กว่าจะมีวันนี้! เปิดเรื่องราว “โอ๊ต – ปราโมทย์” ชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ความฮา
“โอ๊ต - ปราโมทย์ ปาทาน” นักร้องชาวไทยจากสังกัดไวท์มิวสิก ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่แค่พูดชื่อก็การันตีเสียงหัวเราะ ความฮา ที่มาควบคู่กับเสียงร้องคุณภาพ ที่แม้เขามักจะบอกว่าไม่ใช่ระดับดีโว่อะไรหนักหนา แต่คนฟังก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า น้ำเสียงกรุ้มกริ่มและมาดที่กวนบาทาของเขานี่แหละคือ “เสน่ห์” ที่ยากจะเลียนแบบและไม่ใคร่จะมีใครควรเลียนแบบอีกด้วย แต่กว่าที่จะมาเป็น “โอ๊ต ปราโมทย์” ที่เรารู้จักในวันนี้ การเดินทางเบื้องหลังเวทีของเขานั้นก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ (บางครั้งก็แทบจะไม่น่าเชื่อด้วยซ้ำ!) วันนี้เราจึงขอรวบรวมเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าสู่ทุกคนให้ได้ฟัง นับเป็นโอกาสน้อยครั้งที่เรากล้าพูดได้เต็มปากว่า เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นทั้งแบบอย่างและอุทาหรณ์ที่หาไม่ได้จากศิลปินคนไหนเลยทีเดียว !
คุณโอ๊ต - ปราโมทย์ ได้รับการอบรม (ประหนึ่ง) คนในรั้วในวัง !
แม้โอ๊ตจะได้รับฉายาว่าเป็น “จุดต่ำตมที่สุดของวงการบันเทิง” ซึ่งไม่ได้หมายถึงความประพฤติชั่วช้า แต่มาจากภาพลักษณ์บนเวทีที่จริงใจเข้าขั้นหยาบคายอย่างเป็นกันเอง ประหนึ่งยกวงเหล้าของเรากับเพื่อนขึ้นมาคุยเล่นกันบนเวที แต่เห็นอย่างนี้ เมื่ออยู่กับผู้ใหญ่นั้น โอ๊ตจะเป็นคนที่เรากล้าพูดได้เต็มปากว่า เป็นคนมีสัมมาคารวะกิริยามารยาทดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว ก็เนื่องมาจากที่คุณแม่ (มันทนา ผลสินธุ์) นั้นเป็นคนที่ดุมาก พร้อมจะฟาดด้วยทุกอย่างที่สามารถฟาดได้ หากลูกชายทั้งสี่คนของคุณแม่นั้นทำไม่ดี ก็ด้วยคุณแม่นั้นได้รับการอบรมเรื่องระเบียบวินัย กิริยามารยาทมาอีกทีจากคุณยาย ผู้เคยอยู่ในวังมาก่อน ดังนั้นบนเวทีเป็นเรื่องหนึ่ง ลงจากเวทีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเพื่อน ๆ ของโอ๊ตเอง ที่เคยพบโอ๊ตกับคุณแม่แรก ๆ นั้น ก็จะมีงง ๆ กันบ้าง แต่โอ๊ตก็ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทั้งหมดนั้นก็คือตัวตนของเขานั่นแหละ เพียงแต่เราเห็นด้านที่อยู่กับเพื่อน ๆ มากหน่อยก็เท่านั้นจ้า
“ไอ้หรั่ง” เด็กกิจกรรมที่ทำทุกอย่างยกเว้น “เรียนหนังสือ”
