โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“จาตุรนต์” ปาฐกถา 6 ตุลา ชูนักศึกษาต่อสู้เปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ ยั่งยืน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ต.ค. 2563 เวลา 05.54 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 05.05 น.

“จาตุรนต์” ปาฐกถา รำลึก 6 ตุลา ชี้ การสังหารโหดเมื่อ 44 ปีก่อน เพราะชนชั้นนำทนเห็นประชาชนปกครองตนเองไม่ได้ เตือนผู้มีอำนาจฆ่าคนเห็นต่าง มีแต่สร้างความขัดแย้ง ชวนประชาชนร่วมสู้กับนักศึกษา อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่และยั่งยืนกว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 ที่ลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ มหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการปาฐกถารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

นายจาตุรนต์ เริ่มต้นปาฐกถา ว่า “ขอร่วมรำลึกถึงวีรชน 6 ตุลา ผู้เสียสละชีวิตและที่ต้องบาดเจ็บทุพพลภาพมาจนทุกวันนี้ วีรชนที่ต่อสู้คัดค้านเผด็จการ วีรชนที่ต้องการพิทักษ์รักษาประชาธิปไตยและต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม เมื่อได้รับมอบหมายให้มาพูด ตนก็ตั้งคำถามว่า เราจะรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างไร ทำความเข้าใจ เก็บรับบทเรียน จะเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตอย่างไร”

ตีความหมาย 6 ตุลา

ที่ผ่านมามักมีการพูดถึง 6 ตุลา 19 โดยเน้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวง ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่อาจทำให้เกิดความเข้าใจความหมายของ 6 ตุลา ไม่ครบถ้วน จึงอยากเสนอความหมายของ 6 ตุลาใน 3 ประเด็น

1.เหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของชาวธรรมศาสตร์ แต่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาทั่วประเทศ ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นักศึกษาที่ชุมนุมและเสียชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มาจากหลายมหาวิทยาลัย  การเคลื่อนไหวของนักศึกษาในช่วงนั้นมีขึ้นทั่วประเทศและได้รับผลกระทบทั่วกัน เหตุการณ์ 6 ตุลา ส่งผลกระทบต่อประเทศทั้งประเทศ

“เมื่อ 6 ตุลา 19 ผมชุมนุมอยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อทราบว่ามีการยิงถล่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่กลางคืนและต่อมาตอนเช้าที่เชียงใหม่เองก็มีการรวมตัวของกลุ่มที่กระเหี้ยนกระหือรือจะมาทำร้ายนักศึกษา ผมจึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประกาศยุติการชุมนุมที่เชียงใหม่ เมื่อตอนสายวันนั้น หลังจากนั้นการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ของผมและเพื่อนๆ นักศึกษาอีกนับร้อยก็ยุติลง หลายคนเข้าป่าไปและหลายคนก็เสียชีวิตไป”

2.เหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ใช่การสังหารโหดเพียงอย่างเดียว นอกจากมีการจับกุมคุมขังนักศึกษาหลายพันคน รวมทั้ง ดำเนินคดีแกนนำข้อหาร้ายแรงในศาลทหาร ในวันเดียวกันนั้นมีการรัฐประหาร การล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ปิดฉากการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอันเป็นดอกผลจากการเคลื่อนไหว 14 ตุลา 2516

“การรัฐประหารที่เป็นการดึงประเทศถอยหลังกลับไปสู่ระบอบที่สมัยนั้นใช้คำว่าระบอบเผด็จการโดยนายทุนขุนศึกศักดินา ที่ต้องการปกครองประเทศแบบเผด็จการเต็มขั้น ซึ่งกำหนดเป็นแผนการนานถึง 12 ปี”

3.เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นความต่อเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เป็นพัฒนาการต่อเนื่อง เพียงแต่สำหรับประเทศชาติแล้วมันเป็นพัฒนาการในทางถอยหลัง

นักศึกษาถูกฆ่า เพราะชนชั้นนำทนไม่ได้

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา เกิดขึ้นได้อย่างไร ยังมีคำถามว่านักศึกษาทำอะไรที่ธรรมศาสตร์ จึงต้องถูกฆ่าความจริงแล้วนักศึกษาเพียงชุมนุมต่อต้านการกลับมาของเผด็จการความจริงแล้ว ต้องถามว่าจาก 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา เกิดอะไรขึ้น ทำไมชนชั้นนำจึงยอมไม่ได้

