โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Hajime Isayama | ศิลปินที่วาดความกลัวในแต่ละช่วงชีวิตออกมาเป็นยักษ์ไททัน จากมังงะ Attack on Titan

becommon.co

อัพเดต 10 เม.ย. 2564 เวลา 12.47 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 12.59 น. • common: Knowledge, Attitude, make it Simple

หลายคนรู้จัก Attack on Titan ในรูปแบบมังงะ หลายคนรู้จักจากอนิเมะ

มีคนพูดถึงเรื่องนี้อย่างหนาหู แต่ล่าสุดที่ทำให้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งคงเพราะ รุ้ง – ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย บอกว่านี่เป็นอนิเมะที่เธอกำลังติดงอมแงม

มังงะเรื่อง Shingeki no Kyojin หรือ Attack on Titan เป็นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับไททัน ยักษ์ที่กำลังจะกลืนกินเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สูญสิ้น โด่งดังไปทั่วโลกจนมียอดขายกว่า 52 ล้านเล่ม ด้วยหลากหลายเหตุผล อาจเพราะนี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อแพ้ชนะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเกมการเมือง เป็นการตั้งคำถามถึงโลกนอกกำแพง พูดถึงสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่อยากจะเอาชนะความกลัวที่มาในรูปแบบยักษ์ไททัน เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นส่วนผสมของทั้งชีวิตที่ผ่านมาของ ฮาจิเมะ อิซะยะมะ (Hajime Isayama) นักวาดมังงะชาวญี่ปุ่นวัย 34 ปี

ฮาจิเมะ อิซะยะมะ ในห้องทำงานของเขา (Photo : www.reddit.com/r/titanfolk)

ราวๆ 10 ปีที่แล้ว ยุคที่เรายังมีร้านเช่าการ์ตูนอยู่ในละแวกบ้าน เรื่องที่ฮิตที่สุดคงหนีไม่พ้นวันพีซ (One Piece) ท้ายเล่มจะมีข้อความเล็กๆ จากนักเขียนทักทายคนอ่านในนาม ‘อาจารย์โอดะ’ (เออิจิโร โอดะ : Eiichiro Oda) หน้าจอมือถือไร้สัญญาณอินเตอร์เน็ตที่โชว์ได้แค่เบอร์โทรในตอนนั้น ทำให้เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าอาจารย์โอดะคนนี้มีหน้าค่าตาเป็นอย่างไร แต่เดาจากลายเส้นและเรื่องที่สนุกราวกับเสกออกมาอย่างนี้ ‘อาจารย์’ คงจะเป็นคุณลุง หนวดสีขาว สวมหมวกเบเรต์ นั่งถือพู่กันวาดภาพบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยต้นฉบับหนาปึก กว่าจะได้เห็นหน้าของอาจารย์โอดะเวลาก็ล่วงเลยมาหลายปีให้หลัง ตอนที่พวกเราเริ่มใช้กูเกิลเสิร์ชดูภาพได้

เออิจิโระ โอดะ (Eichiro Oda) หรือ อาจารย์โอดะ ผู้วาดมังงะเรื่องวันพีซ

คำว่า ‘อาจารย์’ หรือ ‘เซนเซย์’ ในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้หมายถึงคนที่สอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยเสมอไป แต่ยังใช้เป็นคำเรียกคนที่มีความสามารถ เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง และนักวาดการ์ตูนก็ถูกรวมอยู่ในนั้นด้วย

เช่นเดียวกับอาจารย์ฮาจิเมะ อิซะยะมะ เจ้าของลายเส้นบนกล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็กของยักษ์ไททัน หลังจากที่เสิร์ชชื่อของเขาในกูเกิล เราก็พบว่าเขาไม่ได้สวมหมวกเบเรต์แต่อย่างใด แต่เป็นชายหนุ่มอายุ 34 ปีที่ดูอ่อนกว่าวัย มาในลุคกางเกงขาสั้นสบายๆ พร้อมสเวตเตอร์มีฮู้ดตัวโปรด บนโต๊ะทำงานของเขามีรูป Momoiro Clover Z วงไอดอลที่ชื่นชอบแปะเอาไว้ เขาตั้งรูปโปรไฟล์ทวิตเตอร์เป็นที่รูปที่เขาแชะภาพคู่กับคุมะมง มาสคอตสีดำแก้มแดงประจำจังหวัดคุมาโมโตะ ทั้งภาพและบทสัมภาษณ์ของฮาจิเมะปรากฏอยู่ในสื่อมากมายกว่าที่เราคิด เขาดูเรียบง่ายและสบายๆ ต่างจากเรื่องราวการต่อสู้อันโหดร้ายของมนุษย์กับยักษ์ไททันในมังงะที่เขาวาด

