โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 มิ.ย. 2567 เวลา 11.55 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2567 เวลา 11.55 น.

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

วันที่ 28 มิถุนายน 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 24-28 มิถุนายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (24/6) ที่ระดับ 36.79/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/6) ที่ระดับ 36.63865 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก โดยได้แรงหนุนจากมุมมองที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้ากว่าธนาคารกลาแห่งอื่น ๆ โดยรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เพียง 1 ครั้งในปี 2567 จากเดิมที่ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมเดือน มี.ค.

ขณะที่นางมิเชล โบว์แมน ซึ่งเป็นสมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาปรับลดอัตราดอกเบี้ยและเธอเปิดกว้างต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังได้รับแรงหนุน หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 4.30% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 4.435% อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลง หลังสหรัฐเปิดรับข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้

โดยสหรัฐเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือน พ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน เม.ย. ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานซึ่งไม่รวมเครื่องบินและสินค้าด้านอาวุธ ลดลง 0.6% ในเดือน พ.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน เม.ย. โดยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐานเป็นข้อมูลที่บ่งชี้ถึงแผนการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ

ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักลงทุนมองว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นปัจจัยผลักดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. และยังคงคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แม้เฟดส่งสัญญาณในการประชุมครั้งล่าสุดว่าจะปรับดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ก็ตาม

นอกจากนี้ สหรัฐยังเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 6,000 ราย สู่ระดับ 233,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 236,000 ราย และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2567 ขยายตัว 1.4% สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ที่ระดับ 1.3% แต่ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 1.6%

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์ (28/6) ขณะนี้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงานจะปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือน เม.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือน เม.ย.

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2567 และแนวโน้มในปี 256 ว่า ธปท.คาดว่าในปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 2.6% ซึ่งภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวได้จากอุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว

ซึ่งคาดว่าปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน นอกจากนี้ แรงส่งเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังมาจากการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2567 เริ่มมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ทำให้ภาครัฐสามารถเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณได้มากขึ้น อีกทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในภาคการผลิต และการส่งออกบางหมวดสินค้า

อย่างไรก็ดี ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการในระยะต่อไป โดยคาดว่าในปีนี้ การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ 1.8% โดยสินค้าส่งออกที่ยังมีอนาคตดี ได้แก่ สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ไม่รวมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์) แต่การส่งออกสินค้าในกลุ่มยานยนต์ และ Solar cells ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติม ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมมีสัญญาณ bottom out หรือฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวของแต่ละกลุ่มสินค้ายังไม่เท่ากัน เนื่องจากปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้าง

ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, สิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่ม, ปิโตรเคมี และเหล็กขั้นมูลฐาน เป็นต้น ทั้งนี้ ธปท.ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในแต่ละไตรมาสที่เหลือของปีนี้ จะทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 1.5% โดยคาดว่า เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ราว 2% ส่วนไตรมาส 3 ขยายตัวได้ราว 3% และไตรมาส 4 จะขยายตัวได้ราว 4% และคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.0% ใกล้เคียงกับระดับศักยภาพ ขณะที่การส่งออก คาดว่าขยายตัวได้ 2.6%

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวถึงสถานการณ์เงินเฟ้อของไทยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) มีแนวโน้มทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในระดับที่มากกว่า 1% โดยทั้งปีนี้คาดว่าเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนปี 2568 อยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมาย

พร้อมมองว่า กรอบเงินเฟ้อที่ 1.3% ช่วยยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในช่วงปี 2565 ประเทศไทยประสบกับภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เงินเฟ้อของไทยก็สามารถปรับลดลงได้เร็วเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในรอบระหว่าง 36.55-36.99 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/6) ที่ระดับ 36.75/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (24/6) ที่ระดับ 1.0688/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/6) ที่ระดับ 1.0696/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าหลุดระดับ 1.0700 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังจากที่นายฌ็อง-ฟิลิปป์ ต็องกี ส.ส.พรรคเนชั่นแนล แรลลี่ (RN) ฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า RN ภายใต้การนำของนางมารีน เลอ แปน ชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ ทางพรรคจะยุติการดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณที่ทำมาหลายทศวรรษ และจะยึดมั่นในกฎระเบียบทางการคลังของสหภาพยุโรป (EU)

โดยนายต็องกีซึ่งเป็นกำลังในด้านนโยบายการเงินของพรรค RN ถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากพรรค RN ซึ่งมีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ สามารถรองเสียงข้างมากเด็ดขาดได้ในการเลือกตั้งสองรอบในวันที่ 30 มิ.ย. และ 7 ก.ค.นี้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0664-1.0746 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (28/6) ที่ระดับ 1.0693/97 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (24/6) ที่ระดับ 159.84/86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/6) ที่ระดับ 158.81/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นายมาซาโตะ คันดะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นยืนยันว่า ญี่ปุ่นพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงตลาดทุกเวลาหากพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็น หลังจากเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

“หากสกุลเงินเยนมีความผันผวนมากจนเกินไปก็จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น การที่เงินเยนเคลื่อนไหวมากเกินไปในขณะนี้ เป็นผลมาจากการเก็งกำไร ซึ่งเราก็พร้อมที่จะดำเนินการตามความเหมาะสม”

นายคันดะกล่าว การแสดงความเห็นของนายคันดะมีขึ้นในขณะที่เงินเยนร่วงลงสู่ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ทางการญี่ปุ่นได้เคยเข้ามาแทรกแซงตลาดในอดีต

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผย ได้แก่ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น รายงานข้อมูลเบื้องต้นในวันพฤหัสบดี (27/6) ว่า ยอดค้าปลีกของญี่ปุ่นในเดือน พ.ค. 2567 ขยายตัวแข็งแกร่งถึง 3% แตะระดับ 13.504 ล้านล้านเยน สูงกว่าตัวเลขการเติบโต 2% ในเดือน เม.ย. ข้อมูลยังระบุด้วยว่า ยอดขายเชิงพาณิชย์ในเดือน พ.ค.เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 48.947 ล้านล้านเยน

ขณะที่ยอดค้าส่งดีดตัวขึ้น 6.7% แตะระดับ 35.443 ล้านล้านเยน สำหรับยอดค้าปลีกในเดือน พ.ค.นั้น สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มขยายตัว 1%, กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่้มขึ้น 5.3% และกลุ่มเชื้อเพลิงเติบโต 4.5%

ขณะที่กระทรวงกิจการภายในญี่ปุ่นเปิดเผยวันศุกร์ (28/6) ว่า อัตราเงินเฟ้อในกรุงโตเกียวเร่งตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาดในเดือน พ.ค. ซึ่งสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือน ก.ค. รายงานระบุว่า ราคาผู้บริโภคไม่รวมอาหารสด ปรับตัวขึ้น 2.1% ในกรุงโตเกียว เร่งตัวขึ้นจาก 1.9% ในเดือน พ.ค.ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 2%

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อของกรุงโตเกียวเป็นดัชนีชี้วัดตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศที่จะเปิดเผยออกมาในเดือน ก.ค นักวิเคราะห์คาดว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจช่วยให้ BOJ พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่แรงกดดันด้านราคาอันเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินเยนมีโอกาสทำให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 2%

อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 37 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 161.27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐและปิดตลาดในวันศุกร์ (28/6) ที่ระดับ 160.74/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังเจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...