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ทำให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง นายกฯ มาจาก ส.ส. เริ่มมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นหรือกลับมาใหม่และพรรคการเมืองเริ่มมีบทบาท รัฐสภามีบทบาท การบริหารราชการไม่อยู่ในมือข้าราชการแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป

มีการปะทุขึ้นของปัญหาของประชาชนที่ถูกกดทับไว้ยาวนาน เกิดการเรียกร้องสิทธิผลประโยชน์และความเป็นธรรมอย่างกว้างขวาง ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงและเป็นเสียงที่ผู้มีอำนาจและระบบราชการต้องฟังด้วยความรำคาญและทนไม่ได้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนรู้ปัญหาของสังคมจากการเข้าหาประชาชน ร่วมกับประชาชนในการต่อสู้เรียกร้องต่างๆ เกิดการเคลื่อนไหวอันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน

“มีการก่อตัวของอุดมการณ์สังคมนิยมในหมู่แกนนำนักศึกษา ปัญญาชนบางส่วน ที่จริงๆ แล้วก็ยังไม่มีศักยภาพมากนัก ในขณะที่สงครามเย็นยังไม่สิ้นสุด ประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศเปลี่ยนเป็นสังคมนิยมในปี 2518 ขณะที่มีการโหมประโคมแนวคิดทฤษฎีโดมิโน การป้องกันภัยจากคอมมิวนิสต์กลายเป็นข้ออ้างอย่างดีที่จะผนึกกำลังชนชั้นนำเข้าด้วยกัน”

“แต่การกลัวสภาพที่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนกำลังจะปกครองกันเอง น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ชนชั้นนำทนไม่ได้ เกิดกระแส “ขวาพิฆาตซ้าย” , “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ที่ปลุกขึ้นมาโดยชนชั้นนำ เกิดปฏิบัติการอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง มีการฆ่าผู้นำนักศึกษา นักการเมือง ผู้นำกรรมกร ผู้นำชาวนาและประชาชน”

6 ตุลา พิทักษ์ประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหว เมื่อ 6 ตุลา 19 คือการพิทักษ์รักษาประชาธิปไตยไว้ การคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดทางและยอมรับเผด็จการ เป็นการปูทางสู่การนำประเทศกลับสู่ระบอบเผด็จการนั่นเอง แล้วการใส่ร้ายป้ายสี ปลุกระดมให้เกิดความโกรธแค้นเกลียดชังจนถึงการเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมอุกอาจกลางกรุงเทพฯ จึงได้เกิดขึ้นด้วยการวางแผนและสั่งการอย่างเป็นระบบ

“การสังหารโหดเมื่อ 6 ตุลา เป็นการใช้กำลังความรุนแรงเพื่อขจัดทำลายการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การรัฐประหารในวันเดียวกัน”

ผลกระทบจาก 6 ตุลา

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การรัฐประหาร 6 ตุลา ทำให้ประเทศถอยหลังก้าวใหญ่สู่ระบอบเผด็จการเต็มขั้น จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปราบประชาชน นักศึกษานับพันคนอยู่ในสภาพที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ใช้คำว่าไม่มีทางเลือกที่สาม ถ้าไม่ยอมจำนนอยู่กับเผด็จการ ก็ต้องเข้าป่าเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทำให้การต่อสู้ด้วยอาวุธขยายตัวอย่างกว้างขวาง เกิดความสูญเสียของคนในชาติเป็นจำนวนมาก กว่าความขัดแย้งที่รุนแรงนั้นจะยุติลงก็เป็นเวลาอีกหลายปี

“เหตุการณ์ 6 ตุลา และระบบการปกครองหลังจากนั้น ได้หยุดยั้งการพัฒนาอุดมการณ์ แนวคิดเสรีประชาธิปไตยของไทยเป็นเวลายาวนาน หยุดยั้งพัฒนาการของระบบรัฐสภา ระบบพรรคการเมืองขัดขวางการจัดตั้งกลุ่มองค์กรของประชาชนที่มีอำนาจต่อรองจนหมดไปหรืออ่อนแอลง”