(Photo : Apple Daily, September 19, 2013)

บ้านเกิดของฮาจิเมะตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองฮิตะ จังหวัดโอะอิตะ บนเกาะคิวชูทางตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ครอบครัวของเขาปลูกบ๊วยและข้าวเป็นอาชีพหลัก

ฮาจิเมะในวัยเด็กไม่ได้โดดเด่นด้านไหนเป็นพิเศษ ผลการเรียนของเขามักอยู่รั้งท้ายเพื่อนๆ เสมอ ทำให้เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาตลอดว่าหลังเรียนจบตัวเองคงไม่มีโอกาสได้ทำงานดีๆ เหมือนคนอื่น

งานอดิเรกของฮาจิเมะคือการวาดรูปและเล่นของเล่น แม้ในชั้นประถมต้นที่เด็กผู้ชายจะเลิกเล่นของเล่นแล้วพากันออกไปผจญภัย แต่เขากับกลุ่มเพื่อนสนิทก็ยังชอบเล่นของเล่นและวาดรูปสัตว์ประหลาดเป็นชีวิตจิตใจ ตั้งแต่จำความได้ ‘ไดโนเสาร์’ เป็นสิ่งที่เขาวาดบ่อยที่สุด ระหว่างเรียนชั้นมัธยมปลาย เขาลองวาดมังงะส่งประกวดอยู่หลายครั้ง พอเรียนจบจึงเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านการออกแบบมังงะในวิทยาลัยศิลปะ Kyushu Designer Gakuen

ทั้งชีวิตที่ผ่านมาฮาจิเมะไม่เคยออกนอกอาณาเขตเกาะคิวชูบ้านเกิดเลยสักครั้ง วิวที่เขามองเห็นจากหน้าต่างห้องนอนมีเพียงภูเขาลูกใหญ่ที่โอบทั้งหมู่บ้านไว้ในอ้อมอก ดูคล้ายกับกำแพงเมืองสูงๆ ที่ปกป้องชาวเอลเดียเอาไว้จากยักษ์ไททันในมังงะที่เขาเขียน ฮาจิเมะมักจินตนาการถึงโลกที่อยู่นอกกำแพงภูเขามาเสมอ นั่นทำให้เขาคิดว่าสักวันจะต้องออกไปใช้ชีวิตนอกเงาของภูเขาในบ้านเกิดสักครั้ง

พออายุได้ 20 ปีเต็ม ฮาจิเมะย้ายมาอยู่ในโตเกียว เพราะอยากเป็นนักวาดการ์ตูนเต็มตัว เขาทำงานพาร์ทไทม์ที่อินเตอร์เน็ตคาเฟ่เพื่อให้มีรายหล่อเลี้ยงอาชีพนักวาด เขาแทบไม่มีเวลาว่างเพราะทำงานไปด้วย วาดการ์ตูนไปด้วย พอว่างก็เล่นเกม Muv-Luv Alternative เกมนี้เป็นเกมวาบหวิว 18+ เป็นเรื่องราวของเอเลี่ยนที่เข้ามาโจมตีโลก ต้อนคนให้จบมุมและกวาดล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สิ้นซาก

(Photo : www.mkproduction.home.blog)

เขาเล่าว่าเกมนี้เป็นต้นกำเนิดที่ทำให้เขาเขียนมังงะเรื่องใหม่ Shingeki no Kyojin หรือ Attack on Titan โดยได้หยิบเอาความกลัวที่ต้องถูกไล่ล่าจนหลังชนฝามาเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของมนุษย์กับยักษ์ไททัน ฮาจิเมะกล่าวติดตลกว่าสำหรับเขาแล้ว เกมผู้ใหญ่ที่มักจะมีป้าย 18+ แปะเตือนนั้น ทำหน้าที่เหมือนดินอันอุดมสมบูรณ์ที่เพาะปลูกศิลปินชั้นดี

