โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KResearch คาด “หนี้ครัวเรือนไทย” โตต่ำกว่า 1% ในปี 67 ปรับประมาณการลงมาที่กรอบ 88.5-89.5% ต่อจีดีพี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ต.ค. 2567 เวลา 14.26 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2567 เวลา 07.26 น.

KResearch คาด "หนี้ครัวเรือนไทย" โตต่ำกว่า 1% ในปี 67 ปรับประมาณการลงมาที่กรอบ 88.5-89.5% ต่อจีดีพี เนื่องจากเศรษฐกิจภาพรวมยังมีสัญญาณฟื้นตัวช้า ข้อจำกัดในการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนและความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหม่

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือน ปี 2567 อาจชะลอลงมาที่ 88.5-89.5% ต่อจีดีพี แต่ข้อมูลระดับครัวเรือนยังสะท้อนความสามารถในการรับมือกับปัญหาหนี้ที่แตกต่างกัน โดยอธิบายว่า

หนี้ครัวเรือนไทย เริ่มชะลอการเติบโตลงมานับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 โดยข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาสที่ 2/2567 ยอดคงค้างเงินกู้ยืมภาคครัวเรือนไทยอยู่ที่ 16.32 ล้านล้านบาท เติบโตเพียง 1.3% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนที่ต่ำที่สุด นับตั้งแต่ ธปท.เริ่มมีการเผยแพร่สถิติข้อมูลในปี 2546 และชะลอลงต่อเนื่องจากที่เติบโต 4.2%YoY ในไตรมาสที่ 3/2565 โดยการชะลอลงของยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนในช่วงดังกล่าว สะท้อน 4 เรื่อง หลักๆ ได้แก่

1. การทยอยหดตัวลงของหนี้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในประเภทหนี้ Big-Ticket Items ของครัวเรือน โดยหนี้เพื่อซื้อรถยนต์ฯ ของครัวเรือน หดตัวลง 5.8% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 ซึ่งเป็นอัตราการหดตัวที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่ฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบ่งตามวัตถุประสงค์การกู้เริ่มเผยแพร่ในปี 2555 และเป็นการหดตัวลงตลอด 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะที่สัดส่วนหนี้รถยนต์ฯ ต่อหนี้ครัวเรือนไทย ลดลงมาอยู่ที่ 10.6% ในไตรมาสที่ 2/2567 จากที่เคยมีสัดส่วนประมาณ 11.5% ต่อหนี้ครัวเรือนไทยในช่วงไตรมาสที่ 3/2565 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับภาพการหดตัวลงของตลาดรถยนต์ในประเทศ

2. สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ของธนาคารพาณิชย์หดตัวลง ทั้งในส่วนของสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยใหม่และที่อยู่อาศัยมือสองทั้งแนวราบและอาคารชุด หลังมาตรการผ่อนปรน LTV สำหรับช่วงโควิด-19 สิ้นสุดลงในช่วงสิ้นปี 2565 ขณะที่ยอดคงค้างหนี้อสังหาริมทรัพย์ของภาคครัวเรือนที่ปล่อย โดยสถาบันการเงินทุกประเภทชะลอลงจากที่เติบโต 5.3%YoY ไตรมาสที่ 3/2565 มาที่ 3.0%YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ฐานข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบ่งตามวัตถุประสงค์การกู้เริ่มเผยแพร่ในปี 2555 เช่นกัน

3. หนี้เพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่น (ไม่รวมบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล) ยังคงเร่งตัวขึ้นสวนทางกับหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ชะลอลง ซึ่งภาพดังกล่าวสะท้อนว่าครัวเรือนยังพึ่งพาเงินกู้มาบริหารจัดการสภาพคล่องเพื่อกินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน โดยยอดคงค้างหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่นเร่งขึ้น 4.4% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 เทียบกับเติบโตประมาณ 2.1% YoY ไตรมาสที่ 3/2565 ขณะที่ยอดคงค้างหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ขยายตัวเพียง 3.6% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 จากที่เคยโตถึง 15.5% YoY ในไตรมาสที่ 3/2565

4. ครัวเรือนเริ่มมีการกู้ยืมเงินผ่านสถาบันการเงินอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจมากขึ้น ตลอดช่วง 3-6 ไตรมาสที่ผ่านมา อาทิ การกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ เติบโต 4.0% YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 สูงกว่าการกู้ยืมผ่านแบงก์และ SFIs และการกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันที่ทำไว้ (เพื่อเพิ่มสภาพคล่องนำเงินบางส่วนมาหมุนใช้จ่ายโดยที่การคุ้มครองหลักจากกรมธรรม์ยังคงไว้อยู่และไม่ต้องยกเลิกสัญญาของประกันที่ทำไว้) ซึ่งเติบโต 4.3%YoY ในไตรมาสที่ 2/2567 ขณะที่การกู้ยืมจากโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 9.7%YoY ในไตรมาสที่ 2/2567

หนี้ครัวเรือนไทยปี 2567 อาจโตต่ำกว่า 1.0% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับทบทวนประมาณการสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลงมาที่กรอบ 88.5-89.5%

