ขสมก.ประกาศ นายท่าอู่พระราม 9-กระเป๋ารถเมล์ สาย18 ติดเชื้อ เปิดไทม์ไลน์ยิบ
ขสมก.ประกาศ พบพนักงานติดเชื้อ 2 ราย เป็นนายท่าอู่พระราม 9 กระเป๋ารถเมล์ร้อน สาย 18 เร่งตรวจหาเชื้อพนักงานอีก 6 คน ทำหน้าที่บนรถคันเดียวกัน
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.64 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ออกประกาศพบพนักงานติดเชื้อฯ จำนวน 2 ราย โดยระบุว่า ประกาศคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ที่ผ่านมาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กระทรวงคมนาคม ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติการป้องกันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด
แต่ทั้งนี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขออภัยที่ต้องแจ้งให้ทราบว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.64 นายท่าอู่พระราม 9 เขตการเดินรถที่ 4 เพศชาย อายุ 56 ปี ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารแต่อย่างใด ได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ณ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.64 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี แจ้งให้ทราบว่า พนักงานคนดังกล่าวเป็นผู้ติดเชื้อฯ จึงให้พนักงานอยู่ที่บ้าน เพื่อรอรถพยาบาลมารับไปรักษาที่โรงแรมบางกอกชฎา ในเวลา 18.00 น.
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว จากผู้อำนวยการเขตการเดินรถที่ 4 จึงดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ดังต่อไปนี้
1.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ แจ้งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อแจ้งรายละเอียดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) (ตามแนวทางปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อฯ) โดยประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข
2.พนักงานผู้ติดเชื้อ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) อย่างเคร่งครัด โดยสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะทำงาน และล้างมือ
ด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ก่อนเข้าทำงานทุกครั้ง โดยไทม์ไลน์ของพนักงานผู้ติดเชื้อฯ สรุปได้ ดังนี้
วันที่ 1 มิ.ย.64 เวลา 14.00-01.00 น. ปฏิบัติหน้าที่ในห้องทำงาน ณ อู่พระราม 9 หลังเลิกงานกลับที่พักอาศัยทันที โดยพนักงานทำงานร่วมกับ นายท่าอู่พระราม 9 เพศชาย อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อฯ ตามที่องค์การออกประกาศ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.64
วันที่ 2-3 มิ.ย.64 เวลา 14.00-01.00 น. ปฏิบัติหน้าที่ในห้องทำงาน ณ อู่พระราม 9 หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที
วันที่ 4 มิ.ย.64 เวลา 14.00-16.00 น. ปฏิบัติหน้าที่ในห้องทำงาน ณ อู่พระราม 9 โดยพนักงานได้รับแจ้งว่า นายท่าอู่พระราม 9 เพศชาย อายุ 52 ปี ซึ่งทำงานร่วมกับพนักงานเป็นประจำเป็นผู้ติดเชื้อฯ
วันที่ 5 มิ.ย.64 เวลา 06.30 น. พนักงานเดินทางไปที่ ลานจอดรถ MRT ฝั่งถนนวัฒนธรรม เพื่อเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) และเดินทางกลับบ้านในเวลา 10.00 น. โดยพนักงานเริ่มมีอาการปวดศีรษะ
วันที่ 6 มิ.ย.64 พนักงานกักตัวอยู่ที่บ้าน ณ แฟลตเคหะบางกะปิ 1
วันที่ 7 มิ.ย.64 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลซีจีเอช แจ้งผลการตรวจให้ทราบว่า พนักงานไม่พบเชื้อฯ
วันที่ 8 มิ.ย.64 เวลา 09.30 น. พนักงานเดินทางไปที่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เพื่อเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ครั้งที่ 2 และเดินทางกลับบ้าน ในเวลา 15.30 น.
วันที่ 9 มิ.ย.64 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี แจ้งให้ทราบว่า พนักงานเป็นผู้ติดเชื้อฯ จึงให้อยู่ที่บ้าน เพื่อรอรถพยาบาลมารับไปรักษาที่ โรงแรมบางกอกชฎาในเวลา 18.00 น.
3.ผู้ติดเชื้อฯ เป็นนายท่าอู่พระราม 9 จึงไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารแต่อย่างใด นอกจากนี้ องค์การได้ฉีดพ่นทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค ภายในรถยนต์ส่วนกลาง ของเขตการเดินรถที่ 4 รวมถึงห้องทำงาน และบริเวณโดยรอบสถานที่ทำการ อู่พระราม 9
4.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ให้พนักงานที่ทำงานใกล้ชิดกับหัวหน้างานผู้ติดเชื้อฯ หยุดงานไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาเชื้อ หากได้ผลเป็นประการใดจะแจ้งให้ทราบต่อไป
ส่วนอีกรายเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารรถธรรมดา สาย 18 เพศชาย อายุ 41 ปี วันที่ 9 มิ.ย.64 เข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ณ สถาบันบำราศนราดูร ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.64 เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่สถาบันฯ แจ้งให้ทราบว่าพนักงานคนดังกล่าวเป็นผู้ติดเชื้อฯ จึงให้พนักงานอยู่ที่บ้านเพื่อรอรถพยาบาลมารับไปรักษาที่ โรงพยาบาลบุษราคัม อิมแพคเมืองทองธานี ในเวลา 14.00 น.
