โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'ขยะอาหาร' ขยะใกล้ตัว ที่ทุกคนต้องช่วยลด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 04 มิ.ย. 2564 เวลา 05.58 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2564 เวลา 01.45 น.

ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 เมืองของโลกที่ได้มีการบริหารจัดการ'ขยะอาหาร' ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะสถานการณ์'ขยะอาหาร'ในประเทศไทย เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน โดยเฉพาะในกทม. ที่มีปัญหาขยะอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น 'ขยะพลาสติก' หรือ'ขยะอาหาร'เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมาก และส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงการบริโภคอาหารที่ให้เพียงพอในแต่ละวัน

ขยะในประเทศไทยประมาณ 64% จะเป็น'ขยะอาหาร'ยิ่งในตอนนี้มีการสั่งอาหารเดลิเวอรี่มากขึ้น นอกจาก'ขยะอาหาร'แล้วยังมีปัญหาขยะพลาสติกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการจัดการ'ขยะอาหาร'ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง เพื่อลดการสูญเสียให้น้อยที่สุดก่อนถึงมือผู้บริโภคเป็นสำคัญ เพราะหากลดปัญหา'ขยะอาหาร'ห้อาหารกลับมาทำประโยชน์ได้อีกครั้งย่อมช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และลด'ก๊าซเรือนกระจก'ที่มีก๊าซมีเทนเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ 25 เท่า

162273001856

นอกจากทรัพยากรในขั้นตอนการผลิตแล้ว ยังมีประเด็น เรื่องการกำจัดอาหารเหล่านั้น ซึ่งมีกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติ ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ถึง 8% ของสัดส่วนการปล่อยทั้งหมดในแต่ละปี หรือสามารถสร้างภาระ'ก๊าซเรือนกระจก'เทียบเท่ากับที่รถยนต์ 37 ล้านคันผลิตและปล่อยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ'ขยะอาหาร' ที่นับวันจะทวีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศได้ให้ความสำคัญกับการบริโภคจริงในแต่ละวัน เพราะประเทศที่เจริญแล้วมีปริมาณ'ขยะอาหาร'ล้นเมือง ในขณะที่อีกหลายประเทศยังมีผู้ขาดแคลนอาหารจำนวนมาก

  • 50% ในขยะกทม. เป็น'ขยะอาหาร'

บญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวในงานเสวนา การจัดการเทคโนโลยีการลดขยะอาหาร :โอกาสสำหรับกรุงเทพมหานคร ว่า กทม.เป็นพื้นที่เป้าหมายหนึ่งที่มี'ขยะอาหาร'หรือเศษอาหารประมาณ 50% ของขยะทั้งหมด ซึ่งการจัดการขยะนั้น ต้องมี 3 ส่วนสำคัญ คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยต้องมีนโยบายที่จะทำให้มีการนำ'เทคโนโลยี'ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงๆ เพราะที่ผ่านมามีนโยบาย เทคโนโลยีที่ดี แต่เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติกลับไม่สามารถดำเนินการได้

จากการสำรวจในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งมีผู้มาตอบแบบสอบถาม 192 คน เป็นคนกรุงเทพฯ 61 คน และผู้หญิงประมาณ 76% พบว่าการแก้ปัญหาขยะอาหารได้ดีที่สุด รวมถึงขยะอื่นๆ ต้องเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว อยากให้มีการคัดแยกขยะ และจัดการแหล่งกำเนิดขยะอาหาร โดย 34% ให้เริ่มจากที่พักอาศัย ครัวเรือน 21% โรงอาหาร ศูนย์อาหารทั้งในห้างสรรพสินค้า โรงเรียน และหน่วยงานต่างๆ 20% ตลาดสด เนื่องจากขยะอินทรีย์และเศษอาหาร เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก สำหรับกทม.ที่น่าจะทำโรงเรียน 15 % เพราะต้องการให้มีการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก และ 10% อื่นๆ

ผลการสำรวจเบื่องต้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว โดยภาพรัฐต้องมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม จัดการขยะอาหารอย่างชัดเจน เพราะตอนนี้ผู้รับผิดชอบ กทม.มีนโยบายแต่มาตรการนำไปใช้ไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะการจัดการขยะอาหาร อยากให้มีการแยกขยะอาหารที่มีรถขยะเก็บโดยเฉพาะ ในทางปฎิบัติเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แยกขยะและแยกอาหารได้ ร้านค้าก็แยกอาหารเหลือของลูกค้าได้ แต่เมื่อรถขยะมาเก็บก็รวมกันหมด ขณะเดียวกัน หลังจากเก็บขยะอาหารไปแล้วต้องมีเครื่องมือในการบริหารจัดการ นำกลับไปใช้ประโยชน์ ทำปุ๋ยหมัก หรือ ทำเป็นอาหารปลา เป็นต้” เบญจมาส กล่าว

