โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กว่าจะมีวันนี้! เปิดเรื่องราว “โอ๊ต – ปราโมทย์” ชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ความฮา

TheHippoThai.com

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 01.00 น. • THE HIPPO | Another Point Of View

โอ๊ต - ปราโมทย์ ปาทาน” นักร้องชาวไทยจากสังกัดไวท์มิวสิก ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่แค่พูดชื่อก็การันตีเสียงหัวเราะ ความฮา ที่มาควบคู่กับเสียงร้องคุณภาพ ที่แม้เขามักจะบอกว่าไม่ใช่ระดับดีโว่อะไรหนักหนา แต่คนฟังก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า น้ำเสียงกรุ้มกริ่มและมาดที่กวนบาทาของเขานี่แหละคือ “เสน่ห์” ที่ยากจะเลียนแบบและไม่ใคร่จะมีใครควรเลียนแบบอีกด้วย  แต่กว่าที่จะมาเป็น “โอ๊ต ปราโมทย์” ที่เรารู้จักในวันนี้ การเดินทางเบื้องหลังเวทีของเขานั้นก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ (บางครั้งก็แทบจะไม่น่าเชื่อด้วยซ้ำ!) วันนี้เราจึงขอรวบรวมเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าสู่ทุกคนให้ได้ฟัง นับเป็นโอกาสน้อยครั้งที่เรากล้าพูดได้เต็มปากว่า เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นทั้งแบบอย่างและอุทาหรณ์ที่หาไม่ได้จากศิลปินคนไหนเลยทีเดียว !

คุณโอ๊ต - ปราโมทย์ ได้รับการอบรม (ประหนึ่ง) คนในรั้วในวัง !

แม้โอ๊ตจะได้รับฉายาว่าเป็น “จุดต่ำตมที่สุดของวงการบันเทิง” ซึ่งไม่ได้หมายถึงความประพฤติชั่วช้า แต่มาจากภาพลักษณ์บนเวทีที่จริงใจเข้าขั้นหยาบคายอย่างเป็นกันเอง ประหนึ่งยกวงเหล้าของเรากับเพื่อนขึ้นมาคุยเล่นกันบนเวที แต่เห็นอย่างนี้ เมื่ออยู่กับผู้ใหญ่นั้น โอ๊ตจะเป็นคนที่เรากล้าพูดได้เต็มปากว่า เป็นคนมีสัมมาคารวะกิริยามารยาทดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว ก็เนื่องมาจากที่คุณแม่ (มันทนา ผลสินธุ์) นั้นเป็นคนที่ดุมาก พร้อมจะฟาดด้วยทุกอย่างที่สามารถฟาดได้ หากลูกชายทั้งสี่คนของคุณแม่นั้นทำไม่ดี ก็ด้วยคุณแม่นั้นได้รับการอบรมเรื่องระเบียบวินัย กิริยามารยาทมาอีกทีจากคุณยาย ผู้เคยอยู่ในวังมาก่อน ดังนั้นบนเวทีเป็นเรื่องหนึ่ง ลงจากเวทีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเพื่อน ๆ ของโอ๊ตเอง ที่เคยพบโอ๊ตกับคุณแม่แรก ๆ นั้น ก็จะมีงง ๆ กันบ้าง แต่โอ๊ตก็ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ทั้งหมดนั้นก็คือตัวตนของเขานั่นแหละ เพียงแต่เราเห็นด้านที่อยู่กับเพื่อน ๆ มากหน่อยก็เท่านั้นจ้า

“ไอ้หรั่ง” เด็กกิจกรรมที่ทำทุกอย่างยกเว้น “เรียนหนังสือ”

