โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดความเสียหายแอปดูดเงิน มิจฉาชีพดิ้นใช้ “ปลากระเบน“ หลอกติดตั้ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ค. 2566 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2566 เวลา 10.42 น.

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลสถิติความเสียหายจากแอปพลิเคชั่น “ดูดเงิน” พบว่า ครึ่งปี 2566 ที่ผ่านมา ยังคงมีผู้ถูกหลอกลวง จนเกิดความเสียหายจำนวนมาก สะท้อนว่า การหลอกลวงยังคงเกิดขึ้นทุกวัน

ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกแนวมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน เป็นชุดมาตรการขั้นต่ำให้สถาบันการเงินนำไปปฏิบัติ เพื่อป้องกันภัยทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี เพื่อลดการสูญเสียเงินจากการหลอกลวงผ่านออนไลน์

มาตรการขั้นต่ำเสร็จแล้ว 70%

ล่าสุด “สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. แถลงความคืบหน้าว่า แบงก์ต่าง ๆ ได้เร่งดำเนินการตามมาตรการขั้นต่ำ ซึ่งสามารถทำได้ตามแผนแล้วกว่า 70%

โดยมาตรการที่เสร็จแล้ว ได้แก่ 1.การยกเลิกส่ง SMS แนบลิงก์เพื่อขอข้อมูลสำคัญ 2.ปิดกั้น SMS และเบอร์ call center ที่แอบอ้างเป็นธนาคาร และปิดเว็บไซต์หลอกลวง ร่วมกับ กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT)

3.จำกัดจำนวนบัญชีผู้ใช้งาน mobile banking 1 อุปกรณ์ และ 4.ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย mobile banking ให้ทันภัยการเงินรูปแบบใหม่

ส่วนมาตรการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ได้แก่ 1.การแจ้งเตือนผู้ใช้ mobile banking ก่อนกดโอนเงินหรือทำธุรกรรมทุกครั้ง และประเมินความรู้ภัยทางการเงิน ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 70%

2.ยืนยันตัวตนด้วย biometrics เพื่อเปิดบัญชีออนไลน์ และการเปลี่ยนวงเงิน-โอนเงิน โดยการสแกนใบหน้าเมื่อเข้าเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการทำธุรกรรมผ่าน mobile banking เช่น โอนเงินมากกว่า 50,000 บาท/ครั้ง หรือ 200,000 บาท/วัน หรือปรับเพิ่มวงเงินทำธุรกรรมต่อวันเป็นตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป และ 3.การกำหนดเพดานวงเงินถอน/โอนเงินสูงสุดต่อวัน ดำเนินการแล้ว 80%

“มาตรการทั้งหมดคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ส่วนจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติม คงต้องรอดูประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของมาตรการชุดนี้ก่อน”

จับตายอดเปิด “บัญชีม้า” ส่อพุ่ง

“ภิญโญ ตรีเพชราภรณ์” ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับและตรวจสอบความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธปท. กล่าวว่า หลังพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2566 สิ่งที่สถาบันการเงินต้องดำเนินการ มี 3 ส่วน คือ 1.กำหนดเงื่อนไขการตรวจจับ ติดตามธุรกรรมเข้าข่ายผิดปกติ และรายงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

2.ทำระบบตรวจจับและติดตามบัญชีหรือธุรกรรมต้องสงสัยแบบทันที เพื่อระงับธุรกรรมชั่วคราวเมื่อตรวจพบทำได้เร็วขึ้น คาดแล้วเสร็จในสิ้นปีนี้ และ 3.จัดให้มีช่องทางติดต่อเร่งด่วน (hotline) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ใช้บริการแจ้งเหตุได้เร็ว

“ตัวเลขอายัดบัญชีม้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าระยะข้างหน้า การเปิดบัญชีม้าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะมีการตรวจจับได้มากขึ้น รวมถึงมาตรการโอนเงินต้องสแกนหน้าทำให้วงเงินในการหลอกลวงน้อยลงไม่เกิน 50,000 บาทต่อครั้ง ทำให้การเปิดบัญชีใหม่จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งราคาของบัญชีม้าจะแพงขึ้น เพราะคนร้ายต้องการบัญชีที่เพิ่มขึ้น”

มิจฉาชีพดิ้นเปลี่ยนวิธีหลอกลวง

“ภิญโญ” กล่าวอีกว่า หลังจาก ธปท.ออกมาตรการขั้นต่ำ และ พ.ร.ก.ป้องกันฯมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ตัวเลขความเสียหาย หลังไตรมาสที่ 1/2566 ลดลง (ดูกราฟิก) โดยเฉพาะมาตรการโอนเงินและต้องสแกนใบหน้า จะช่วยลดความเสียหายและความรุนแรงของ “แอปดูดเงิน” ได้

ตาราง สถิติความเสียหาย

แต่มิจฉาชีพจะเลือกกลุ่มเป้าหมายในการหลอกลวง และเปลี่ยนรูปแบบหลอกลวงใหม่ เช่น ปลอมเป็นหน่วยงานที่กลุ่มเป้าหมายติดต่อ อาทิ กรมที่ดิน การไฟฟ้า หรือเปลี่ยนการส่ง SMS ผ่านเสาส่งสัญญาณมือถือปลอม (false base station) ที่เรียกว่า “ปลากระเบน” เพื่อหลอกให้ติดตั้งแอปดูดเงิน

“แนวโน้มความเสียหายจากแอปดูดเงินกลับมาเพิ่มขึ้น ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เพราะมีภัยการเงินรูปแบบใหม่ โดยการส่ง SMS ผ่านเสาส่งสัญญาณมือถือปลอม ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายที่ปล่อยสัญญาณปลอมได้แล้ว 1 แก๊ง”

SCB สแกนหน้าราบรื่น

ด้าน “ชาลี อัศวะธีระธรรม” รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารได้เริ่มมาตรการ การสแกนใบหน้าเมื่อทำธุรกรรมโอนเงิน-เปลี่ยนวงเงิน เมื่อทำธุรกรรมผ่าน SCB Easy เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งการทำธุรกรรมของลูกค้าค่อนข้างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหา และไม่มีลูกค้าติดต่อเข้ามาสอบถามเป็นพิเศษ แม้ว่าลูกค้ายังเข้ามายืนยันตัวตนไม่ครบก็ตาม

“ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ยังไม่ค่อยพบว่ามีปัญหาอะไร ธุรกรรมสามารถทำได้ราบรื่นกว่าที่คิดไว้ และคาดว่าแบงก์ส่วนใหญ่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาและเริ่มดำเนินการไปแล้ว”

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า แม้จะมีการป้องกันที่เข้มข้นขึ้น แต่บรรดามิจฉาชีพก็พยายามหาวิธีการที่จะหลอกลวงในรูปแบบใหม่ ๆ อยู่ตลอด ดังนั้นคงต้องดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งเรื่องการป้องกัน การให้ความรู้ประชาชน และการปราบปรามอย่างจริงจัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...