ความกลัวเบื้องหลัง Attack on Titan

Shingeki no Kyojin – Attack on Titan หรือ ผ่าพิภพไททัน เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.845 ที่เมืองเอลเดีย ซึ่งอยู่ด้านในกำแพงสูงตระหง่านมานานกว่า 100 ปี โลกข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย เพราะมียักษ์ไททันกินคนที่พยายามจะทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้สูญสิ้นไป

เมื่อกำแพงมาเรียถูกทำลาย ก็ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เอเรน เยเกอร์ เป็นหนึ่งในคนที่เสียแม่ไปจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาจึงชักชวน มิคาสะ อัคเคอร์แมน และ อาร์มิน อัลเรลโต ผู้เป็นเพื่อนสนิทไปเข้าฝึกเป็นทหารเพื่อต่อสู้กับไททัน และปกป้องประชากรของเมืองให้ปลอดภัย

(Photo : Attack on Titan)

ฮาจิเมะเติบโตมากับธรรมชาติและมักสังเกตเห็นห่วงโซ่ของสิ่งมีชีวิตบนโลก เขาเห็นว่าสิ่งมีชีวิตหนึ่งมักจะกลืนกินอีกสิ่งหนึ่งเป็นอาหารเสมอ แม้ว่ามันจะดูโหดร้ายและน่ากลัว แต่นั่นก็เป็นกฎของโลกใบนี้ เขามองไททันเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่จะมากลืนกินมนุษย์ และมันเป็นกฎเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในมังงะของเขา

นอกจากความกลัวที่ว่าแล้ว ยังมีความกลัวในแต่ละช่วงชีวิตของฮาจิเมะที่ถูกวาดออกมาเป็นยักษ์ไททันอีกด้วย

เขากลัวสัตว์ประหลาด กลัวที่จะกระโดดน้ำกับเพื่อน และ… กลัวคนเมา

‘กลัวสัตว์ประหลาด’ จนไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำคนเดียว

ตอนยังเรียนชั้นประถม ฮาจิเมะดูอนิเมะเรื่อง Hell Teacher Nube หรือ มืออสูรล่าปีศาจ และนั่นทำให้เขาจดจำอย่างไม่มีวันลืมเลือน ในเรื่องมีโมนาลิซ่าที่หน้าตาบิดเบี้ยว โผล่หัวออกมาจากภาพวาดแล้วกินคนเป็นๆ ภาพความสยดสยองในวันนั้นยังติดตาฮาจิเมะมาจนทุกวันนี้

“ตอนนั้นผมรู้สึกกลัวมาก กลัวจนไปเข้าห้องน้ำคนเดียวไม่ได้ ดูเหมือนว่าผมกลัวไททันเหมือนกับที่ผมกลัวโมนาลิซ่ากินคนที่ผมเคยดูตอนเด็ก” ฮาจิเมะให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Apple Daily (พฤศจิกายน, 2013)

(Photo : Hell Teacher Nube)

เพราะกลัวเขาจึงท้าทาย ยิ่งกลัวเขาก็ยิ่งเสพความสยองขวัญ ฮาจิเมะเป็นคอหนังตัวยงมาตั้งแต่เด็ก ในแต่ละปีเขามักจะออกมาจัดอันดับหนังโปรดในดวงใจที่ได้ดูในปีนั้นๆ อยู่เสมอ นอกจากแนวไซ-ไฟแล้ว หนังที่เขาชอบมาตั้งแต่เด็กคือหนังสัตว์ประหลาด ไม่ว่าจะเป็น Godzilla, Monthra, Gamera หรือ Jurassic Park นี่ยังเป็นที่มาที่ทำให้ฮาจิเมะสนใจศิลปะการต่อสู้และสงครามระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดไปด้วย

‘กลัวที่จะกระโดดน้ำ’ 

ตั้งแต่ยังเด็กฮาจิเมะเชื่อว่าคนเราควรต่อสู้จนตัวตาย หากเหลือถนนเพียงเส้นเดียวที่จะนำไปสู่บทสรุปได้ ครั้งหนึ่งเขาไปผจญภัยกับกลุ่มเพื่อนที่ริมแม่น้ำ ในขณะที่คนอื่นๆ ทยอยกระโดดลงมาจากโขดหินลงไปในน้ำ ฮาจิเมะก็พบว่าเขาเองไม่กล้าพอที่จะทำแบบนั้น และตัดสินใจหันหลังเดินกลับบ้าน