ต้นแบบฆ่าประชาชนไม่ต้องรับโทษ

6 ตุลา เป็นกรณีต้นแบบของการกระทำความผิดร้ายแรงได้โดยไม่ต้องรับโทษ คุณสุธรรม แสงประทุม กับพวก 18 คนถูกดำเนินคดีร้ายแรงในศาลทหาร โดยไม่มีทนาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษ เรียกว่าการนิรโทษผู้ต้องหาคดีก่อการจลาจล  บอกว่าเป็นพวกหลงผิด แต่ความจริงเป็นการนิรโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารเข่นฆ่าประชาชนทั้งหมดให้ไม่ต้องรับโทษใดๆ เลย ผู้ที่สังหารประชาชนในอีกหลายเหตุการณ์ต่อมาก็ไม่ต้องรับผิดทำนองเดียวกันกับในเหตุการณ์ 6 ตุลา ด้วยวิธีที่อาจต่างไปบ้างเท่านั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่าสังคมไทยไม่มีหลักนิติธรรม

“การรำลึกถึง 6 ตุลา อาจเต็มไปด้วยความโกรธ ความรู้สึกที่เจ็บปวด ต่อความโหดร้ายของคนไทยด้วยกัน แต่ปฏิบัติการที่โหดเหี้ยมเลวทรามนี้มีต้นตอมาจากระบอบเผด็จการที่เกิดจากการร่วมมือกันของกลุ่มที่เรียกกันในอดีตว่า นายทุน ขุนศึก ศักดินา”

บทเรียนสำหรับสังคมไทย

จาตุรนต์ สรุปบทเรียน ไว้ 3 ข้อ 1.การใช้กำลังความรุนแรงเข้าจัดการกับผู้เห็นต่าง ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ หากแต่เพิ่มความขัดแย้งให้มากขึ้น เป็นตราบาปของชนชั้นนำของสังคมไทยที่แสดงถึงความป่าเถื่อนไร้อารยะ

2.การใช้ความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยมนี้เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างและระบบมากกว่านิสัยใจคอของบุคคล ระบบเผด็จการที่ถือว่าผู้มีกำลังอาวุธในมือเข้มแข็งที่สุดคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ระบบแบบนี้พร้อมจะฆ่าคนที่เห็นต่างเพื่อรักษาระบบและโครงสร้างที่ล้าหลังให้คงอยู่ต่อไป

3.การแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ได้ยุติลงด้วยการประหัตประหารผู้เห็นต่างให้สิ้นซากไป แต่เกิดจากการผสมผสานของการใช้การเมืองระหว่างประเทศให้เป็นประโยชน์ การผ่อนคลายให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยขึ้นบ้างในเวลาต่อมาและการเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างทั้งหลายสามารถคืนสู่สังคมและมีที่ยืนอยู่ได้เช่นเดียวกับผู้อื่น

ประชาชนยอมรับพลังนักศึกษา

เมื่อมองเหตุการณ์ 6 ตุลา แล้วก็หันมามองการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ถ้าจะเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันกับนักศึกษาในเหตุการณ์เดือนตุลาในอดีต ก็อาจกล่าวได้ว่ามีจุดร่วมกันอยู่ที่การมองเห็นปัญหาของบ้านเมือง การมีความใฝ่ฝันอยากเห็นสังคมที่ดี การมีอุดมการณ์ที่รู้สึกว่าต้องใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พลังของนักศึกษากี่ยุคกี่สมัย ก็มักเป็นที่ยอมรับของประชาชนเนื่องจากความเป็นปัญญาชน เป็นอิสระจากกลุ่มผลประโยชน์หรือการเป็นขั้วเป็นฝ่ายทางการเมืองใดๆ

จุดที่ต่างกันก็คือ ปัญหาของบ้านเมืองในปัจจุบันซับซ้อนกว่าสมัยก่อนมาก น่าจะเป็นเพราะเทคโนโลยี ระบบข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักเรียนนักศึกษาปัจจุบัน เรียนรู้และเข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนในปัจจุบันได้อย่างดี ทั้งประวัติศาสตร์ที่ย้อนหลังไปไกลรวมถึงโครงสร้างและระบบสังคมในปัจจุบัน

นอกจากการเรียนรู้จากข้อมูลข่าวสารแล้ว ที่สำคัญและมีผลต่อการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันน่าจะได้แก่ความเป็นจริงของสังคมไทยในหลายปีมานี้ที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่พวกเขาถูกพร่ำสอนอยู่ในห้องเรียนหรือในมหาวิทยาลัย