โอ๊ตในวัยเด็กนั้นเป็นเด็กที่เรียนดีมาก แต่ก็มีช่วงที่เคยเกรดเฉลี่ยตกไปอยู่ที่ 0.97 เลยทีเดียวในช่วงมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสีกัน (วัฒนานันท์อุปถัมป์) ตอนนั้น โอ๊ต ซึ่งเพื่อน ๆ กลุ่ม “เวที 23” (กลุ่มเพื่อนสนิทสมัยมัธยมของโอ๊ต 10 กว่าคน เพราะเป็นนักเรียนรุ่นที่ 23 ของโรงเรียนวัฒนานันท์) มักจะติดเรียกว่า “โมทย์” หรือ “หรั่ง” (เพราะเป็นเด็กหน้าฝรั่งคนเดียวในโรงเรียน) ชอบทำกิจกรรมมาก เพราะยิ่งทำกิจกรรมก็ยิ่งมีเพื่อนเยอะ เขาเลยทำตั้งแต่แสดงละคร เป็นนักกีฬาของโรงเรียน (เห็นอย่างนี้ โอ๊ตเป็นนักฟุตบอล ผู้ตื่นตี 5 ซ้อมบอล เรียนเสร็จ 4 โมงเย็นก็ซ้อมบอลต่อนะจ๊ะ)

และที่สำคัญคือการเป็นนักร้องของโรงเรียน โดยจุดเริ่มต้นนั้นคือ โอ๊ตเห็นคนงานพม่าที่บ้านเล่นกีตาร์ได้ ก็อยากเล่นบ้าง เลยขอคุณแม่ซื้อกีตาร์มาหัดเล่น แล้วก็เอากีตาร์ไปโรงเรียนทุกวัน แต่หนังสือเรียนนั้น เล่นไม่เอาไปเลยน่ะสิ! พกแต่สมุดเล่มเดียวแล้วเขียนหน้าสมุดว่า ปราโมทย์ ปาทาน วิชารวม  แล้วแบ่งส่วนของสมุดเล่มนั้นเป็นแต่ละวิชา เวลาส่งงานวิชาไหนก็เปิดหน้าวิชานั้นไว้แล้วบอกว่า หน้านี้วิชานี้ครับอาจารย์ เรียกว่าทำทุกอย่าง ยกเว้นเรียนหนังสือจริง ๆ พ่อ !

ปราโมทย์ ถูกจับ !

โอ๊ตเคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตช่วงมัธยมนั้น ถ้าจะมีใครมาตราหน้าเขาว่า “ไอ้เด็กเ_ย” เขานั้นก็จะไม่โกรธเลย กลับยอมรับด้วยซ้ำว่าเขานั้นเป็นเด็กเกเร เคยมีเรื่องถึงขั้นถูกจับมาแล้ว!

แต่ความเกเรจนทำให้มีเรื่องถูกจับนั้น ไม่ใช่เพราะเขาไปหาเรื่องคนอื่น แต่เป็นเพราะเขาบอกว่าเขานั้น เป็นคนไม่ยอมคน ไม่ชอบให้ใครมารังแก ประกอบกับความรักเพื่อน เวลาเพื่อนมีเรื่องเขาก็จะไปเคลียร์ด้วย จนวันหนึ่งที่เพื่อนยืนโทรศัพท์อยู่หน้าโรงเรียนแล้วโดนไถเงิน ตอนนั้นเพื่อน ๆ ในกลุ่ม กำลังเอาป้ายคัตเอาต์กีฬาสีมาติดที่โรงเรียนพอดี ก็เลยยกพวกไปไล่กระทืบคนที่มาหาเรื่อง แล้ววันรุ่งขึ้นตำรวจก็มาที่โรงเรียน มาจับพวกที่มีเรื่องไปทั้งหมด ตอนนั้นโอ๊ตไปนั่งอยู่หน้าสถานีตำรวจแล้วพี่ชายก็มา ก่อนที่พี่ชายจะโทรศัพท์คุยกับแม่ ทำให้เขาได้ยินประโยคทองของคุณแม่ว่า “…ถ้ามันผิดก็ไม่ต้องช่วยมัน ปล่อยมันติดคุกไปเลย…” ดังลั่นออกมาจากโทรศัพท์ แต่สุดท้ายก็คือจ่ายค่าปรับตามคดีทะเลาะวิวาท และครั้งนั้นก็เป็นการขึ้นสถานีตำรวจเพราะทะเลาะวิวาทในช่วงมัธยมเพียงครั้งเดียว…ก็น่าจะเข็ดเลยล่ะเนอะ พ่อหมี