หากมองในภาพรวม หนี้สินของภาคครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2567 ซึ่งยังคงเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของมูลค่าทางเศรษฐกิจที่วัดจาก Nominal GDP ส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ชะลอลงมาที่ระดับ 89.6% (ต่ำสุดในรอบ 4 ปี) จากระดับ 90.7% ในไตรมาสที่ 1/2567 ย้ำภาพการชะลอตัวต่อเนื่องหลังจากที่เคยปรับสูงขึ้นไปแตะ 95.5% ต่อจีดีพีในช่วงวิกฤตโควิด-19

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี 2567 โดยมีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในปี 2567 จะต่ำกว่า 1.0% ซึ่งเป็นอัตราที่ช้ากว่า Nominal GDP เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในภาพรวมที่ยังมีสัญญาณฟื้นตัวช้าและผลกระทบต่อเนื่องจากช่วงโควิด-19 ล้วนเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของรายได้ภาคครัวเรือน ซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อเนื่องต่อความสามารถในการก่อหนี้ก้อนใหม่ และความสามารถในการรับมือกับภาระหนี้ก้อนเดิม

จากภาพดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับทบทวนตัวเลขประมาณการสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปี 2567 จากคาดการณ์เดิมที่ 90.7% ลงมาที่กรอบ 88.5-89.5% ซึ่งแม้จะต่ำลงเมื่อเทียบกับระดับ 91.4% ต่อจีดีพีในปี 2566 แต่ก็ยังคงสูงกว่า 80.0% ต่อจีดีพี

ซึ่งตามการศึกษาของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80.0% ต่อจีดีพีติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของระบบการเงินได้

แม้หนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่ของประเทศจะชะลอตัว แต่อาจไม่ได้สะท้อนความสามารถในการรับมือกับภาระหนี้ในระดับครัวเรือน

จากข้อมูลผลสำรวจหนี้สินครัวเรือนประจำไตรมาส 3/2567 จำนวน 963 ตัวอย่างทั่วประเทศโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนเป็นกลุ่มที่มีฐานะทางการเงินที่เปราะบางและมีภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินเต็มมือ เพราะแม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มนี้จะมีหนี้ประมาณ 1-3 ก้อนใกล้เคียงค่าเฉลี่ย

แต่ก็มีสัดส่วนการกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในระบบสูงกว่ากลุ่มระดับรายได้อื่น ขณะที่สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ก็ไต่ขึ้นไปสูงถึง 40.3% จึงทำให้มีเงินเหลือเก็บออมเพียง 10.5% เมื่อเทียบกับรายได้ต่อเดือน

ส่วนครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 30,000-70,000 บาทต่อเดือนนั้น เป็นกลุ่มที่แม้จะสามารถดูแลจัดการกับภาระหนี้ที่มีอยู่เดิมไ
ด้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัญญาณสะท้อนว่า กลุ่มนี้อาจเริ่มมีข้อจำกัดในการก่อหนี้ก้อนใหม่และผู้ตอบแบบสอบถามบางรายในกลุ่มนี้อาจมีหนี้มากกว่า 3 ก้อนพร้อมกัน จึงทำให้มีสัดส่วน DSR ขยับขึ้นไปที่ 40.8% โดยเฉลี่ย ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น

และสำหรับครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้มากกว่า 70,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปนั้น น่าจะเป็นกลุ่มที่สามารถรับมือกับภาระหนี้ที่มีอยู่ได้ค่อนข้างดี สามารถบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินได้และมีเงินเหลือเก็บออมต่อเดือนสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ

นอกจากนี้เมื่อเจาะลงไปถึงสาเหตุของการก่อหนี้ในแต่ละกลุ่มรายได้ พบว่าครัวเรือน/ผู้ตอบแบบสอบถามที่อยู่ในกลุ่มรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ประมาณ 46% (ค่าเฉลี่ยของกลุ่มรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มรายได้มากกว่า 15,000-30,000 บาทต่อเดือน) เป็นหนี้เพราะเหตุจำเป็น เช่น รายได้ไม่เพียงพอรองรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และ/หรือมีปัญหาด้านสภาพคล่อง-เงินออมต่ำ ทำให้ไม่สามารถหมุนเงินได้ทันในระยะสั้นเมื่อมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงิน

ดังนั้นกลุ่มรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือนจึงเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อรายได้มากกว่าลูกหนี้กลุ่มอื่น

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในภาพใหญ่ของประเทศจะทยอยปรับลดลง แต่อัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนในแต่ละปียังคงสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานเฉลี่ย และเมื่อเจาะลึกลงไปเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในระดับครัวเรือนจากผลสำรวจหนี้สินครัวเรือนประจำไตรมาส 3/2567 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยแล้ว พบว่าครัวเรือนในแต่ละกลุ่มระดับรายได้มีความสามารถในการรับมือกับภาระหนี้ที่แตกต่างกัน

ดังนั้นการลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในระดับภาพใหญ่ของประเทศ จึงไม่อาจสะท้อนว่าภาระหนี้สินและปัญหาการชำระหนี้ในระดับครัวเรือนจะมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นตามในทันที เพราะแม้ว่าหลายครัวเรือนจะสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องและดูแลภาระหนี้สินที่มีอยู่ได้ แต่ก็มีอีกหลายครัวเรือนเช่นกันที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องสถานะทางการเงินเริ่มมีความเปราะบาง เพราะภาระหนี้เริ่มเต็มมือ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...