มีคำถามว่าใครหนุนหลังการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา สิ่งที่หนุนหลังการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบัน ก็คือสภาพการณ์ 4-5 อย่างต่อไปนี้ ที่ดำรงอยู่พร้อมๆ กัน คือ

1.วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน

2.วิกฤตการเมือง ที่ทั้งรัฐบาลและรัฐธรรมนูญเป็นตัวถ่วงการแก้ปัญหาของบ้านเมือง

3.วิกฤตของระบบการศึกษาที่ไม่สามารถสร้างคนให้พร้อมที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกสมัยใหม่

4.การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ ในทุกด้าน

5.ความผันผวนของโลก

“นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้สภาพเหล่านี้และทำให้พวกเขาได้ข้อสรุปว่าประเทศนี้ไม่มีอนาคต พวกเขาไม่มีอนาคต ซึ่งก็น่าจะตรงกับพวกเราทั้งหลายในที่นี้ ที่เห็นว่าถ้าบ้านเมืองเป็นอยู่อย่างนี้ ใครก็ไม่มีอนาคต”

การรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา ในปีนี้ค่อนข้างมีความหมายที่พิเศษ 1.ในระยะหลัง โดยเฉพาะ 1-2 ปีมานี้ มีการรำลึกและพูดถึงเหตุการณ์เดือนตุลา โดยเฉพาะ 6 ตุลา โดยคนรุ่นใหม่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่ามีการศึกษาและวิเคราะห์มาอย่างลึกซึ้ง มีการทำความเข้าใจกับความหมายของเหตุการณ์ ทวงถามหาความยุติธรรม ถามหาคนผิด

ที่สำคัญคือมีการเชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีตเข้ากับปัญหาในระดับโครงสร้างของสังคม ที่น่ายินดีอย่างยิ่งคือการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่นี้กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ของนักคิดนักวิชาการของสังคมไทยที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ในมิติที่กว้างขวางขึ้นด้วย

2.ในปีนี้มีการรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาที่มากกว่าการรำลึกหรือแสดงความอาลัย แต่กำลังจะมีการรำลึกด้วยการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้น

“เรามารำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา รำลึกถึงความเสียสละของวีรชน 6 ตุลา รำลึกถึงความโหดเหี้ยมของระบอบเผด็จการและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้น เราควรจะมองการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ด้วยใจที่เปิดกว้าง ทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถนิ่งเฉยดูดายความล้าหลังของประเทศและความเดือดร้อนของประชาชน”

“หวังว่า ผู้มีอำนาจในปัจจุบันทั้งหลายจะได้เรียนรู้จากอดีต พอที่จะรู้ว่าการเข่นฆ่าทำลายผู้ที่เห็นต่างนั้น มีแต่จะทำให้สังคมมีปัญหาความขัดแย้งไม่สิ้นสุด หวังว่าผู้มีอำนาจจะหยุดคุกคามหยุดหาทางทำลายการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา แล้วหันมาแสดงความพร้อมที่จะรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อหาทางออกจากวิกฤตของประเทศร่วมกันตามครรลองประชาธิปไตย” นายจาตุรนต์ กล่าว

เตือนผู้มีอำนาจอย่าใช้ความรุนแรง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ผมไม่มีอะไรจะแนะนำคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน และอยากจะย้ำอีกครั้งว่าใครที่คิดจะเตือนนักศึกษาว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวจะเกิดแบบ 6 ตุลาขึ้นนั้น ขอให้ทำความเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลา เสียใหม่ เพราะเมื่อ 6 ตุลา 19 นักศึกษาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย นักศึกษาไม่ได้สร้างเงื่อนไขให้เกิดการปราบเข่นฆ่าเลย ความรุนแรงมาจากฝ่ายชนชั้นนำทั้งสิ้น ถ้าจะเตือนก็ต้องเตือนผู้มีอำนาจในปัจจุบันว่าอย่าสร้างความเกลียดชัง อย่าสร้างเงื่อนไขเพื่อจะได้ใช้ความรุนแรงต่อนักศึกษา