ปราโมทย์ “ผู้ไม่เคยสูบบุหรี่”

แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นเด็กเกเร รายล้อมไปด้วยความสุ่มเสี่ยงให้เสียคนทั้งการพนัน และยาเสพติดขนาดไหน แต่เขาก็ไม่เคยข้องแวะ กับมันเลยสักครั้ง แม้แต่บุหรี่ ที่เขาไม่เคยคิดสูบเลยแม้แต่มวนเดียว จนเพื่อน ๆ และหลาย ๆ คนในวงการที่รู้จักเขาเป็นที่ประหลาดใจมาก !

ก็เพราะโอ๊ตนั้นมีเหตุการณ์ฝังใจช่วงมัธยม เมื่อคุณแม่เจอบุหรี่อยู่ในห้อง ซึ่งบุหรี่นั้นเป็นของญาติที่นอนห้องเดียวกัน ซ่อนไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ความซวยบังเกิดเมื่อคุณแม่มาจัดเสื้อผ้าแล้วเจอเข้า วันนั้นเขากลับมาถึงบ้าน เห็นที่นอนกับเสื้อผ้าตัวเองวางกองอยู่หน้าบ้าน ก็ยังคิดสงสัยว่าทำไมวันนี้คุณแม่เอาที่นอนออกมาตากเยอะจัง พอเดินเข้าบ้านแล้วถูกคุณแม่ตีถึงรู้เรื่องราว ซึ่งเขานั้นปฏิเสธเต็มประตู จนต้องหนีไปนอนบ้านเพื่อน

วันรุ่งขึ้นคุณแม่ก็โทรมา บอกว่าถ้าเป็นลูกผู้ชายแล้วไม่ได้สูบจริง ๆ ให้กลับบ้านมาเคลียร์กัน เขาจึงกลับบ้านมาคุยกับแม่ และนั่นคือครั้งแรกเลยที่เขานั่งร้องไห้ต่อหน้าแม่แบบจริงจัง แล้วเขาจึงสัญญากับคุณแม่ตรงนั้นเลยว่าชีวิตนี้ เขาจะไม่สูบบุหรี่เลยสักมวนเดียว และเขาก็รักษาสัญญาครั้งนั้นจนถึงทุกวันนี้

“ช่วงชีวิตมัธยม” สนุกที่สุดเพราะ “ดนตรี”

ความจริงแล้วตัวตนของโอ๊ตเป็นคนขี้อายมาก โดยเฉพาะเวลาอยู่บนเวทีหรือหน้ากล้อง ครั้งแรกที่ขึ้นไปร้องเพลงบนเวที เขาตัวสั่นถึงขนาดต้องใช้มือทั้งสองข้างประคองปิ๊กกีตาร์เอาไว้ไม่ให้หล่นเลยทีเดียว แต่การทำกิจกรรมทำให้เขามีความกล้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงมัธยมปลายที่เริ่มประกวดดนตรีคือช่วงชีวิตที่โอ๊ตกล่าวไว้ว่าสนุกที่สุดสำหรับเขา ถึงจะกลับบ้านดึกเพราะอยู่ห้องซ้อมกับเพื่อน แต่เขาก็ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งประกวดดนตรี ความภาคภูมิใจที่สุดคือตอน ม. 6 มีรุ่นพี่ที่จบไปแล้วชวนให้ไปแข่งดนตรีระดับอุดมศึกษา ซึ่งเขาเป็นเด็กมัธยมคนเดียวที่เข้าไปแข่งกับเด็กมหาวิทยาลัย

