โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อโลกอาจกำลังมีสิ่งมีชีวิต 'สูญพันธุ์อยู่ในความมืดมิด' "เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเสียอะไรไป"

Environman

เผยแพร่ 24 พ.ค. 2567 เวลา 11.00 น.

‘การสูญพันธุ์ในความมืดมิด’ (Dark Extinctions) บางทีโลกกำลังสูญเสียสายพันธุ์ไปอย่างเงียบ ๆ โดยที่ไม่มีใครรู้เลย และนั่นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ว่าเรากำลังเผชิญอยู่ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นหายไปก่อนที่เราจะรู้จักมันด้วยซ้ำ

ข่าวแรดขาวเหนือ 2 ตัวสุดท้ายของสปีชีส์ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ครั้งหนึ่งวาฬฟินเคยถูกมนุษย์ฆ่าไปกว่า 750,000 ตัวจนเหลือเพียง 1% ของประชากรที่เคยมีอยู่ หรือเสือโคร่งที่สง่างามกำลังลดลงเรื่อย ๆ อย่างน่ากังวล สัตว์ใหญ่เหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่เราทุกคนเห็นได้ชัดเจน และได้รับการศึกษามาอย่างท่วมท้น

ที่ผ่านมามีการประเมินว่ามนุษย์โลกได้สัมผัสกับสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะทั้งพืช สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์เกือบ 9 ล้านชนิด ทว่าโลกนั้นเป็นสถานที่ใหญ่มากแม้อินเตอร์เน็ตจะทำให้หลายคนรู้สึกว่า เราสามารถติดต่อคนที่อยู่อีกฝั่งของโลกได้ในเสี้ยววินาที แต่หากเราลองลงไปเดินเขาสักลูกหนึ่ง เราจะรู้ได้ทันทีว่าธรรมชาตินั้นกว้างใหญ่กว่าที่คิด

นั่นจึงเป็นสาเหตุว่านักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่ลงภาคสนามเป็นประจำ ก็มีโอกาสจะ ‘พลาด’ อะไรบางอย่างไป ทั้งสิ่งที่เล็กและใหญ่อาจหลุดรอดสายตาไปแม้จะมีการตรวจสอบซ้ำอยู่หลายครั้งก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้คือ ‘การสูญพันธุ์ในความมืดมิด’ ที่มนุษย์ได้สูญเสียสายพันธุ์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนไปอย่างเงียบ ๆ

“เรารู้ว่าเราได้สูญเสียอะไรไปซึ่งได้รับการอธิบายไว้” ดร. Alexander Lees จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ กล่าว “แต่สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือสิ่งที่หายไปก่อนจะมีคำอธิบาย และในบางกรณีก็หายไปก่อนที่ศาสตร์แห่งอนุกรมวิธานจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้นอะไรก็ตามที่ค้นพบก่อนยุค Linnaeus อาจไม่เป็นที่รู้จักเลย”

#โลกแห่งการจัดประเภท

เมื่อนักวิทยาศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาเริ่มลงมือศึกษาสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่าง พวกเขาก็รับรู้ได้ในทันว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายอย่างมาก สัตว์หลายชนิดมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด และในแบบที่คาดไม่ถึง และผู้คนก็ต้องการอะไรบางอย่างเพื่อบอกว่าสิ่งนี้เหมือนกันอย่างไร? หรือพวกมันต่างกันตรงไหน?

“แล้วนักธรรมชาติวิทยาก็สังเกตว่า หมัดก็มีหมัดที่เล็กกว่ากินเลือดมัด แล้วเจ้าตัวที่เล็กกว่าเลห่านั้นก็มีตัวที่เล็กยิ่งกว่าคอยกัดมัน เป็นเช่นนั้นไม่มีสิ้นสุด” Jonathan Swift นักเขียน นักประพันธ์ชาวสวีเดน กล่าว

