โรม ค้าน สร้างรั้วรอบปราสาทตาเมือนธม หวั่นเข้าทางเขมร แนะยกระดับปราบแก๊งคอล
โรม เสียใจ 3 ทหาร เหยียบกับระเบิด เบรกโซเชียลอย่าเติมเชื้อไฟ ทำรั้วรอบปราสาทตาเมือนธม หวั่นเข้าทางกัมพูชา ลากขึ้นศาลโลก แนะไทยเชิญ ฮุน มาเนต ร่วมปราบแก๊งคอล
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 17 ก.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาขณะนี้ว่า ตอนนี้ยังติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของคลิปเสียงก็ยังไม่ยอมแพ้ ต้องมีการหารือแนวทางในกมธ.อีกครั้ง
ซึ่งเรื่องคลิปเสียงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่เราต้องได้รับความชัดเจน คิดดูว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลยังไม่ให้ความร่วมมือ เรื่องอื่นๆ เราจะหวังพึ่งความร่วมมือจากรัฐบาลได้อย่างไร จนมาถึงวันนี้กมธ.ไม่ได้รับการคลี่คลายในเรื่องนี้เลย
ส่วนแนวทางที่ 2 ในการแก้ปัญหาซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องด่านชายแดนที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งแล้วกลับไปสู่สถานะเดิมที่ทั้งสองฝ่ายพึงมีต่อกัน ต้องยอมรับว่าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว ที่จะทำให้ด่านชายแดนกลับไปอยู่สภาพเดิมที่มีการค้าขาย วันนี้เรายังไม่เห็นความชัดเจนว่าจะมีแนวทางอย่างไร
ทั้งนี้ จะโทษรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ ต้องยอมรับว่าทางกัมพูชาก็มีประเด็นปัญหาแบบนี้ ดังนั้น สิ่งที่เป็นข้อแนะนำไปถึงรัฐบาลในการคลี่คลายและทำให้เกิดการพูดคุยกลับมาเป็นปกติได้ ต้องยกระดับมาตรการที่สำคัญ คือ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถ้าปัญหานี้จบลง ทุกฝ่ายจะอยากพูดคุยถึงการค้าขายที่ปกติมากขึ้น
แต่การรอให้เกิดการปราบปรามอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจบได้ทันที ดังนั้น การพูดคุยระหว่าง 2 ประเทศจำเป็นต้องมี ซึ่งความยากคือทางกัมพูชาไม่ได้มีมุมมองแบบเดียวกัน วิธีการคือเราจำเป็นต้องพูดคุยกับประเทศอื่นให้มากขึ้น เพื่อทำให้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความก้าวหน้ารวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทางกัมพูชาจะได้มาพูดคุยกับเราและจะได้มีข้อได้เปรียบ
เมื่อถามว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประกาศจะกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไทยจะมีส่วนร่วมหรือแนวทางอย่างไรบ้าง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หากทางกัมพูชาต้องการที่จะปราบปราม ทางการไทยต้องรีบเชื้อเชิญเลย เพื่อดึงกัมพูชามาช่วยปราบปราม วันนี้เรารู้พิกัดกันหมดแล้ว คิดว่า KPI ง่ายมาก คือรอดูว่า 50 เกือบ 60 พิกัด มีการปราบปรามหรือไม่
รวมถึงการออกมาตรการออกหมายจับเพิ่มเติมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างๆ และรอดูว่าทางกัมพูชาจะมีการส่งตัวให้หรือไม่ รวมถึงการสร้างปฏิบัติการร่วมกัน ซึ่งทางกัมพูชาต้องเป็นหัวหอก และไทยคอยประสานงานให้ข้อมูล หากกัมพูชาจริงใจกระบวนการเหล่านี้ควรจะเกิดขึ้น
ส่วนการเรียกทูตกลับมาในเชิงลดความสัมพันธ์ มองว่าจะทำให้ปัญหาบานปลายหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนแรกตอนประเมินว่าการเรียกทูตกลับมาจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ถ้าสถานการณ์ไม่ได้มีการไต่ระดับสูงขึ้น ต้องตอบคำถามให้ชัดว่าทำไมต้องเป็นเวลาดังกล่าว ทำไมไม่เกิดขึ้นก่อนหน้า เรื่องนี้ต้องพิจารณาเหมือนกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องคิดว่าในการเจรจาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก หากไม่มีทูตแล้ว จะทำกันอย่างไร