แต่ก่อนไปแข่ง เขา (ซึ่งเป็นนักฟุตบอลโรงเรียน) แข่งฟุตบอลอยู่ที่โรงเรียนแล้วเส้นเอ็นข้อเท้าฉีก ต้องขึ้นไปร้องเพลง “พลังแห่งรัก” (หิน เหล็ก ไฟ) และร้องท่อน “…พลังแห่งรัก ใคร่ มันมีพลัง บัญชาให้คุณทำอะไรได้ทุก ๆ อย่าง…” ซึ่งร็อกมาก แต่นักร้องดันถือไม้เท้าคอยประคอง ที่เท้าก็เข้าเฝือกสีชมพูสะท้อนแสง แหม…ทำไปได้

“ไม่ห้ามแต่ก็ไม่สนับสนุน” กว่าจะมาถึงจุดที่คุณแม่ยอมรับ “ชีวิตศิลปิน”

การเป็นนักร้อง นักดนตรีของโอ๊ตในช่วงแรกนั้น เขากล่าวไว้ว่า “คุณแม่ไม่ห้ามครับ แต่ก็ไม่สนับสนุนเลย” เพราะที่บ้านมีลูกชาย 4 คน ส่วนคุณแม่ทำธุรกิจส่วนตัวเยอะ จึงอยากให้ลูกไปช่วยมากกว่า เชื่อไหมล่ะว่า คุณพ่อกับคุณแม่ไม่เคยไปดูโอ๊ตประกวดร้องเพลงเลยสักครั้ง จนกระทั่งโอ๊ตในวัย 23 ปี ได้ประกวดวงดนตรีแจ๊ซ 98.5 Breeze FM-UBC Jazz Challenge 2006  ซึ่งวงดนตรี  RSCM Band ของเขาได้รางวัลชนะเลิศ ซึ่งตอนประกาศว่าทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศคือตัวแทนจากมหาวิทยาลัยรังสิต แล้วเขาวิ่งขึ้นไปรับถ้วย จึงได้เห็นแม่นั่งร้องไห้ปาดน้ำตาอยู่ข้างล่าง หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยได้ยินแม่ว่าเรื่องการร้องเพลงอีกเลย

โอ๊ต ปราโมทย์ ผู้อยากเป็นนักร้องเพราะรู้สึกว่าตัวเอง “โง่”

โอ๊ตเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตัวเขาอยากเป็นนักร้องเพราะรู้สึกว่าตัวเอง “โง่” เขากล่าวว่าเขาเองนั้นเรียนอะไรไม่ได้สักอย่าง คุณแม่ส่งไปเรียนต่างประเทศก็หนีกลับ และตัวเขาเองนั้นไม่อยากทำอะไรที่โดนคนอื่นบังคับ อยากทำอะไรที่รู้สึกว่ามีอิสระ อย่างการได้ร้องเพลง ในตอนแรกนั้นเขาก็ไม่ได้เริ่มต้นบนถนนสายดนตรีในบทบาทนักร้องเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นมือกีตาร์ และเริ่มร้องเพลงจริงจังตอน ม.6

และเขายังกล่าวอีกด้วยว่า ทุกวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองร้องเพลงเก่ง แต่เขาแค่โชคดีที่รู้จักวิธีเอาตัวรอด รู้ว่าทำอย่างไรให้คนสนุก ให้คนชอบ ซึ่งก็ต้องขอบคุณความซน ความห่าม ความสนุกเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ แล้วนั่งสังเกตว่าคนไหนทำอะไรแล้วตลก ก็เอามาวิเคราะห์ว่าเขาตลกเพราะอะไร ทุกอย่างที่ผ่านมาทำให้เขาเป็นคนมีไหวพริบ คิดมุกตลกได้เร็ว พูดได้เลยว่ามันถูกบ่มมาจากสมัยมัธยมกับเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันล้วน ๆ เลย

เริ่มต้นเข้าวงการที่ “ซิดนีย์”