โอ๊ตในวัยเด็กนั้นเป็นเด็กที่เรียนดีมาก แต่ก็มีช่วงที่เคยเกรดเฉลี่ยตกไปอยู่ที่ 0.97 เลยทีเดียวในช่วงมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมป์) ตอนนั้น โอ๊ต ซึ่งเพื่อน ๆ กลุ่ม “เวที 23” (กลุ่มเพื่อนสนิทสมัยมัธยมของโอ๊ต 10 กว่าคน เพราะเป็นนักเรียนรุ่นที่ 23 ของโรงเรียนวัฒนานันท์) มักจะติดเรียกว่า “โมทย์” หรือ “หรั่ง” (เพราะเป็นเด็กหน้าฝรั่งคนเดียวในโรงเรียน) ชอบทำกิจกรรมมาก เพราะยิ่งทำกิจกรรมก็ยิ่งมีเพื่อนเยอะ เขาเลยทำตั้งแต่แสดงละคร เป็นนักกีฬาของโรงเรียน (เห็นอย่างนี้ โอ๊ตเป็นนักฟุตบอล ผู้ตื่นตี 5 ซ้อมบอล เรียนเสร็จ 4 โมงเย็นก็ซ้อมบอลต่อนะจ๊ะ)
และที่สำคัญคือการเป็นนักร้องของโรงเรียน โดยจุดเริ่มต้นนั้นคือ โอ๊ตเห็นคนงานพม่าที่บ้านเล่นกีตาร์ได้ ก็อยากเล่นบ้าง เลยขอคุณแม่ซื้อกีตาร์มาหัดเล่น แล้วก็เอากีตาร์ไปโรงเรียนทุกวัน แต่หนังสือเรียนนั้น เล่นไม่เอาไปเลยน่ะสิ! พกแต่สมุดเล่มเดียวแล้วเขียนหน้าสมุดว่า “ปราโมทย์ ปาทาน วิชารวม” แล้วแบ่งส่วนของสมุดเล่มนั้นเป็นแต่ละวิชา เวลาส่งงานวิชาไหนก็เปิดหน้าวิชานั้นไว้แล้วบอกว่า หน้านี้วิชานี้ครับอาจารย์ เรียกว่าทำทุกอย่าง ยกเว้นเรียนหนังสือจริง ๆ พ่อ !
ปราโมทย์ ถูกจับ !
โอ๊ตเคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตช่วงมัธยมนั้น ถ้าจะมีใครมาตราหน้าเขาว่า “ไอ้เด็กเ_ย” เขานั้นก็จะไม่โกรธเลย กลับยอมรับด้วยซ้ำว่าเขานั้นเป็นเด็กเกเร เคยมีเรื่องถึงขั้นถูกจับมาแล้ว!
แต่ความเกเรจนทำให้มีเรื่องถูกจับนั้น ไม่ใช่เพราะเขาไปหาเรื่องคนอื่น แต่เป็นเพราะเขาบอกว่าเขานั้น เป็นคนไม่ยอมคน ไม่ชอบให้ใครมารังแก ประกอบกับความรักเพื่อน เวลาเพื่อนมีเรื่องเขาก็จะไปเคลียร์ด้วย จนวันหนึ่งที่เพื่อนยืนโทรศัพท์อยู่หน้าโรงเรียนแล้วโดนไถเงิน ตอนนั้นเพื่อน ๆ ในกลุ่ม กำลังเอาป้ายคัตเอาต์กีฬาสีมาติดที่โรงเรียนพอดี ก็เลยยกพวกไปไล่กระทืบคนที่มาหาเรื่อง แล้ววันรุ่งขึ้นตำรวจก็มาที่โรงเรียน มาจับพวกที่มีเรื่องไปทั้งหมด ตอนนั้นโอ๊ตไปนั่งอยู่หน้าสถานีตำรวจแล้วพี่ชายก็มา ก่อนที่พี่ชายจะโทรศัพท์คุยกับแม่ ทำให้เขาได้ยินประโยคทองของคุณแม่ว่า “…ถ้ามันผิดก็ไม่ต้องช่วยมัน ปล่อยมันติดคุกไปเลย…” ดังลั่นออกมาจากโทรศัพท์ แต่สุดท้ายก็คือจ่ายค่าปรับตามคดีทะเลาะวิวาท และครั้งนั้นก็เป็นการขึ้นสถานีตำรวจเพราะทะเลาะวิวาทในช่วงมัธยมเพียงครั้งเดียว…ก็น่าจะเข็ดเลยล่ะเนอะ พ่อหมี
ปราโมทย์ “ผู้ไม่เคยสูบบุหรี่”
แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นเด็กเกเร รายล้อมไปด้วยความสุ่มเสี่ยงให้เสียคนทั้งการพนัน และยาเสพติดขนาดไหน แต่เขาก็ไม่เคยข้องแวะ กับมันเลยสักครั้ง แม้แต่บุหรี่ ที่เขาไม่เคยคิดสูบเลยแม้แต่มวนเดียว จนเพื่อน ๆ และหลาย ๆ คนในวงการที่รู้จักเขาเป็นที่ประหลาดใจมาก !
