โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Interview Full time Mom Ep. 2 นิดนก—พนิตชนก ดำเนินธรรม วงการแม่ เข้าแล้วออกไม่ได้!

Mood of the Motherhood

เผยแพร่ 26 ก.ค. 2567 เวลา 06.07 น. • INTERVIEW

เรื่องหนักใจของคุณแม่ที่ทำงานประจำ ก็คือหลังจากลาคลอดครบสามเดือนแต่ยังรู้สึกไม่พร้อมที่จะกลับไปทำงาน อยากเลี้ยงลูกด้วยตัวเองต่อไป…เช่นเดียวกันกับ นิดนก—พนิตชนก ดำเนินธรรม คุณแม่นักคิด นักเขียน อดีตครีเอทีฟประจำ M.O.M (ตอนนี้ไม่ประจำแล้ว) และบทบาทใหม่กับการเป็นเจ้าของร้านหนังสือ BooksBunny ร้านหนังสือตราเด็กส่งกระต่ายก่อนหน้าที่จะผันตัวเข้าสู่วงการแม่อย่างเต็มตัว นิดนกเคยเป็นพนักงานประจำ ในบริษัทที่มั่นคง และกำลังมีหน้าที่การงานก้าวหน้า แต่เมื่อวันหนึ่งเธอต้องกลายมาเป็นคุณแม่ของลูกสาวสุดที่รัก ‘น้องณนญ’ แม้จะพยายามทำทั้งหน้าที่แม่และหน้าที่พนักงานขององค์กรให้ดีมากแค่ไหน สุดท้ายนิดนกก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่วงการคุณแม่ฟูลไทม์ เพราะความอยากดูแลลูกด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุดจากสาวออฟฟิศสู่คุณแม่ฟูลไทม์ เส้นทางชีวิตจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน และการตัดสินใจครั้งนั้นจะคุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองหรือไม่ เราชวนนิดนกกลับมานั่งคุยกันถึงเส้นทางในวงการที่เข้ามาแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะออกทางไหนกันอีกครั้ง

ก่อนเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ก่อนหน้านี้เราเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ทำงานเกี่ยวกับการตลาดและการสื่อสาร เข้างาน 8 โมงครึ่ง เลิก 5 โมงเย็นเหมือนบริษัททั่วไป แต่ช่วงที่เริ่มท้องเป็นจังหวะเดียวกับที่เราได้เลื่อนตำแหน่งงานสูงขึ้น พอใกล้คลอดก็เลยไปคุยกับเจ้านายว่าขอลาคลอด 6 เดือน หมายถึงใช้สิทธิ์ลาคลอดตามปกติ 3 เดือน แล้วหลังจากนั้นจะขอทำงานที่บ้านต่อ อีก 3 เดือน แล้วหลังจากนั้นค่อยว่ากันว่าจะทำยังไงต่อ คือไม่ได้คิดถึงขั้นว่าจะลาออก เพราะเราคิดว่าการเลี้ยงลูกไปด้วย ไกวเปลไปด้วย ก็คงไม่น่ายาก (หัวเราะ)แผนของเราคือ หลังจากที่ลาคลอดครบ 6 เดือน ก็จะกลับไปทำงาน ส่วนลูกก็จะฝากไว้ที่เนอร์เซอรี่ แต่ปรากฏว่าลูกคลอดก่อนกำหนด 1 สัปดาห์ ทุกอย่างปุบปับมาก ยังไม่ทันได้ลางานเลย แล้วช่วงนั้นยังมีแพลนงานที่ต้องส่ง จำได้เลยว่าหลังจากคลอดลูกเสร็จ ตอนกลางคืนเราต้องเปิดคอมพ์ฯ ทำงานส่ง เพราะมีกำหนดส่งวันนั้น (หัวเราะ)ช่วงลาคลอด 3 เดือนแรก เป็นยังไงบ้างตอนนั้นเรามีภาวะ baby blue มันทำให้เรารู้สึกว่าเมื่อไรจะหลุดพ้นจากความรู้สึกเหล่านี้ เมื่อไรความยากลำบากเหล่านี้จะหมดไปสักที มองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นเลยว่ามันจะง่ายขึ้น ด้วยความที่ชีวิตเดือนแรกของลูกมันมีแพตเทิร์น ถ้ามีอะไรหลุดจากแพตเทิร์นนั้นไป เราก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะต้องจัดการอะไรบ้าง เช่น ปกติลูกกินนมแล้วจะต้องนอน 3 ชั่วโมง แต่ถ้าวันนั้นลูกไม่นอน เอาแต่ร้องไห้ เราก็จะรู้สึกว่า เกิดอะไรขึ้น! ลูกต้องป่วยแน่ๆ! แล้วควรพาไปโรงพยาบาลหรือเปล่า ไหนจะเชื้อโรคอีก… มันคงเป็นกลไกของแม่ที่พยายามจะปกป้องลูกทุกอย่าง สมองกับสัญชาตญาณทำงานหนักมาก คือเราจะไม่มองโลกในแง่ดีเลย มันเป็นความกังวลล่วงหน้าตลอดเวลา ตื่นนอนด้วยความระแวงไปหมด แต่พอผ่านเดือนแรกไปได้ก็เริ่มดีขึ้นได้เตรียมใจไว้ไหมว่าเป็นขนาดนี้ไม่เคยคิดเลย เราคิดว่าตัวเองสุขภาพจิตดีมากเลยนะ เจอปัญหาอะไรก็ผ่านมันไปได้ ตอนก่อนเราจะคลอดก็อ่านหนังสือแนวทางการเลี้ยงลูกเยอะมาก ก็คิดว่าโอเค จะทำตามในหนังสือบอกนี่แหละ จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า ถ้าคลอดลูกแล้วพยาบาลจะให้ลูกเรากินนมผง ให้ปฏิเสธไปเลยนะ เพราะเดี๋ยวเด็กจะติดนมผง จะไม่อยากกินนมแม่ แต่พอถึงวันคลอดจริงๆ เราไม่มีน้ำนม พยาบาลก็บอกว่าตอนนี้น้องเริ่มตัวเหลือง ให้กินนมผงสักหน่อยไหม เราก็ปฏิเสธเลยแต่พอผ่านไปอีกวัน ลูกเริ่มตัวเหลืองมากขึ้น เราก็โอเค งั้นให้เลยค่ะคุณพยาบาล อยากให้กินอะไรก็ได้หมดเลย (หัวเราะ) เลยทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราอ่านมา สิ่งที่เราเคยมั่นใจว่าจะทำได้ มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเราคนเดียว เพราะเราทำได้ แต่ลูกอาจจะทำไม่ได้

พอครบวันลา 3 เดือนแรก กับ 3 เดือนที่ต่อมาที่เริ่มทำงานที่บ้าน…ตอนนั้นแหละที่ทำให้รู้ว่าคนคนเดียว จะทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย มันไม่สามารถทำได้ เพราะเราไม่มีพี่เลี้ยง เราไม่สามารถมีสมาธิที่จะทำงานได้เลย เลยเริ่มคิดว่าจะต้องทำยังไงดี ก็เลยเริ่มไปหาเนอร์เซอรี่ แต่ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจ เลยเริ่มปรึกษากับสามีว่า ถ้าเราไม่ทำงานจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าทำงานอย่างอื่นแล้วเงินเดือนลดลงจะเป็นอะไรไหม ซึ่งสามีก็โอเค เราก็เลยไปคุยกับเจ้านายว่า ต่อจากนี้จะขอปรับรูปแบบการทำงานเป็นสัญญาจ้างแทน อาจจะเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละครั้งหรือแล้วแต่งานที่ทำ สรุปเราก็เลยได้เลี้ยงลูกเป็นงานหลัก แล้วก็ทำงานอื่นตามโปรเจ็กต์ที่รับผิดชอบ แต่ทำอย่างนั้นได้ประมาณปีกว่า ก็รู้สึกว่าไม่เวิร์ก แล้วบริษัทเองก็อาจจะรู้สึกไม่เวิร์กเหมือนกัน เพราะเขาอาจจะต้องการคนที่พร้อมทำงานเต็มที่ได้มากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจหยุด แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ที่ให้เวลากับลูกเป็นหลัก แล้วก็รับงานอื่นๆ ไปด้วย