162272964396
  • ย้ำต้องสร้างความเข้าใจเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอาหาร

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ กล่าวว่า'เทคโนโลยี'ในการจัดการขยะมีความสำคัญ ซึ่งหลายบริษัทได้มีการดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น'เทคโนโลยี' การเก็บอาหาร ถนอมอาหารให้รับประทานได้นานๆ หรือเทคโนโลยีตั้งแต่กระบวนการผลิต การเก็บเกี่ยว การขนส่ง การบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น 

"แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างความเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร และการเก็บอาหาร การนำอาหารมาใช้อย่างคุ้มค่า และเมื่ออาหารเหลือเป็นขยะต้องมีกระบวนการจัดการที่ดี มองหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมมือกันเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ให้ร่วมกันรับผิดชอบ”ดหร.คุณญิงกัลยา กล่าว

  • เทคโนโลยีช่วยถนอมอาหาร ลด'ขยะอาหาร'

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ทั่วโลกมี'ขยะอาหาร'(food waste) ถูกทิ้งประมาณ 1 ใน 3 หรือ กว่าร้อยละ 30 จากจำนวนทั้งหมดที่ถูกผลิตขึ้นบริโภคในแต่ละวัน หรือรวมกันประมาณ 1,300 ล้านตันต่อปี จำนวนอาหารที่ถูกทิ้งที่ว่านี้ถือเป็นปริมาณที่มากพอสำหรับประชากรในทวีปแอฟริกาบริโภคได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน กระบวนการในการผลิตอาหารทุกชนิดนั้น ใช้ทรัพยากร น้ำ พืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์ แรงงาน พลังงาน เป็นต้นทุนเช่น การผลิตเนื้อหมู 1 กิโลกรัม ใช้น้ำทั้งหมด 6,000 ลิตร หรือเทียบได้กับการอาบน้ำฝักบัว 188 ครั้ง และเทียบได้กับการอาบน้ำในอ่าง 250 ครั้ง

162273005022

ดร.กันตชนม์ ศิวะพิมล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัทอีเด็น อะกริเท็ค จำกัด กล่าวว่าบริษัท มีนโยบายชัดเจนในการจัดการขยะอาหาร เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม 1 ใน 3 ของสินค้าส่งออกเป็นผลไม้ ซึ่งเรื่องที่มาคู่กับการส่งออกต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องขยะ โดยเฉพาะขยะจากผักผลไม้ที่ไม่สามารถส่งถึงมือผู้บริโภคได้ทัน

ดังนั้น บริษัทมีความตั้งใจจะมอบวิธีการที่ยั่งยืนในการยืดอายุผลไม้ให้สดใหม่ และคงคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน โดยได้คิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม แนทเชอแรน (Naturen) นวัตกรรมสารเคลือบยืดอายุผักและผลไม้จากธรรมชาติ และมีเทคโนโลยีคิดค้น Invisibla Flim ชะลอการเน่าเสีย และคงคุณภาพของผลไม้ ทำให้ผักผลไม้สดใหม่ได้มากขึ้นถึง 3-5 เท่า ลดปริมาณ'ขยะอาหาร'ลงได้

  • 'ขยะอาหาร'เรื่องใกล้ตัวทุกคนต้องช่วยกัน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อม กล่าวทิ้งท้ายว่า ขยะเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคนที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหา ลดขยะอาหารให้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรม สั่งอาหารพอทาน และหากเหลือควรนำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ขณะที่ร้านอาหาร หากมีอาหารเหลือจำนวนมาก ควรนำไปให้แก่สถานที่จัดการ'ขยะอาหาร' หรือมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำผักผลไม้ ที่หน้าตาอาจไม่สวยมาใช้ประโยชน์ด้วยการดัดแปลงในการใช้งาน  หน้าที่ของทุกคนนอกจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กินอย่าพอเพียง เหลือนำมาทำปุ๋ยแล้ว ต้องมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำขยะจากอาหารกลับมาใช้อีกด้วยเป็นต้น

162273007844

'ขยะอาหาร'นั้น สะท้อนการขาดประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรของหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้น ผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดการเหลือทิ้งก่อขยะให้น้อยที่สุด ซื้ออาหารเท่าที่พอกิน หมั่นตรวจเช็ควันหมดอายุของอาหารที่เก็บไว้ บริจาคอาหารที่ไม่ต้องการ แต่ยังกินได้ให้ผู้อื่น ขณะที่เจ้าของธุรกิจร้านค้า หรือร้านอาหาร อาจจะจัดตั้งส่วนพิเศษสำหรับอาหารที่จำหน่ายไม่ทัน นำไปลดราคา หรือแจกฟรี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...