ก็เพราะโอ๊ตนั้นมีเหตุการณ์ฝังใจช่วงมัธยม เมื่อคุณแม่เจอบุหรี่อยู่ในห้อง ซึ่งบุหรี่นั้นเป็นของญาติที่นอนห้องเดียวกัน ซ่อนไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ความซวยบังเกิดเมื่อคุณแม่มาจัดเสื้อผ้าแล้วเจอเข้า วันนั้นเขากลับมาถึงบ้าน เห็นที่นอนกับเสื้อผ้าตัวเองวางกองอยู่หน้าบ้าน ก็ยังคิดสงสัยว่าทำไมวันนี้คุณแม่เอาที่นอนออกมาตากเยอะจัง พอเดินเข้าบ้านแล้วถูกคุณแม่ตีถึงรู้เรื่องราว ซึ่งเขานั้นปฏิเสธเต็มประตู จนต้องหนีไปนอนบ้านเพื่อน
วันรุ่งขึ้นคุณแม่ก็โทรมา บอกว่าถ้าเป็นลูกผู้ชายแล้วไม่ได้สูบจริง ๆ ให้กลับบ้านมาเคลียร์กัน เขาจึงกลับบ้านมาคุยกับแม่ และนั่นคือครั้งแรกเลยที่เขานั่งร้องไห้ต่อหน้าแม่แบบจริงจัง แล้วเขาจึงสัญญากับคุณแม่ตรงนั้นเลยว่าชีวิตนี้ เขาจะไม่สูบบุหรี่เลยสักมวนเดียว และเขาก็รักษาสัญญาครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้
“ช่วงชีวิตมัธยม” สนุกที่สุดเพราะ “ดนตรี”
ความจริงแล้วตัวตนของโอ๊ตเป็นคนขี้อายมาก โดยเฉพาะเวลาอยู่บนเวทีหรือหน้ากล้อง ครั้งแรกที่ขึ้นไปร้องเพลงบนเวที เขาตัวสั่นถึงขนาดต้องใช้มือทั้งสองข้างประคองปิ๊กกีตาร์เอาไว้ไม่ให้หล่นเลยทีเดียว แต่การทำกิจกรรมทำให้เขามีความกล้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงมัธยมปลายที่เริ่มประกวดดนตรีคือช่วงชีวิตที่โอ๊ตกล่าวไว้ว่าสนุกที่สุดสำหรับเขา ถึงจะกลับบ้านดึกเพราะอยู่ห้องซ้อมกับเพื่อน แต่เขาก็ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งประกวดดนตรี ความภาคภูมิใจที่สุดคือตอน ม. 6 มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วชวนให้ไปแข่งดนตรีระดับอุดมศึกษา ซึ่งเขาเป็นเด็กมัธยมคนเดียวที่เข้าไปแข่งกับเด็กมหาวิทยาลัย
แต่ก่อนไปแข่ง เขา (ซึ่งเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน) แข่งฟุตบอลอยู่ที่โรงเรียนแล้วเส้นเอ็นข้อเท้าฉีก ต้องขึ้นไปร้องเพลง “พลังแห่งรัก” (หิน เหล็ก ไฟ) และร้องท่อน “…พลังแห่งรัก ใคร่ มันมีพลัง บัญชาให้คุณทำอะไรได้ทุก ๆ อย่าง…” ซึ่งร็อกมาก แต่นักร้องดันถือไม้เท้าคอยประคอง ที่เท้าก็เข้าเฝือกสีชมพูสะท้อนแสง แหม…ทำไปได้
“ไม่ห้ามแต่ก็ไม่สนับสนุน” กว่าจะมาถึงจุดที่คุณแม่ยอมรับ “ชีวิตศิลปิน”