"การทำงานเสริมของคุณแม่ฟูลไทม์ที่ดูเหมือนจะยืดหยุ่น แค่ไปรับส่งลูก นอกนั้นก็เป็นเวลาทำงานได้ แต่ความเป็นจริงเราไม่สามารถทำอะไรให้ปะติดปะต่อได้เลย"

การเป็นแม่ฟูลไทม์ที่ยังทำงานไปด้วย ต้องปรับตัวยังไงบ้างปรับเยอะเหมือนกัน อย่างแรกในแง่ของเวลาที่ต้องประชุมหรือติดต่อกับคนอื่น เราก็จะมีเวลาตั้งแต่ 9.00-15.00 น. เพราะลูกไปโรงเรียน แล้วก็ได้แค่นี้นะ ถ้าหลังจากนั้นก็ต้องรอหลังสามทุ่มต่อมาในแง่การแบ่งว่าจะทำอะไรช่วงไหน เพราะถึงแม้จะมีเวลาตั้งแต่ 9 โมง แต่กว่าสมองจะมีประสิทธิภาพเต็มที่ ก็หลังเที่ยง แล้วพอบ่ายสามก็ต้องไปรับลูกที่โรงเรียนแล้ว การทำงานก็เลยขาดตอนไปด้วยการทำงานเสริมของคุณแม่ฟูลไทม์ที่ดูเหมือนจะยืดหยุ่น แค่ไปรับส่งลูก นอกนั้นก็เป็นเวลาทำงานได้ แต่ความเป็นจริงเราไม่สามารถทำอะไรให้ปะติดปะต่อได้เลย เหมือนเหมาะกับการทำงานที่ไม่ต้องใช้ความคิดต่อเนื่องมาก เพราะการมีลูกจะเหมือนมีเวลาเป็นห้วงๆอย่างตอนที่ลูกยังเล็ก กินนมเสร็จก็หลับประมาณ 3 ชั่วโมง พอตื่นมาก็กินนม แล้วก็เล่น จากนั้นก็หลับ 3 ชั่วโมง วนไปแบบนี้ แต่พอลูกโตขึ้นมาหน่อย ลูกก็จะตื่นนานขึ้น แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่เราต้องอยู่กับเขา ลูกต้องการเรา มันเลยทำให้เวลาที่เราจะได้อยู่กับตัวเองมันน้อยลง จนไม่สามารถที่จะทำงานเชิงคุณภาพได้ ไม่สามารถครีเอตอะไรใหม่ๆ ได้ถ้าไม่มีสมาธิมากพอ

"เราอาจจะขาดรายได้ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการยอมรับนับถือในฐานะทางสังคม คุณค่าของเราเคยผูกกับงาน ตอนนี้ก็เอามาผูกกับลูก แต่ว่ามันก็พาเราไปเห็นโลกใหม่ ไปเจอผู้คนใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยคาดคิด เหมือนได้อะไรมา ก็ต้องเสียบางอย่างไป"

เสียดายไหมที่ตัดสินใจเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ทั้งที่ช่วงท้อง หน้าที่การงานก็กำลังไปได้ดีพูดตรงๆ ก็เสียดายเรื่องเงิน แต่ว่าก็ทำให้เราได้พบกับโลกใบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เราเข้าใจคนที่เขาเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น ชีวิตในช่วง 8 โมงถึง 5 โมงเย็นจะอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ในออฟฟิศ หรือร้านอาหารที่คนเยอะในวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องต่อคิว อย่างเราก็ชอบพาลูกไปเพลย์กรุ๊ป วันธรรมดาก็คนน้อย ลูกได้เล่นสบาย เรารู้สึกว่านี่คือพริวิลเลจของคนที่ไม่ได้ทำงาน เราอาจจะขาดรายได้ ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการยอมรับนับถือในฐานะทางสังคม คุณค่าของเราเคยผูกกับงาน ตอนนี้ก็เอามาผูกกับลูก แต่ว่ามันก็พาเราไปเห็นโลกใหม่ ไปเจอผู้คนใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยคาดคิด เหมือนได้อะไรมา ก็ต้องเสียบางอย่างไปเราเคยมีความคิดเอาไว้ว่าถ้าวันหนึ่งมีลูก ก็คงจะออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง แต่เราก็อยากคุยกับที่ทำงานก่อนว่าให้เราได้มากแค่ไหน เราอ่านในหนังสือเขาก็จะบอกว่าเด็กต้องการแม่ถึง 6 เดือน อย่างในต่างประเทศก็สามารถลาคลอดได้อย่างน้อย 6 เดือน หรือดีที่สุดคือหนึ่งปี ก็เลยคิดว่า อยากให้ลูกอยู่กับเราอย่างน้อยที่สุด 6 เดือนถึงหนึ่งปี แต่พอได้เลี้ยงลูกถึง 6 เดือนแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ได้ว่ะ… มันต้องไปต่อ (หัวเราะ)ตอนนั้นคิดว่า ลูกยังเล็กมากเลย เพิ่งจะนั่งได้แล้วก็กำลังจะเริ่มกินอาหาร ซึ่งในการเริ่มกินอาหารมันเป็นเรื่องใหญ่มากทั้งแม่และเด็ก เราจะพลาดโมเมนต์นี้ไม่ได้ แล้วลูกก็ไม่สามารถที่จะเริ่มโดยไม่มีเราได้ด้วย อย่างเราตั้งใจจะให้ลูกกินอาหารแบบ Baby Led Weaning ช่วงนั้นยังไม่ได้ลาออก แต่ก็ไปคุยกับที่ทำงานว่าวีกลูกกำลังเริ่มกินอาหาร ขอไม่ไปออฟฟิศนะ เพราะอยากอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของลูก พอผ่านช่วงหัดกิน ก็เริ่มจะคลาน พอคลานได้ก็จะเดิน มันก็ต่อเนื่องเป็นทอดๆ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกอยากอยู่ในทุกสเต็ปที่เขาเติบโตเป้าหมายของเราคือ อยากรู้ว่ามนุษย์คนหนึ่งเติบโตมายังไง และถ้าพลาดโมเมนต์ไหนไป ก็แสดงว่าเราทำเป้าหมายนั้นไม่สำเร็จมีคนบอกว่างานเลี้ยงลูกก็เครียดไม่ต่างกับงานอื่น แม่นิดนกเป็นอย่างนั้นไหมเครียดมากนะ อย่างแรกคือส่วนใหญ่คุณแม่หลังคลอดมักจะมีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอยู่แล้ว แต่เราโชคดีที่รู้ว่าตอนไหนที่กำลังรู้สึกไม่ดี ก็จะต้องหาที่พึ่งทางใจ เช่น โทร. ไประบายกับเพื่อนต่อมาเป็นความเครียดเชิงความสัมพันธ์ เพราะเราไม่ค่อยได้เจอคน จากตอนทำงานประจำ เราเจอผู้คนตลอดเวลา แต่พออยู่บ้านเลี้ยงลูก เวลาเห็นเพื่อนนัดออกไปเจอกันก็จะเศร้า ทำไมถึงไม่ได้ออกไปบ้าง ทำไมชีวิตที่เคยสนุกสนานมันหายไป แต่ก็จะมีช่วงที่คุณย่ามาช่วยเลี้ยง เราก็ได้ออกไปใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงบ้าง (หัวเราะ)สุดท้าย เป็นความเครียดเรื่องคุณค่าของตัวเอง มีหลายครั้งที่เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราพอใจในตัวเองหรือยัง ยิ่งพอเพื่อน คนรอบตัว หรือใครก็ตาม เริ่มทยอยประสบความสำเร็จ เราก็เริ่มกลับมาดูตัวเองว่า อะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอยู่ โดยที่ไม่ต้องพยายามเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับลูกมากเกินไป เพราะไม่อย่างนั้นก็แสดงว่าเหมือนเรากำลังพึ่งพิงลูก ใช้ลูกเป็นอะไรบางอย่างที่เอาไว้เติมเต็มตัวเอง สำหรับเราคิดว่าปัญหาใหญ่สุดคือ เราไม่ได้ทำงานที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเมื่อก่อน ทำให้นานๆ ทีก็ต้องกลับมานั่งทบทวนว่าตัวเรามีคุณค่าต่อใครบ้างส่วนเรื่องที่เสียใจที่สุดคือน่าจะเป็นการที่เราไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์เดิมเอาไว้ได้ เช่น เริ่มคุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง ตามเขาไม่ทัน ก็เลยเหมือนเริ่มห่างหายกันไป แต่ว่าพอลูกเข้าโรงเรียน เราก็ได้เจอสังคมใหม่ที่เป็นแม่ๆ เหมือนกัน ได้เจอคนที่คุยเรื่องเดียวกันพอพูดถึงรายได้แล้ว คิดว่านอกจากบริหารเวลาแล้วการบริหารรายได้ก็น่าจะยากเหมือนกันหรือเปล่าเราบริหารได้ไม่ดีเลย (หัวเราะ) คือเราตกลงกับสามีว่า ตอนที่ทำงานประจำ ค่าใช้จ่ายของลูกจะแชร์กันคนละครึ่ง แต่พอเป็นฟรีแลนซ์ที่มีรายได้ไม่แน่นอน การแชร์ก็เริ่มต่างกันนิดหนึ่ง กลายเป็นตกลงกันว่าค่าใช้จ่ายเรื่องลูก เธอรับผิดชอบไปเลยนะ ส่วนเราก็ดูแลตัวเอง ถ้าอยากให้ลูกไปเรียนพิเศษเรื่องไหน ก็จะช่วยออกค่าเรียนของลูกบ้าง แต่ว่าสามีเป็นรายได้หลัก และเราจะพยายามดูแลตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเขาโอเค และถ้าเราต้องการความช่วยเหลือ เขาก็ซัปพอร์ตได้ถือว่าทำได้ดีในแง่การตกลงกับสามีเราคิดว่าการคุยกันให้เข้าใจมันสำคัญมากๆ ต้องเข้าใจว่าบางคนไม่ได้สมัครใจมาเป็นคุณพ่อคุณแม่ฟูลไทม์ แต่ถ้ามีลูก ก็ต้องมีใครสักคนมาทำงานเลี้ยงลูก อาจจะเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ก็ได้ แต่เราชั่งน้ำหนักแล้วว่า สามีน่าจะมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่า โอกาสที่จะเพิ่มรายได้มากกว่า ฉันยินดีเลี้ยงลูกเอง ดังนั้นเราก็ยังต้องไปเป็นทีมนะ**

กิจวัตรประจำวันของแม่ฟูลไทม์ที่ทำงานไปด้วยเป็นยังไงบ้างเราเอากิจวัตรของลูกเป็นหลัก เริ่มจากเราตื่นนอนก่อนลูก เพื่อเตรียมตัวจัดการกิจวัตรช่วงเช้า แล้วก็ไปส่งลูกที่โรงเรียน เมาท์มอยกับแม่ๆ ตามประสาพอ 9-10 โมงเช้า ก็เริ่มทำงาน ถึงบ่ายสองโมงครึ่ง พอใกล้เวลาที่จะต้องไปรับลูกก็จะไม่ค่อยมีสมาธิแล้ว พอส่งลูกเข้านอน 2-3 ทุ่ม ก็จะเป็นเวลาของเรา บางทีก็ทำงานต่อบ้าง แต่พักหลังก็จะพยายามไม่ทำแล้ว อยากมอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเองบ้างแต่ช่วงนี้ลูกเพิ่งขึ้นป.1 ด้วยความที่เปลี่ยนโรงเรียนใหม่ เขาก็ยังต้องการเราเยอะเหมือนกัน จากที่คิดว่าพอลูก ป.1 เราน่าจะทำงานได้มากขึ้น