ข้อมูลของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องนำมาจัดเรียงตามลำดับและเปรียบเทียบกับสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้านับล้าน ๆ ชิ้นซึ่งถูกวางไว้อย่างสะเปะสะปะ โลกจึงต้องการระบบใหม่ที่ใช้งานได้จริงเพื่อบันทึกทุกสิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์เคยพบมา และก็เป็นชายชาวสวีเดนอีกคนที่เต็มใจพร้อมทำสิ่งดังกล่าว

Carl Linnaeus ชายที่เคยเกียจคร้านจนเกือบถูกส่งไปซ่อมรองเท้า ผู้โหยหาโลกธรรมชาติวิทยา และสร้างสรรค์สิ่งที่ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเป็น ‘ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกวิทยาศาสตร์’ (ถึงแม้ว่าเขาจะหมกหมุ่นเรื่องเซ็กส์ไปสักหน่อย แต่ก็ไม่มีใครเถียงเรื่องความอัจฉริยะของเขาได้)

ก่อนหน้าที่ Linnaeus จะคิดค้นระบบของเขาขึ้นมานั้น นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นกลุ่มง่าย ๆ เช่น สัตว์ป่ากับสัตว์เลี้ยง สัตว์บกกับสัตว์น้ำ ใหญ่หรือเล็ก มีค่าหรือไม่มีค่า บางคนถึงกับแบ่งตามประโยชน์ใช้สอยของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้งานหลักของ Linnaeus คือนำความผิดพลาดในอดีตมาแก้ไขพร้อมกับแบ่งมันตามลักษณะทางกายภาพ โดยได้ออกหนังสือเล่มแรกของเขาในปี 1735 ที่ชื่อ Systema Naturae ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มของ ‘อนุกรมวิธาน’ ที่มีคำอย่าง ไฟลัมหรือสปีชีส์ เป็นครั้งแรก

จากการพิมพ์ครั้งสุดท้ายของ Linnaeus เขาได้บันทึกสิ่งมีชีวิตหลายหมื่นชนิด เฉพาะพืชเพียงอย่างเดียวก็มากถึง 18,625 ชนิด ในที่สุดโลกของชนิดพันธุ์ก็มีระเบียบ และทำให้เรารู้ว่า วาฬตัวใหญ่ในมหาสมุทรเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์

#เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรารู้อะไรบ้าง?

หลังจากการจัดระเบียบของ Linnaeus หลายชื่อก็ค่อย ๆ สูญหายไปตามกาลเวลา บ้างก็พึ่งได้รู้ว่าใกล้สูญพันธุ์แล้วก็ตอนที่ได้รับการบันทึก แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ายังมีอีกมากที่เราไม่รู้ “ไม่รู้แม้กระทั่งจำนวนที่ใกล้เคียงที่สุด” Edward Osborne Wilson นักธรรมชาติวิทยาชาวอเมริกัน กล่าว

ตัวเลขที่ประเมินกันไว้คืออยู่ที่ 3-200 ล้านชนิดบนโลกที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน บางคนเชื่อว่ายังพืชและสัตว์อีกกว่า 97% ที่ยังไม่เคยถูกพบ หากลองนึกดูว่ายังมีพื้นที่ในมหาสมุทรเกิน 80% ที่ยังไม่ถูกสำรวจ ตัวเลขดังกล่าวจึงเป็นไปได้อย่างยิ่ง

ครั้งหนึ่งในปี 1980 Terry Erwin นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสมิธโซเนียน ได้ทดลองพ่นยาฆ่าแมลงใส่ต้นไม้ในป่าฝนเขตร้อนของประเทศปานามีจำนวน 19 ต้น แล้วเก็บทุกตัวอย่างที่หล่นลงมาใส่ตาข่ายด้านล่างที่คอยรองรับไว้อยู่ ไม่เพียงเท่านั้น เขายังทำซ้ำในทุกฤดูเพื่อมั่นใจว่าจะได้ชนิดพันธุ์ที่อพยพมาด้วย

