โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

2 ปี “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” คว้าน้ำเหลวล้างหนี้ “สายสีเขียว” 1.08 แสนล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ก.ย 2567 เวลา 07.13 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2567 เวลา 22.00 น.

ภายหลังจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม2565 โดยประกาศว่าจะเข้ามาแก้ปัญหา “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” หลังจากนั้นจะเร่งรัดหาข้อสรุปภายใน 1 เดือน ปัจจุบันผ่านมากว่า 2 ปี พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวได้รวดเดียวในทันทีอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้

เนื่องจากปัญหาที่กทม.และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ในรัฐบาลก่อนไม่มีทีท่าจะชำระหนี้ให้แก่เอกชนได้ตามสัญญาอีกทั้งไม่ได้เร่งจัดเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ 2 หลังจากเปิดให้บริการเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้มีหนี้สะสมเป็นจำนวนมาก 1.08 แสนล้านบาท

ถึงแม้ว่าขณะนี้ กทม.ได้ชำระหนี้ระบบรถไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) วงเงิน 23,000 ล้านบาท แล้ว แต่ปัจจุบันยังคงมีหนี้ค้างชำระไม่น้อย หากจะนำงบประมาณทั้งหมดที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปีมาชำระทั้งหมดทีเดียว จะทำให้กทม.มีงบประมาณไม่เพียงพอในการบริหารราชการภายในพื้นที่กทม. จึงจำเป็นต้องเสนอต่อสภากทม.พิจารณาอนุมัติงบประมาณเงินสะสมจ่ายขาดทยอยชำระให้แก่เอกชนแทน

นอกจากนี้กทม.ยังมีหนี้ค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่โอนมาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในปี 2561 รวม 69,105 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 55,704 ล้านบาท และดอกเบี้ย 13,401 ล้านบาท โดยกทม.ประเมินว่าจากหนี้ดังกล่าว ส่งผลให้ขาดทุนจากรถไฟฟ้าส่วนขยายสีเขียว (ปี 2564-2572) จำนวน 30,000-40,000 ล้านบาท

โดยในปี 2541 รัฐบาลมีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบขยายเส้นทางรถไฟฟ้าจากกรุงเทพฯถึงจังหวัดปทุมธานีในเส้นทาง หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และเส้นทางแบริ่ง-สมุทรปราการ

ต่อมาในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นผู้รับผิดชอบการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมดแทนรฟม. ทำให้ กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 69,105 ล้านบาท จาก รฟม. ก่อนการเจรจาจะแล้วเสร็จและมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2561

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว) ที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ฟ้องกรุงเทพมหานครกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (KT)

โดยพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 2 ราย ชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนงานเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง (O&M) ร่วมกันภายในระยะเวลา 180 วันหรือภายใน 6 เดือน จำนวน 14,000 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย

ทั้งนี้ยังพบอีกว่าตามสัญญากทม.และเคทีต้องชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา (O&M) ให้แก่บีทีเอสซี ทุกวันที่ 20 ของเดือน หากไม่มีการชำระหนี้ให้แก่บีทีเอสซีต้องเสียอัตราดอกเบี้ย 8.05% หรือเสียค่าดอกเบี้ย 7 ล้านบาทต่อวัน

นอกจากนี้การไม่ชำระหนี้ให้แก่เอกชนตามกำหนดยังก่อให้เกิดความเสียแก่เอกชน เพราะบีทีเอสซี มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเดินรถประมาณ 800 ล้านบาทต่อเดือน ไม่รวมดอกเบี้ย

ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ออกมายืนยันว่าหลังจากศาลปกครองสั่งให้กทม.และเคทีชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวแก่บีทีเอสนั้น จะเดินหน้าของบประมาณเงินสะสมจ่ายขาดมาชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งจะต้องเสนอต่อสภากทม.พิจารณาอนุมัติ

หากสภากทม.อนุมัติแล้วกทม.จะนำงบประมาณมาชำระแก่บีทีเอสรอบเดียวตามคำสั่งของศาลปกครอง คาดว่าจะเริ่มชำระหนี้ให้แก่บีทีเอสซีได้ภายในเดือน พฤศจิกายนนี้

สำหรับหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา (O&M) ส่วนต่อขยายที่ 1 สายสุขุมวิท ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และสายสีลม ช่วงตากสิน-บางหว้า และส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ที่ต้องชำระ วงเงินรวม 39,402 ล้านบาท ดังนี้

1.หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2562-พฤษภาคม2564 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือน เมษายน2560-พฤษภาคม2564

โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ชำระ 11,755 ล้านบาท ภายใน 180 วัน พร้อมดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) บวก 1% ต่อปี รวมแล้วประมาณ 14,000 ล้านบาท

2.หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน2564- ตุลาคม2565 วงเงิน 11,811 ล้านบาท โดยบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน2565 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลปกครองกลาง

หากมีคำพิพากษาในทิศทางเดียวกับคดีแรกจะทำให้กรุงเทพมหานครและบริษัท กรุงเทพธนาคาร จำกัด ต้องชำระอัตราดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน

3.หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565- มิถุนายน2567 วงเงิน 13,513 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย ซึ่งผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้ายังไม่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง

4.หนี้ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุง ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือนมิถุนายน2567- ปัจจุบัน โดยสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายจะสิ้นสุดปี 2585

หลังจากนี้คงต้องจับตาผู้ว่าฯกทม.จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สายสีเขียวอย่างไร ควรต่อสัมปทานกับเอกชน 30 ปีเพื่อแลกหนี้หรือจะเปิดประมูลหาเอกชนรายใหม่แทน เพราะปัจจุบันกทม.มีสัญญาเดินรถของบีทีเอสที่จะสิ้นสุดในปี 2572และ ปี 2585

วิเคราะห์ หน้า 8 ฉบับที่ 4,027 วันที่ 15 - 18 กันยายน พ.ศ. 2567

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...