาแล้ว “แต่ไม่พบ” หรือศักยภาพเชิงพาณิชย์น้อย เมื่อนำมารวบรวมแล้วเปิดประมูลใหม่ “โอกาสที่จะเจอก๊าซมันก็น้อยลง”

2) การบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยแปลงที่กำลังหมดอายุ (แหล่งเอราวัณ/บงกช) มาบริหารจัดการใหม่ (ปตท.สผ.) ให้มันสามารถผลิตต่อไปได้ แต่ผลที่ออกมาก็คือ กำลังผลิตลดลงจากเดิมเกือบ 50% ซึ่งเป็นที่มาของการต้องนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มขึ้นอย่างในปัจจุบัน

และ 3) เป็นเรื่องที่ “ท้าทายที่สุด” นั้นก็คือ การเจรจาเพื่อหาข้อยุติในการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (Overlapping Claims Area : OCA) ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังทำไม่สำเร็จเพราะขาด Political Wills และมีความเห็นที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นจึงไม่มีกลยุทธ์ของประเทศที่จะดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จ หลังจากที่มี บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 ที่ใช้เป็นกรอบการเจรจากันมา 24 ปีแล้ว

“พื้นที่ OCA นักธรณีวิทยาและวิศวกรปิโตรเลียมเชื่อว่า เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะพบปิโตรเลียมสูง แต่เราก็ยังทำไม่สำเร็จ ในขณะที่เราทำ JDA ไทย-มาเลเซีย เจรจาแบ่งเขตไทย-เวียดนามสำเร็จไปแล้ว ในขณะที่เรามีการทำ MOU 44 กับกัมพูชามาตั้งแต่ปี 2544 ผ่านมาแล้ว 24 ปี ในส่วนนี้กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นผู้นำ ซึ่งต้องอาศัยเวลา อย่างเจรจา JDA ไทย-มาเลเซียใช้เวลาถึง 11 ปีกว่าจะตกลงกันได้ เจรจาไทย-เวียดนาม 6 ปี แต่ถ้าเจรจา OCA ครั้งเดียวแล้วจบ อย่างนี้แสดงว่า มีใบสั่งมา ซึ่งมันไม่ใช่” ดร.คุรุจิตกล่าว

จัดหา ก๊าซธรรมชาติ

จะแก้ปัญหานโยบายต้องชัด

ดังนั้น การเจรจาเพื่อหาข้อยุติในการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน (OCA) จึงเป็น “ทางออก” ของการเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่จะตอบโจทย์ความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ ในประเด็นนี้ ดร.คุรุจิต มีความเห็นให้ดำเนินการเจรจาตกลงแก้ไขปัญหาโดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) พื้นที่ท่อนบนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือขึ้นไป ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร ให้แบ่งเขตทางทะเลอย่างชัดเจนตามหลักกฎหมาย กับ 2) พื้นที่ท่อนล่าง ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือลงมา มีพื้นที่ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร ให้พัฒนาพื้นที่ร่วมกัน (Joint Development Area)

แต่กรอบจะเป็นอย่างไรต้องไปเจรจากัน ให้หาข้อตกลง 1 และ 2 ไปพร้อมกันโดยไม่แบ่งแยก และให้ตั้งคณะกรรมการร่วมเทคนิคมาเจรจา โดยผลการเจรจาต้องนำเสนอรัฐบาลและรัฐสภาให้ความเห็นชอบ “ในมุมมองของผม MOU 44 เป็นกรอบที่ดี ผมเป็นห่วงว่าถ้าเรายกเลิก MOU 44 ก็อาจจะไปเข้าทางกับผู้ที่ไม่อยากแบ่งเขตทางทะเล แต่จะทำ JDA อย่างเดียว”

ทั้งนี้ สิ่งที่จะต้องไปสู่การแก้ปัญหาเขตไหล่ทวีปทับซ้อนไทย-กัมพูชา (TC-OCA) จึงประกอบไปด้วย 1) การกำหนดเส้นแบ่งเขตทางทะเลในพื้นที่ OCA ส่วนบน กับเจรจากำหนดขอบเขตการพัฒนาร่วม (JDA) ในพื้นที่ส่วนล่าง เพื่อแบ่งปันค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมที่อาจพบต่อไป ซึ่งการเจรจาทั้ง 2 ส่วนบนและส่วนล่างจะต้องกระทำไปพร้อม ๆ กัน ไม่สามารถแบ่งแยกการเจรจาได้ (Indivisible)

2) การเจรจาตกลงเรื่องระบบเงื่อนไขสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมที่จะนำมาใช้กับบริษัทที่จะลงทุนสำรวจผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ JDA 3) เจรจาตกลงเรื่องการจัดการ/สัดส่วนสิทธิประโยชน์ของบริษัทผู้รับสัมปทานหรือผู้รับสัญญาที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้เคยให้สัมปทานปิโตรเลียมตามกฎหมายของแต่ละประเทศ “ทับ” กันไว้เดิมในพื้นที่ OCA

4) เจรจาตกลงเรื่องโครงสร้างการบริหารองค์กรร่วม งบประมาณดำเนินการและร่างกฎหมายอนุวัตการจัดตั้งองค์กรและบริหารพื้นที่ JDA 5) เจรจาตกลงเรื่องแนวปฏิบัติด้านศุลกากร/ภาษีอากร/สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ JDA 6) เจรจาตกลงเรื่องเขตอำนาจทางอาญาและสิทธิอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับปิโตรเลียม ได้แก่ การเดินเรือ การประมง การวางสายเคเบิลใต้น้ำ การสำรวจทางสมุทรศาสตร์

และ 7) ต้องนำข้อตกลงข้างต้นทั้งหมดเสนอต่อรัฐบาลและรัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อนลงนามในความตกลงทวิภาคีและตรากฎหมายอนุวัต “การเจรจาทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่า จะทำอย่างไรกับการแก้ปัญหานี้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตก๊าซอ่าวไทย ความจำเป็นที่ต้องเร่งเจรจา OCA

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...