"ผมคิดว่าหลายส่วนรัฐบาลค่อนข้างช้า ในการแสดงออก ในการแสดงพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง หรือแม้กระทั่งการจะเรียกทูตกลับมา ดังนั้น สถานการณ์ภาพรวมทั้งหมดผมยังแปลกใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร วันนี้รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าตกลงต้องการอะไร และจะไปเป้าแบบไหน เอาให้มันชัด หากรัฐบาลไม่รู้ตัวเองว่าทำอะไรอยู่ จะมีปัญหาในการแก้วิกฤตนี้มากๆ" นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่าที่รัฐบาลตัดสินใจเรื่องชายแดนกัมพูชาไม่ได้ เพราะนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นอย่างนั้น ตนคิดว่ามีส่วนที่เป็นรูปแบบและส่วนที่เป็นเนื้อหา ส่วนที่เป็นรูปแบบก็ต้องยอมรับว่าการที่นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่แค่หยุดปฏิบัติหน้าที่แต่รอคอยว่าศาลจะว่ายังไง
ต้องยอมรับว่าความเชื่อมั่นของประชาชนและต่างชาติมองว่า ดูแล้วมีความเป็นไปได้มากที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อาจจะไม่ได้เป็นนายกฯ อีกแล้วในวันข้างหน้า ทำให้เกิดปัญหาขาดเสถียรภาพทางการเมือง
"การที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพยายามเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น ก็มีปัญหาเหมือนกันว่าในแง่ความชอบธรรมในการแก้วิกฤตต่างๆ ก็ไม่มี ในส่วนของเนื้อหาการที่คุณแพทองธารไม่ตอบคำถามในเรื่องของคลิปเสียง การปราศจากซึ่งคำขอโทษที่จริงใจต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย และวิธีการสื่อสารอื่นๆ ที่ผิดพลาดมาตลอด ผมคิดว่ามันทำให้วิกฤตของเราขยายใหญ่โต และทำให้สุดท้ายคนเริ่มงงว่าเรากับกัมพูชาทะเลาะกันเรื่องอะไร" นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ซึ่งจะมีคำถามต่อไปว่าที่ทำกันอยู่จะนำไปสู่อะไร หากจะเอาเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นหลักในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ต้องยอมรับไฟเรายังไม่ตัด เน็ตเรายังไม่มีความคืบหน้า และที่บอกน้ำมันไม่ส่งก็แค่ผ่านด่านไม่ได้ แต่ส่งช่องทางอื่นก็ได้ ก็จะมีปัญหาในลักษณะนี้ต่อไป สุดท้ายเราแค่บีบโดยเอาเรื่องการค้าชายแดนเป็นตัวตั้ง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ
วันนี้แกงคอลเซ็นเตอร์จะไปทำงานที่กัมพูชาเขามีวิธีอื่น คือนั่งเครื่องบินไปลงพนมเปญ และนั่งรถกลับมา ซึ่งตรงนี้เราไม่เห็นว่าสุดท้ายรัฐบาลหากจะปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์จริงๆ มีการจัดการจริงจังแค่ไปโฟกัสจุดชายแดนอย่างเดียว ตนคิดว่าไม่ใช่ทางออกทั้งหมด
เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอให้สร้างรั้วรอบปราสาทตาเมือนธม นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เราไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มเชื้อไฟ ถ้าเราทำรั้ว เราจะทำไปทำไม ถ้าเราทำรั้วทางกัมพูชาก็จะใช้จุดนี้ทำให้เกิดการปะทะ ถ้าปะทะกันก็จะมีโอกาสที่กัมพูชาจะใช้จุดนี้นำไปสู่ศาลโลก
เมื่อถามต่อว่าเรื่องการทำรั้ว มีการเรียกร้องเพราะทหารกัมพูชาขึ้นมาปลุกปั่นบ่อยครั้ง นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่าตกลงเราต้องการอะไร ถ้าเราต้องการให้กัมพูชาพาเราไปศาลโลก เราอาจจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าต้องการให้ชายแดนกลับมาสู่ปกติ และเราพยายามที่ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมองปัญหาที่แท้จริงว่า กัมพูชาต้องการยั่วยุ เป็นแลนด์ออฟสแกมเมอร์
วิธีการวางตัว กำหนดท่าที และแนวทางต่างๆ ต้องใจเย็นๆ ไม่ควรไปเพิ่มจุดอะไรต่างๆ ที่ทำให้เกิดการปะทะกัน ปะทะเมื่อไหร่คือสิ่งที่กัมพูชาอยากได้ กัมพูชาไม่ได้แคร์ชีวิตทหาร ไม่ได้สนใจว่าชีวิตประชาชนจะเป็นอย่างไร เขาสนใจแต่เป้าหมายคือพาประเทศไทยไปสู่ศาลโลก กัมพูชาถือว่าชนะแล้ว
เมื่อถามกรณีล่าสุดที่ทหารพราน 3 นาย เหยียบกับระเบิด นายรังสิมันต์ กล่าวแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่อยากให้มีสถานการณ์เช่นนี้ ไม่อยากให้มีใครบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ เราคงต้องติดตามต่อไปว่าที่มาที่ไปของเหตุกับระเบิด รายละเอียดเป็นอย่างไร เบื้องต้นตนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด คงจะได้มีการหารือกับทางกองทัพต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรม ค้าน สร้างรั้วรอบปราสาทตาเมือนธม หวั่นเข้าทางเขมร แนะยกระดับปราบแก๊งคอล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th