ชีวิตการเป็นศิลปินเต็มตัวของโอ๊ตนั้น เริ่มต้นที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ไม่ใช่ว่าไปเซ็นสัญญากับค่ายเพลงที่นั่นแต่อย่างไร แต่เป็นเพราะคุณแม่ส่งไปเรียนต่อ (การเรียนครั้งนี้นั่นแหละที่เขาหนีกลับ) แล้วเขาได้ไปร้องเพลงตามร้านอาหารไทย จึงจุดประกายว่าจริง ๆ เป็นนักร้องก็ได้เงินดีกว่าล้างจานตั้งเยอะ จึงเลิกล้างจานแล้วมาร้องเพลงเต็มตัว พอกลับมาก็ยังจริงจังอยู่ โดยไม่ได้รู้สึกว่าการเล่นดนตรีหรือร้องเพลงมันคือเรื่องเท่อะไรสำหรับเขา แต่เขามีความสุขเวลาที่ร้องเพลงแล้วมีคนร้องตาม อยู่ซิดนีย์ก็ยังประกวดได้รางวัลตลอด

จนกลับมาทำงานในวงการที่ไทย มีเพลงแรกที่ร้องอย่างเป็นทางการคือ “คำสาป” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง รักสุดท้ายของนายไฮโซ พร้อม ๆ กับการร้องคอรัสให้ศิลปิน ทำเบื้องหลัง เป็นพิธีกร เป็นโปรดิวเซอร์ วนไปวนมาจนเกือบจะถอดใจ โดยช่วงที่เขาบอกว่าต้องสู้หนักมากคือ คือช่วง 6-7 ก่อนที่ไม่มีงาน แต่เข้ามาแกรมมี่ทุกวัน ไม่มีเงินเดือน ใช้วิธีรับเงินจากการไปร้องเพลงกลางคืน จน“เป๊ก - เปรมณัช สุวรรณานนท์” ชวนไปทำรายการ Paloy’s Diary รายการแจ้งเกิดที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน

“เมื่อวาน” ทำให้มี “วันนี้”

ช่วงที่สู้ชีวิตหนักที่สุด อย่างช่วงที่ร้องเพลงกลางคืนอยู่นั้น เขาเคยกลับบ้านแล้วนอนร้องไห้คนเดียวอย่างภาคภูมิใจ เพราะการได้เจอ “พี่ต้น - สุวัธชัย สุทธิรัตน์”  Producer แถวหน้าของเมืองไทย เดินมาชมโชว์ของเขากับรุ่นพี่ พร้อมเสนออยากทำหน้าที่ Producer ให้ ตอนนั้นเขาเล่าว่า เป็นอาการที่ดีใจมาก แต่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง เพราะกลับถึงบ้าน ถ้าเล่าให้คุณแม่ฟัง คุณแม่ก็คงไม่เข้าใจ เป็นอาการดีใจปนเศร้าที่เขาไม่รู้จะแบ่งปันความรู้สึกนี้กับใครดี ทำได้แต่นอนร้องไห้กับความรู้สึกนี้คนเดียว

และในที่สุดความฝันของเขาเป็นจริงเมื่อได้ทำเพลงกับสังกัดไวท์มิวสิก ที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำเพลงอย่างอิสระ เมื่อทีมงานถามว่า เขาอยากให้ใครรับหน้าที่เป็น Producer เพลงแรกของเขา ชื่อของ ต้น - สุวัธชัย  จึงกลายมาเป็น Producer เพลง เมื่อวาน’ Single แรกในนาม “โอ๊ต ปราโมทย์” ในปี 2560 ก่อนที่จะมี Single ที่ตามมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันทั้ง "มีแฟนแล้ว" (feat. UrboyTJ) / คิดถึงจัง (มาหาหน่อย) / ติดตลก / เท เท เท feat. P-Hot และ สัมพันธ์ นั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติม *: *

thestandard.co/culture-music-interview-oat-pramote-pathan-01/

hamburger-magazine.com/the-uncensored-man.html

readthecloud.co/talk-1/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...