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว จากผู้อำนวยการเขตการเดินรถที่ 7 จึงดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ดังต่อไปนี้
1.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ แจ้งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อแจ้งรายละเอียดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) (ตามแนวทางปฏิบัติกรณีพบผู้ติดเชื้อฯ) โดยได้ประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุข
2.พนักงานผู้ติดเชื้อปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) อย่างเคร่งครัด โดยสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสาร และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้ง มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ซึ่งอุณหภูมิร่างกายของพนักงาน ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. -9 มิ.ย.64 อยู่ที่ 36.5 องศาเซลเซียส
โดยไทม์ไลน์ของพนักงานสรุปได้ ดังนี้
วันที่ 26 พ.ค.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50190 ตั้งแต่เวลา 05.20-11.10 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที โดยพนักงานได้ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ พนักงานขับรถโดยสาร เพศชาย อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อฯ ตามที่องค์การได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564
วันที่ 27 พ.ค.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50163 ตั้งแต่เวลา 05.50 – 11.10 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที
วันที่ 28 พ.ค.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50180 ตั้งแต่เวลา 06.40 – 13.10 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที
วันที่ 29 พ.ค.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50195 ตั้งแต่เวลา 07.40 – 13.10 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที
วันที่ 30 พ.ค.64 เวลา 13.00 น. พนักงานเดินทางไปที่ สถานีกลางบางซื่อ เพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) และเดินทางกลับบ้านในเวลา 14.00 น. โดยพนักงานเริ่มมีอาการคอแห้ง และแสบคอ
วันที่ 31 พ.ค.64 วันหยุดประจำสัปดาห์ พนักงานพักอาศัยอยู่ที่บ้าน
วันที่ 1 มิ.ย.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50190 ตั้งแต่เวลา 04.30 – 10.20 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที
วันที่ 2 มิ.ย.64 พนักงานลาหยุด โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้าน วันที่ 3 มิ.ย.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50507 ตั้งแต่เวลา 06.00-12.50 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที
วันที่ 4 มิ.ย.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7-50355 ตั้งแต่เวลา 06.20-12.35 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัยทันที
วันที่ 5 มิ.ย.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50263 ตั้งแต่เวลา 07.40-14.50 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัย
วันที่ 6 มิ.ย.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50190 ตั้งแต่เวลา 12.40-18.15 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัย
วันที่ 7 มิ.ย.64 วันหยุดประจำสัปดาห์ พนักงานพักอาศัยอยู่ที่บ้าน
วันที่ 8 มิ.ย.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50163 ตั้งแต่เวลา 04.30-09.00 น. หลังเลิกงานได้กลับที่พักอาศัย
วันที่ 9 มิ.ย.64 ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารธรรมดา สาย 18 หมายเลข 7 – 50375 ตั้งแต่เวลา 04.45-12.20 น. ต่อมาเวลา 12.30 น. พนักงานเดินทางไปที่ สถาบันบำราศนราดูร เพื่อเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) และเดินทางกลับบ้าน ในเวลา 14.00 น.
วันที่ 10 มิ.ย.64 เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่สถาบันบำราศนราดูร แจ้งให้ทราบว่าพนักงานเป็นผู้ติดเชื้อฯ จึงให้อยู่ที่บ้านเพื่อรอรถพยาบาลมารับไปรักษาที่ โรงพยาบาลบุษราคัม อิมแพค เมืองทองธานี ในเวลา 14.00 น.
3.เมื่อพนักงานขับรถโดยสารนำรถกลับเข้าอู่ในแต่ละรอบ จะฉีดพ่นทำความสะอาดภายในรถโดยสารทันทีด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 70 % จึงมั่นใจได้ว่ารถโดยสารขององค์การมีความสะอาด ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)
นอกจากนี้ องค์การพักการใช้งานรถโดยสารธรรมดา สาย 18 จำนวน 8 คัน ที่พนักงานผู้ติดเชื้อได้ปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ รถโดยสาร หมายเลข 7 – 50190, 7 – 50163, 7 – 50180, 7 – 50195, 7 – 50507, 7 – 50355, 7 – 50263 และ 7 – 50375 เป็นระยะเวลา 3 วัน เพื่อทำการฉีดพ่นทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคภายในรถ รวมถึง อู่จอดรถและท่าปล่อยรถโดยสาร
4.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ตรวจสอบ พบว่าพนักงานขับรถโดยสาร จำนวน 7 คน ปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสารคันเดียวกับพนักงานผู้ติดเชื้อฯ โดย 1 ใน 7 ของพนักงานขับรถโดยสารดังกล่าว คือ พนักงานขับรถโดยสาร เพศชาย อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อฯ ตามที่องค์การออกประกาศ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.64 ส่วนพนักงานที่เหลืออีก 6 คน อยู่ระหว่างเข้ารับการตรวจหาเชื้อฯ หากได้ผลเป็นประการใด จะแจ้งให้ทราบต่อไป
ทั้งนี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) อย่างเคร่งครัด ได้แก่ การสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะปฏิบัติหน้าที่บนรถโดยสาร การล้างทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ การฉีดพ่นทำความสะอาดภายในรถโดยสารด้วยแอลกอฮอล์ ทั้งก่อนและหลังนำรถออกวิ่งให้บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการเดินทาง