โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้บริโภคเต็มใจจ่ายสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากราคาไม่เกิน 20% เทียบกับราคาปกติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 12 มี.ค. 2564 เวลา 06.46 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2564 เวลา 06.46 น.

ปัจจุบัน แม้ว่าปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง PM2.5 ปัญหาภัยแล้งหรือสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่นับวันปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทั้งเรื่องของปัญหาสุขภาพที่ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น สินค้าเกษตรขาดแคลน เนื่องจากภัยแล้งหรือน้ำท่วม ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น สัญญาณดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาตระหนักและตื่นตัวต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะมีทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่คิดและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้บริโภคที่ทำบ้างเป็นบางครั้ง รวมถึงผู้บริโภคที่คิดอย่างเดียวแต่อาจจะยังไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจัง เนื่องจากยังมีความกังวลในหลายๆ ด้าน เช่น สินค้าและบริการสามารถลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่ หรือต้นทุนของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูงกว่าสินค้าปกติทั่วไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคทั้งสิ้น

ดังนั้น จึงกลับมาเป็นโจทย์ที่สำคัญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมถึงการปรับตัวของบรรดาภาคธุรกิจต่างๆ ที่จะต้องรับมือกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อาจเปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คาดหวังถึงมาตรฐานในการทำธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและมุมมองความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อปัญหาและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

  • ผู้บริโภคส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 50 ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจ มองว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพและทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ผู้บริโภคทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่อาจมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคมากที่สุด ได้แก่ ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ของเสียและขยะ รองลงมา คือ สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและอากาศแปรปรวน รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม เป็นต้น

ทั้งนี้ ปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างใกล้ตัวผู้บริโภคและเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันค่อนข้างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและทำให้ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นชัดเจน สอดคล้องไปกับประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เคยประเมินไว้ในปี 2563 ในกรอบระยะเวลา 1 เดือน ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ทำให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (ค่ารักษาพยาบาล ค่าหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์เจลล้างมือ และเครื่องฟอกอากาศ) ราว 2,000-3,000 ล้านบาท หรือมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 200-300 บาทต่อคนต่อเดือน (ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโควิด) สัญญาณดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาตระหนักและตื่นตัวกับประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น

ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่อาจช่วยลดการสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น งดหรือลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง เช่น ขวดน้ำพลาสติก ถุงพลาสติก และหันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น กล่องข้าวที่ทำจากชานอ้อย ถุงพลาสติกที่ทำจากมันสำปะหลัง หรือหลอดดูดที่ทำจากกระดาษ หรือแม้แต่การเดินทางโดยรถสาธารณะแทนรถส่วนตัว เป็นต้น ในขณะเดียวกันบรรดาร้านค้าปลีกต่างๆ โดยเฉพาะค้าปลีก Modern trade ก็ได้มีการงดการใช้ถุงพลาสติก และรณรงค์ให้ผู้บริโภคใช้ถุงผ้าแทนเวลาออกไปจับจ่ายใช้สอย เป็นต้น

  • ผู้ผลิตคงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดหรือแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง ควบคู่ไปกับการควบคุมให้ตลอดสายการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 20% เมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติ ซึ่งถือเป็นราคาที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่าย จากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคร้อยละ 65 ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจ มีความเห็นว่า สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยและควรสนับสนุน แต่ทั้งนี้ เหตุผลที่ผู้บริโภคบางส่วนยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการดังกล่าว เนื่องจากกังวลในเรื่องของราคาที่มองว่าอาจจะสูงกว่าสินค้าปกติทั่วไป และไม่มั่นใจว่าสินค้าและบริการดังกล่าวสามารถลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้จริง จึงทำให้การตอบรับในสินค้าและบริการกลุ่มนี้ ยังไม่กว้างขวางมากนักและกระจุกตัวอยู่ในสินค้าบางกลุ่มที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารและเครื่องดื่มบางประเภท รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี ด้วยกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีผลกับการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายของภาคธุรกิจที่จะต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้สินค้าและบริการเป็นที่ต้องการและตอบโจทย์ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การให้ข้อมูลที่ช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภคผ่านการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ หรือแม้แต่การมีฉลากที่บ่งบอกถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่บนตัวสินค้าหรือบริการ ซึ่งอาจจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในตัวสินค้าและบริการที่สามารถช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการจะต้องทำการควบคุมให้ตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะต้องมีราคาจำหน่ายอยู่ในกรอบระหว่าง 1%-20% (ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า) เมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติทั่วไป เนื่องจาก ผลจากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 55 ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจ เต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาที่แพงกว่าสินค้าปกติทั่วไประหว่าง 1%- 20% ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า รองลงมา คือ ผู้บริโภคเต็มใจที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาเท่าเดิมหรือไม่แตกต่างจากสินค้าปกติทั่วไปร้อยละ 23 ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจ

ดังนั้น หากธุรกิจสามารถผลิตสินค้าและบริการจำหน่ายในราคาที่ไม่สูงมากนัก หรือไม่แตกต่างเมื่อเทียบกับราคาสินค้าปกติทั่วไป ก็น่าจะจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และถึงแม้ว่าราคาของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปตามท้องตลาดอยู่บ้าง แต่ผู้ประกอบการอาจจะให้ข้อมูลด้านอื่นๆ เพื่อประกอบกับการตัดสินใจของผู้บริโภค เช่น เมื่อเทียบปัจจัยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้าและต้นทุนในการรักษาสิ่งแวดล้อม จนทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าคุ้มราคามากกว่า และในอนาคตหากผู้บริโภคหันมาช่วยกันเลือกสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ราคาจำหน่ายถูกลง หรือไม่ควรแตกต่างไปจากราคาสินค้าปกติทั่วไป

  • ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีโอกาสที่จะทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสนใจที่อยากจะซื้อมากเป็นอันดับแรก นอกจากสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ประหยัดไฟเบอร์ 5) จะได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคมาสักระยะแล้ว จากการสำรวจ พบว่า ผู้บริโภคกว่าร้อยละ 82 ของผู้ตอบแบบสำรวจ สนใจที่จะหันมาเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในกลุ่มสินค้าอุปโภค ของใช้ส่วนตัวกันมากขึ้น รองลงมาได้แก่ สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 55 ซึ่งสินค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้ จัดเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน มีการซื้อใช้บ่อยครั้ง และปัจจุบันผู้บริโภคก็ให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพเป็นหลักอยู่แล้ว และเนื่องจากสินค้าดังกล่าวมีการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติกค่อนข้างมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดขยะที่เหลือทิ้งในปริมาณที่สูง ดังนั้น นอกจากเรื่องของสุขภาพแล้ว ผู้บริโภคก็เริ่มตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญและเลือกซื้อมากขึ้นในระยะข้างหน้า

ปัจจุบัน ผู้บริโภคมีการช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการซื้อสินค้ากลุ่มนี้อยู่บ้างแล้ว เช่น การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบบเติม (Refill) ซึ่งผู้บริโภคมองว่า นอกจากจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังถือเป็นการช่วยลดขยะที่เป็นพลาสติก ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางส่วนก็ได้หันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากสินค้าเกษตร (มันสำปะหลัง ชานอ้อย ฟางข้าวสาลี กาบหมาก ฯลฯ) รวมถึงเริ่มสนใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติหรือของที่นำมากลับมาใช้ใหม่ ซึ่งหากผู้ประกอบการหันมารุกทำตลาดกลุ่มสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ก็น่าจะช่วยจูงใจให้ผู้บริโภคสนใจที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวมากขึ้น

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การจะแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะต้องใช้เวลา ความต่อเนื่อง และความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยภาครัฐควรมีการผลักดันและสนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มาตรการจูงใจให้ผู้ผลิตหันมาผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การลดหย่อนภาษี วงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การช่วยเหลือเรื่องเงินทุนและเครื่องจักร รวมถึงช่วยทำการตลาดให้กับผู้ประกอบการ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการ เช่น สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ขณะเดียวกันหากผู้ผลิต (โดยการสนับสนุนของรัฐ) จะช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือการบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็น่าจะดีกว่าการผลักภาระไปให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายแพงขึ้นหรือไม่

สำหรับผู้บริโภคก็ควรให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาจจะเริ่มจากสินค้าใกล้ตัว มีการใช้เป็นประจำ และมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่าย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค และค่อยขยับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และต้องใช้เวลาในการปรับตัว เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับตัวและความร่วมมือดังกล่าวของทุกฝ่าย ไม่เพียงแต่จะรองรับกับตลาดในประเทศที่หันมาให้ความสำคัญและรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แต่หมายถึงโอกาสในการขยายตลาดไปยังตลาดส่งออกหรือตลาดโลกที่ทุกคนต่างหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) กันค่อนข้างมากและจะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากสินค้าและบริการของไทยยังไม่ปรับตัวไปสู่การเป็นสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็อาจจะนำมาซึ่งความท้าทายและความยากลำบากในการแข่งขันกับคู่แข่งในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...