ใกล้เคียง 14 ตุลา พฤษภาทมิฬมากกว่า 6 ตุลา

“โลกยุคใหม่นี้ การใส่ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชังด้วยความเท็จ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นและสำเร็จง่ายๆเหมือนเมื่อ 44 ปีก่อน ผมไม่เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้จะพัฒนาไปซ้ำรอย 6 ตุลา ได้ ดูจากเหตุปัจจัยต่างๆแล้ว ถ้าจะเทียบกับอดีต แม้จะแตกต่างกันมาก แต่สถานการณ์ในวันนี้มีโอกาสจะพัฒนาไปใกล้เคียงกับเหตุการณ์อย่าง 14 ตุลา หรือพฤษภา 35 มากกว่า 6 ตุลาฎ

“ถ้าประชาชนทั้งประเทศพร้อมที่จะร่วมกันหาทางออกจากวิกฤตอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้นักเรียนนักศึกษาต้องต่อสู้ไปตามลำพัง การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอาจยิ่งใหญ่และยั่งยืนกว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอดีตก็เป็นได้ 14 ตุลา 6 ตุลา คือการต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ถึงวันนี้บ้านเมืองก็ยังไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นภารกิจของพวกเราทุกคนที่จะร่วมกับประชาชนทั้งประเทศ สร้างสถาปนาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น”

ม็อบไม่รุนแรงถ้ารัฐไม่ยัดเยียด

ขณะที่ นายสุธรรม แสงประทุม อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ในฐานะ 1 ใน 18 ผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา 2519 เปรียบเทียบความเหมือน – ความต่าง ขบวนการนักศึกษาในปัจจุบัน กับในอดีตว่า เหมือนตรงที่จิตสำนึก ความคิด จิตวิญญาณ สร้างระบอบประชาธิปไตย กติกาที่ยุติธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง เพียงแต่รูปแบบการชุมนุมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

แต่ก่อนจะพบปะกันได้ต่อเมื่อนัดชุมนุม พบปะ พูดคุย ถ้าใหญ่ก็ใช้ท้องสนามหลวง เล็กก็ภายในมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมากมาย ใช้สื่อนี้สร้างความเข้าใจ ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการชุมนุมก็แตกต่างกัน สมัยก่อนประเด็นการชุมนุมต้องมีเอกภาพชัดเจน แต่ทุกวันนี้มีความหลากหลาย คล้ายๆ อีเวนต์

“แต่เป้าหมาย – หลักการเดียวกัน สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ รัฐบาลไม่ควรจะกังวลใดๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ 6 ตุลา 2519 ที่นักศึกษาชุมนุมกันอย่างสงบ สันติ แต่รัฐบาลต่างหากที่ก่อให้เกิดความรุนแรง และให้อันธพาลการเมืองซึ่งเป็นคนของพวกรัฐบาลมาก่อความรุนแรง ฆ่าเขา ตั้งข้อหาเขา แต่ฝ่ายประชาชนไม่เคยรุนแรง เช่นเดียวกับวันนี้ อย่ากลัวว่าการชุมนุมจะรุนแรงถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไม่ปล่อยให้ลูกน้องมาสร้างความรุนแรง” นายสุธรรมกล่าว

นายสุธรรม กล่าวว่า การชุมนุมในประเทศต่างๆ ไม่ได้เสียหาย ถือว่าดีเสียอีกที่นำความในใจออกมาพูดในที่สว่าง ไม่ใช่พูดในที่มืด วันนี้คนรุ่นใหม่นำประเด็นมาพูดที่สว่างโดยต้องรับฟังกัน ส่วนจะทำได้แค่ไหน เหมาะไม่เหมาะ ดีไม่ดี สอดคล้องไม่สอดคล้อง ดีเบตกันได้ ดีกว่าอยู่ในตลาดมืด อยู่ในใต้ดิน เพราะบนดินคุมได้ แก้ได้ ถ้าใต้ดินไม่รู้จะระเบิดขึ้นวันไหน

“ส่วนฉากจบรัฐบาลปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงกลัว หากเทียบกับจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ออกนอกประเทศแล้วถูกยึดทรัพย์ จึงต้องหาจุดลงตัวที่ปลอดภัย อาจจะต่อรองให้เกิดความลงตัวปลอดภัยหรือเปล่า แต่จะไม่เกิดความรุนแรง ถ้าไม่เอาความรุนแรงมายัดเยียดให้ประชาชน” นายสุธรรม กล่าว

 

 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...