การเป็นนักร้อง นักดนตรีของโอ๊ตในช่วงแรกนั้น เขากล่าวไว้ว่า “คุณแม่ไม่ห้ามครับ แต่ก็ไม่สนับสนุนเลย” เพราะที่บ้านมีลูกชาย 4 คน ส่วนคุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัวเยอะ จึงอยากให้ลูกไปช่วยมากกว่า เชื่อไหมล่ะว่า คุณพ่อกับคุณแม่ไม่เคยไปดูโอ๊ตประกวดร้องเพลงเลยสักครั้ง จนกระทั่งโอ๊ตในวัย 23 ปี ได้ประกวดวงดนตรีแจ๊ซ 98.5 Breeze FM-UBC Jazz Challenge 2006 ซึ่งวงดนตรี RSCM Band ของเขาได้รางวัลชนะเลิศ ซึ่งตอนประกาศว่าทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศคือตัวแทนจากมหาวิทยาลัยรังสิต แล้วเขาวิ่งขึ้นไปรับถ้วย จึงได้เห็นแม่นั่งร้องไห้ปาดน้ำตาอยู่ข้างล่าง หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยได้ยินแม่ว่าเรื่องการร้องเพลงอีกเลย
โอ๊ต ปราโมทย์ ผู้อยากเป็นนักร้องเพราะรู้สึกว่าตัวเอง “โง่”
โอ๊ตเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตัวเขาอยากเป็นนักร้องเพราะรู้สึกว่าตัวเอง “โง่” เขากล่าวว่าเขาเองนั้นเรียนอะไรไม่ได้สักอย่าง คุณแม่ส่งไปเรียนต่างประเทศก็หนีกลับ และตัวเขาเองนั้นไม่อยากทำอะไรที่โดนคนอื่นบังคับ อยากทำอะไรที่รู้สึกว่ามีอิสระ อย่างการได้ร้องเพลง ในตอนแรกนั้นเขาก็ไม่ได้เริ่มต้นบนถนนสายดนตรีในบทบาทนักร้องเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นมือกีตาร์ และเริ่มร้องเพลงจริงจังตอน ม.6
และเขายังกล่าวอีกด้วยว่า ทุกวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองร้องเพลงเก่ง แต่เขาแค่โชคดีที่รู้จักวิธีเอาตัวรอด รู้ว่าทำอย่างไรให้คนสนุก ให้คนชอบ ซึ่งก็ต้องขอบคุณความซน ความห่าม ความสนุกเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ แล้วนั่งสังเกตว่าคนไหนทำอะไรแล้วตลก ก็เอามาวิเคราะห์ว่าเขาตลกเพราะอะไร ทุกอย่างที่ผ่านมาทำให้เขาเป็นคนมีไหวพริบ คิดมุกตลกได้เร็ว พูดได้เลยว่ามันถูกบ่มมาจากสมัยมัธยมกับเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันล้วน ๆ เลย
เริ่มต้นเข้าวงการที่ “ซิดนีย์”
ชีวิตการเป็นศิลปินเต็มตัวของโอ๊ตนั้น เริ่มต้นที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ไม่ใช่ว่าไปเซ็นสัญญากับค่ายเพลงที่นั่นแต่อย่างไร แต่เป็นเพราะคุณแม่ส่งไปเรียนต่อ (การเรียนครั้งนี้นั่นแหละที่เขาหนีกลับ) แล้วเขาได้ไปร้องเพลงตามร้านอาหารไทย จึงจุดประกายว่าจริง ๆ เป็นนักร้องก็ได้เงินดีกว่าล้างจานตั้งเยอะ จึงเลิกล้างจานแล้วมาร้องเพลงเต็มตัว พอกลับมาก็ยังจริงจังอยู่ โดยไม่ได้รู้สึกว่าการเล่นดนตรีหรือร้องเพลงมันคือเรื่องเท่อะไรสำหรับเขา แต่เขามีความสุขเวลาที่ร้องเพลงแล้วมีคนร้องตาม อยู่ซิดนีย์ก็ยังประกวดได้รางวัลตลอด
