โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ก.ล.ต.–ตลท. เปิดตัว Corporate Value Up–JUMP+ ยกระดับบจ.ไทย หวังปีแรกเข้าร่วม 100 บริษัท ชูแรงจูงใจ ESG–โปรโมตเข้มนักลงทุนสถาบัน

Wealthy Thai

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 01.48 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 12.15 น.

สำนักงาน ก.ล.ต. – ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังเปิดตัวโครงการ Corporate Value Up และ JUMP+ ผลักดันบริษัทจดทะเบียน ยกระดับธรรมาภิบาล-แผนเติบโตระยะยาว ชูสิทธิประโยชน์ทั้งเงินทุนและโรดโชว์ ตั้งเป้าปีแรกดึง 100 บริษัทเข้าร่วม คาดเริ่มเห็นแผนจริงไตรมาส 4/68 ก่อนทยอยรายงานผลปี 69
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตลาดทุนในเอเชียกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านผลตอบแทนและความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุน หลายประเทศจึงเริ่มขับเคลื่อนนโยบายการสร้างมูลค่าของกิจการในระยะยาว หรือ Value Up เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลสร้างคุณค่าในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น
ขณะที่ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ หากต้องการให้บริษัทจดทะเบียนเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่แนวทาง Value Up คือโอกาสสำคัญ ก.ล.ต. จึงผลักดันโครงการ “Corporate Value Up” ให้เป็นกลไกหลักในการยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจไทย ทำหน้าที่เป็น ‘กรอบกลยุทธ์’ และ ‘กลไกส่งสัญญาณตลาด’ โดยเชื่อมโยงกับการออกแบบแรงจูงใจเชิงนโยบายผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) และโครงการ JUMP+
โดยโครงการ Corporate Value Up ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ธรรมาภิบาลระดับดีเลิศ (2) แผน Value Up ที่ชัดเจนทั้งด้านแผนกลยุทธ์มุ่งเน้นเพิ่มมูลค่ากิจการและด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีกรอบระยะเวลา 2 ปี และ (3) การสื่อสารกับนักลงทุนอย่างโปร่งใส หากบริษัทจดทะเบียนมีองค์ประกอบครบถ้วนจะมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์เป็นหลักทรัพย์ที่ Thai ESG หรือ Thai ESGX สามารถลงทุนได้ ซึ่งปัจจุบันมี 2 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติดังกล่าวแล้ว
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ JUMP+ เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งใจผลักดัน เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนพัฒนาการดำเนินงานและการขับเคลื่อนความยั่งยืน เพื่อประโยชน์แก่บริษัทจดทะเบียน ผู้ถือหุ้น และตลาดทุนโดยรวม
โดยบริษัทที่ร่วมโครงการจะมีการจัดทำแผนการเติบโต 3 ปี (69-71) ประกอบด้วยแผนด้านธุรกิจ แผนด้านธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยเปิดเผยความคืบหน้า และสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ร่วมโครงการ ผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดรับสมัครบริษัทจดทะเบียนที่สนใจร่วมโครงการในวันที่ 26 มิ.ย.-30 ธ.ค. 68 ซึ่งบริษัทจดทะเบียนที่เป็นเป้าหมายของโครงการนี้ คือ บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่อยากเห็นการเติบโต รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ โดยเชื่อว่าในปีแรกจะมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการราว 50-100 บริษัท
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตรจะสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ เงินทุนสนับสนุนเพื่อจัดทำแผนงานและการดำเนินกาตามแผน JUMP+ ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงสูงสุดไม่เกิน 5.5 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาโครงการ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF)
รวมถึงการขยาย visibility ทั้งในและต่างประเทศผ่านกิจกรรม roadshow กิจกรรม Opportunity Day การจัดทำบทวิเคราะห์ และโปรโมตผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตร นอกจากนี้ หากบริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ตามเงื่อนไขที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดจะได้รับเงินรางวัลสูงสุด 5 แสนบาท
การที่บริษัทจดทะเบียนดำเนินการตามแผนดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่ง กระตุ้นการเติบโต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุนไทยด้วย ทั้งนี้ บริษัทที่ร่วม JUMP+ จะได้เข้าสู่โครงการ “Corporate Value Up” หากมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของ สำนักงาน ก.ล.ต.
“โครงการ Jump+ จะช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลแผนการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ Opportunity Day ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพในการเติบโต นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีแผนในการจัดกิจกรรม Jump+ Corporate Day เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมาพบกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุน ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม ประกอบการตัดสินใจลงทุนอีกด้วย” นายอัสสเดชกล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มเห็นแผนงาน Jump+ ของบริษัทจดทะเบียน ในช่วงไตรมาส 4/68 เป็นต้นไป และจะสามารถติดตามการดำเนินงานตามแผนงานของบริษัท ได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/69
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ทางภาษี นายอัสสเดชกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นทางการ แต่หากได้รับการสนับสนุนส่วนนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมีเรื่องที่ต้องพิจารณาเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายเรื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...