แต่กลายเป็นว่าทำอะไรไม่ได้เลย เพราะแม่ก็ต้องเริ่มสังคมใหม่ของตัวเองเหมือนกัน ต้องปรับตัวและมันยังไม่ลงตัวขนาดนั้นแล้วก็เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อน เราต้องใช้เวลากับลูก ใกล้ชิดกับลูก ชวนคุยถามไถ่ ถามเรื่องที่โรงเรียนใหม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ถึงจะได้เวลาว่างคืนมาจริงๆเคยคิดไหมว่า พอลูกเริ่มโตแล้วจะกลับไปทำงานประจำเคยคิดนะ แต่คิดว่าคงทำไม่ได้แล้ว รู้สึกว่าไม่เก่งเท่าเด็กรุ่นนี้แล้ว สมมติทำงานที่เดิมก่อนที่จะมีลูกเลย เราคิดว่าก็คงทำไม่ได้แล้ว เพราะตัวเราไม่ได้อัปเดตกับโลกใบใหม่ ไม่รู้เลยว่าเขาใช้เครื่องมืออะไรในการทำงาน หรือวิธีการทำงานของคนในองค์กรเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ว่าถ้าเป็นงานประจำในรูปแบบอื่นๆ หรือเป็นงานแบบโปรเจ็กต์ อาจจะเป็นไปได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้นอกจากเวลาที่ได้ใช้กับลูก การเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ให้อะไรเราอีก มันทำให้เราได้เจอความสนใจใหม่ๆ จากที่เมื่อก่อนสนใจเรื่องการพัฒนาคนและการสื่อสารให้องค์กรประสบความสำเร็จ พอเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ เหมือนเราค้นพบสิ่งที่ตัวเองสนใจว่ามนุษย์คนหนึ่งเติบโตมายังไง ในการเติบโตต้องใช้อะไรบ้าง การศึกษาที่ดีคืออะไร เหมือนมันมีจักรวาลที่กว้างใหญ่ เป็นวงการที่อยู่แล้วเราสนุกไปกับมัน และรู้สึกว่าสามารถอยู่กับมันได้อีกนาน อาจจะเพราะว่างานที่เราทำ มันพาเราไปเห็นข้อสังเกตที่เกี่ยวกับแม่และเด็กเยอะ เช่น วันก่อนเพื่อนเพิ่งพูดว่า “คุณแม่คนหนึ่งเขาอาจจะดูเป็นคนเยอะ จนน่ารำคาญ แต่เพราะว่าเขาเป็นแม่ฟูลไทม์ โลกทั้งใบของเขามีแค่ลูก จึงไม่มีอะไรสำคัญกว่าลูกอีกแล้ว ทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นกับลูกมันเลยดูเยอะไปหมด” พอเพื่อนพูดแบบนี้เรารู้สึกเห็นด้วย เพราะโฟกัสทุกอย่างมันไปลงที่คนๆ เดียว ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาตามมา แต่ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเราไม่มีงาน ไม่มีเงิน มีแต่ลูกเป็นที่ยึดเหนี่ยวสิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณแม่ฟูลไทม์ก็การมองเห็นคุณค่าในตัวเองเราเข้าใจว่าทุกคนก็ต้องการเห็นคุณค่าในตัวเอง ยิ่งพอไม่ได้ทำงาน มันยากมากเลยที่จะรู้สึกว่าวันนี้เราทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม เราจึงต้องหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ก็ต้องพยายามระวังไม่ให้คุณค่าของตัวเองไปพ่วงอยู่กับลูกมากเกินไปสัมภาษณ์วันที่ 17 พฤษภาคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...