จนกลับมาทำงานในวงการที่ไทย มีเพลงแรกที่ร้องอย่างเป็นทางการคือ “คำสาป” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง รักสุดท้ายของนายไฮโซ พร้อม ๆ กับการร้องคอรัสให้ศิลปิน ทำเบื้องหลัง เป็นพิธีกร เป็นโปรดิวเซอร์ วนไปวนมาจนเกือบจะถอดใจ โดยช่วงที่เขาบอกว่าต้องสู้หนักมากคือ คือช่วง 6-7 ก่อนที่ไม่มีงาน แต่เข้ามาแกรมมี่ทุกวัน ไม่มีเงินเดือน ใช้วิธีรับเงินจากการไปร้องเพลงกลางคืน จน“เป๊ก - เปรมณัช สุวรรณานนท์” ชวนไปทำรายการ Paloy’s Diary รายการแจ้งเกิดที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน
“เมื่อวาน” ทำให้มี “วันนี้”
ช่วงที่สู้ชีวิตหนักที่สุด อย่างช่วงที่ร้องเพลงกลางคืนอยู่นั้น เขาเคยกลับบ้านแล้วนอนร้องไห้คนเดียวอย่างภาคภูมิใจ เพราะการได้เจอ “พี่ต้น - สุวัธชัย สุทธิรัตน์” Producer แถวหน้าของเมืองไทย เดินมาชมโชว์ของเขากับรุ่นพี่ พร้อมเสนออยากทำหน้าที่ Producer ให้ ตอนนั้นเขาเล่าว่า เป็นอาการที่ดีใจมาก แต่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เพราะกลับถึงบ้าน ถ้าเล่าให้คุณแม่ฟัง คุณแม่ก็คงไม่เข้าใจ เป็นอาการดีใจปนเศร้าที่เขาไม่รู้จะแบ่งปันความรู้สึกนี้กับใครดี ทำได้แต่นอนร้องไห้กับความรู้สึกนี้คนเดียว
และในที่สุดความฝันของเขาเป็นจริงเมื่อได้ทำเพลงกับสังกัดไวท์มิวสิก ที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำเพลงอย่างอิสระ เมื่อทีมงานถามว่า เขาอยากให้ใครรับหน้าที่เป็น Producer เพลงแรกของเขา ชื่อของ ต้น - สุวัธชัย จึงกลายมาเป็น Producer เพลง ‘เมื่อวาน’ Single แรกในนาม “โอ๊ต ปราโมทย์” ในปี 2560 ก่อนที่จะมี Single ที่ตามมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันทั้ง "มีแฟนแล้ว" (feat. UrboyTJ) / คิดถึงจัง (มาหาหน่อย) / ติดตลก / เท เท เท feat. P-Hot และ สัมพันธ์ นั่นเอง
ข้อมูลเพิ่มเติม *: *
thestandard.co/culture-music-interview-oat-pramote-pathan-01/
hamburger-magazine.com/the-uncensored-man.html
readthecloud.co/talk-1/