ในครั้งนั้นเขาเก็บแมลงปีกแข็งได้ 1,200 ชนิด เมื่อคำนวณจากการแพร่กระจายในที่อื่น ๆ รวมถึงชนิดของต้นไม้ในป่าบนโลก พร้อมตัวแปรอีกยาวเหยียด เขาประเมินออกมาว่าทั้งโลกมีแมลงอยู่ราว 30 ล้านชนิด แน่นอนว่ามันเป็นตัวเลขที่มากอย่างยิ่ง และมากพอ ๆ กับเสียงคัดค้านที่ได้รับ นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ได้ให้ตัวเลขที่แตกต่างไปเช่น 13 ล้าน แต่บางคนก็มากกว่า Erwin ที่ 80 ล้านหรือเกินกว่านั้นที่ 100 ล้าน

ข้อมูลเหล่านี้อาจจะดูเป็นการประมาณที่มากเกินไป แต่เราก็เห็นจากข่าวพบสปีชีส์ใหม่แทบทุกวัน และโลกที่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 4 พันกว่าล้านปี ดังนั้นช่วงปัจจุบันของเราจึงเป็นช่วงเวลาเพียงเศษเสี้ยวเดียวที่เกิดขึ้น นั่นทำให้เราไม่รู้เลยว่าโลกอดีตที่ผ่านมามีความหลากหลายมากเพียงใด

“สำหรับหลายสายพันธุ์ เราอาศัยฟอสซิล(ในการศึกษา) ดังนั้นสายพันธุ์ที่เป็นฟอสซิลในบ่อน้ำอาจมีบันทึกการสูญพันธุ์ทางประวัติศาสตร์ได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ทุกสายพันธุ์” ดร. Lees กล่าว “นกไม่ได้เป็นฟอสซิลเช่นเดียวกับที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็น และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ก็หาได้ยากมาในบันทึกฟอสซิล”

กล่าวง่าย ๆ เราไม่รู้จริง ๆ ว่าโลกได้ให้กำเนิดมากี่สายพันธุ์แล้ว และสูญพันธุ์ไปเท่าไหร่เช่นกัน สิ่งที่เคยมีอยู่ต่างสูญหายไปในความมืดมิดตลอดกาลนานยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ทั้งหมด

#ผลกระทบที่ไม่รู้จัก

ระบบนิเวศของโลกนั้นเป็นสถานที่ซับซ็อนและไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย พวกมันมักมีสายพันธุ์จำนวนมากคอยทำหน้าที่ต่าง ๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน การสูญหายไปของสัตว์ไม่กี่ชนิดก็อาจสร้างความเสียหายที่เราไม่รู้จักได้

ทางสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN ได้จัดประเภทสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งของปัจจุบันไว้ที่ 909 ชนิด อย่างไรก้ตาม เมื่อเทียบกับตัวเลขที่ได้ประเมินไว้นั้น นี่เป็นการประมาณที่ ‘ต่ำเกินไป’ อย่างมีนัยสำคัญชัดเจน นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้พยายามพัฒนาแบบจำลองทางสถิติเพื่อประเมินการสูญพันธุ์ที่เกิดขึ้น

งานวิจัยบางชิ้นระบุว่าโลกอาจสูญเสียสัตว์ไม่มีกระดูกสันหัลงไปมากถึง 260,000 ชนิดในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา หลายงานชี้ให้เห็นว่าอาจมีการสูญพันธุ์โดยที่เราไม่รู้มากถึง 1,000-10,000 เท่าของอัตราปัจจุบัน ขณะที่อีกหลายชิ้นเผยว่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนเกาะมีความเสี่ยงสูงกว่าสิ่งมีชีวิตในทวีปถึง 187 เท่า

ทั้งหมดนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ พวกเขาไม่มั่นใจว่าหากช่วยสายพันธุ์หนึ่งสายพันธุ์มากเกินไป หรือทำอะไรบางอย่างมากเกินไป ก็อาจส่งผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่รู้จักได้

“สิ่งที่ทำให้ผมกังวลก็คือ ผมต้องตัดสินใจให้ดีที่สุดว่าจะปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่ไหน” Stuart Pimm นักนิเวศวิทยาด้านการอนุรักษ์ของมหาวิทยาลัย Duke และผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ไม่แสวงกำไร Saving Nature กล่าว “แต่จะตัดสินได้อย่างไรเมื่อไม่มีความรู้”

#เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส

โลกเป็นสถานที่ที่ไม่ธรรมดา ทางพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งลอนดอนได้วัตถุที่เกี่ยวกับอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตจากทุกมุมโลกมากกว่า 100,000 ชิ้นต่อปี มีสัตว์ดองในขวดโหลหลายหมื่นใบ มีแมลงปักหมุดติดกระดาษนับล้านตัว เปลือกหอยทะเลในหลายลิ้นชัก มีกระดูกไดโนเสาร์ กระดูกมนุษย์โบราณจำนวนมาก รวมทั้งมีแฟ้มตัวอย่างพืชที่เก็บไว้นับไม่ถ้วน

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เราเห็นว่ามีสิ่งต่าง ๆ มากเพียงใดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ หนังสือประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง จากจักรวาลถึงเซลล์ ที่เขียนโดย Bill Bryson ระบุไว้ในหน้าที่ 466 ว่า ‘แม้เราจะจัดเตรียมคนงานภาคสนามมาหลายพันคน และส่งออกไปยังมุมไกลสุดของโลก ก็ยังถือว่าไม่มากพอ’

‘เราต้องพลิกหินทุกก้อน คุ้ยเขี่ยเศษใบไม้ทุกที่บนพื้นป่า ใช้ตะแกรงร่อนดินและทรายปริมาณมากมายเกินจะจินตนาการ ปีนขึ้นไปบนยอดต้นไม้ในป่าทุกยอด และประดิษฐ์คิดค้นวิธีสำรวจทะเลที่มีประสิทธิภาพมาก ๆ กระนั้นเราก็อาจมองข้ามระบบนิเวศทั้งหมดไป’

การมีชีวิตและความหลากหลายอันอุดมสมบูรณ์ ณ จุดจุดหนึ่งในระบบสุริยะที่อยู่ภูมิภาคขอบนอกของกาแล็กซี และเป็นส่วนเล็กส่วนหนึ่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าปลื้มปิติและเป็นพรอย่างยิ่ง ทว่ามนุษย์เรากลับไม่รู้ตัวเลยว่ากิจกรรมต่าง ๆ ของเรากำลังทำร้ายธรรมชาติมากเพียงใด

“มีภารกิจที่ต้องดำเนินการ และจัดหมวดหมู่ความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ก่อนที่มันจะสูญพันธุ์” ดร. Lees กล่าว “คุณจะไม่มีอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่เราหวังว่าจะทำได้ดีเกิน 10% และนั่นเป็นเป้าหมาย”

โลกกำลังสูญเสียความหลากหลายไปในอัตราที่น่าตกใจ และยิ่งกว่าเราไม่รู้ว่าเรากำลังสูญเสียอะไรไป แต่สิ่งที่เรารู้ตอนนี้คือ โฮโม เซเปียนส์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด มีความสามารถในการจดบันทึก ศึกษา เผยแพร่ข้อมูล และยิ่งกว่านั้นคือเรามีความสามารถที่จะช่วยสิ่งมีชีวิตบนโลก

เรา คือทุกชีวิตที่ดำรงอยู่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.0001% ของประวัติศาสตร์โลกเกือบ 5 พันล้านปีต้องอาศัย ‘โชค’ มากมายเพื่อมาถึงปัจจุบัน เราผ่านการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง และเราต้องทำให้แน่ใจว่า ‘ยุคของเรา’ จะไม่กลายเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อีกครั้ง เราหวังว่าเราจะไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น

ที่มา

https://royalsocietypublishing.org/…/10…/rsbl.2021.0007

https://www.iflscience.com/how-dark-extinctions-are…

https://www.cnet.com/…/dark-extinction-has-scientists…/

หนังสือประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง โดย Bill Bryson

Photo : John Cummings/commons.wikimedia.org

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...