เขารู้ดีว่าการกระโดดน้ำครั้งนั้นเป็นเหมือนพิธีกรรมหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ว่าเด็กชายอย่างพวกเขากำลังจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เขานึกเสียใจที่ไม่ได้กระโดดลงไปเหมือนกับเพื่อนๆ ฮาจิเมะพยายามถ่ายทอดความรู้สึกกลัวในวันนั้นออกมาเป็นภาพวาด และเริ่มวาดรูปตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเชื่อว่าหากวันนั้นเขากล้าพอที่จะกระโดดลงไป เขาอาจจะไม่ลงมือวาดอะไร และอาจไม่มี Attack on Titan อย่างในวันนี้ก็เป็นได้

กลัวคนเมา’ 

ทุกๆ คืนในร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ที่ฮาจิเมะทำงานอยู่ มักมีลูกค้าที่เมาจนหัวทิ่มหัวตำมาเยือนอยู่บ่อยๆ เขาเพิ่งรู้ในตอนนั้นเองว่าเขากลัวมนุษย์ขาดสติที่ไม่สามารถสื่อสารและเข้าใจสิ่งที่เขาพูดได้ เขาคิดว่าความกลัวเกิดจากความพยายามที่จะสื่อสารกับใครสักคน แต่เขากลับไม่เข้าใจเลยสักคำ ฮาจิเมะรู้สึกว่ามันน่ากลัวจนขนลุก เมื่อสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์กลับดูไม่เหมือนมนุษย์เลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่าไททันก็น่าขนลุกขนพองด้วยเหตุผลเดียวกัน

(Photo : Attack on Titan)

เพราะอยากหลุดพ้นจากชีวิตประจำวันม้วนเดิมที่ฉายซ้ำๆ ในร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ทำให้ฮาจิเมะเขียนมังงะเรื่องนี้จนสำเร็จ เขาเอาไปเสนอกับโชเน็น จัมพ์ (Shonen Jump) หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งตีพิมพ์มังงะเรื่องดังอย่างวันพีซ  และ ดราก้อนบอล (Dragon Ball) ทว่ามังงะเรื่องล่าสุดของเขามีเนื้อหาที่หนักเกินไป รวมถึงมีฉากเลือดสาด แผลสดให้เห็นกันตั้งแต่ตอนแรกๆ บรรณาธิการมองว่านี่ไม่เหมาะจะเป็นการ์ตูนโชเน็งให้เด็กผู้ชายอายุต่ำกว่า 18 ปีอ่าน จึงขอให้เขาปรับเนื้อหาให้เบาลงกว่าเดิมเพื่อให้ตีพิมพ์ได้ อีกทั้งงานของเขายังถูกวิจารณ์ ถึงเนื้อเรื่องจะดี แต่ลายเส้นก็ยังไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ ฮาจิเมะเชื่อว่างานของเขาดีด้วยตัวของมันเอง จึงเลือกที่ไม่ปรับเนื้อเรื่องให้เบาลงอย่างที่บรรณาธิการแนะนำ แต่เขาเลือกที่จะเฟ้นหาหนังสือการ์ตูนหัวอื่นที่สามารถเผยแพร่มังงะของเขาได้

 

ผมไม่ชอบมังงะที่ขึ้นอยู่กับงานวิจัยทางการตลาดว่าตัวละครหรือพล็อตแบบไหนจะได้รับความนิยมจากคนอ่าน พอคิดแบบนั้น คุณก็จะไม่มีวันทำอะไรใหม่ๆ  ผมอยากเห็นคนทำสิ่งใหม่ๆ มาเสมอ เลยตัดสินใจลองทำมันด้วยตัวเอง

 

ฮาจิเมะเล่าถึงความตั้งใจของเขา

แม้ในตอนนั้นฮาจิเมะจะคิดว่าตัวเองวาดรูปไม่เก่ง ผลงานนี้โดนปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันผลงานของเขาก็ทยอยได้รับรางวัลให้ได้ชื่นใจในฐานะนักเขียนบ้าง ในปี 2008 Shingeki no Kyojin ได้รับรางวัลในสาขา Fine Work จากเวที Magazine Grand Prix ต่อมามังงะลำดับที่สองและสามของเขา Heart Break One และ Orz ก็ได้รับรางวัลบนเวทีประกวดเช่นกัน

ฮาจิเมะเดินหน้าตามหาหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่เหมาะกับเขา จนท้ายที่สุดในปี 2009 Shingeki no Kyojin ก็มาลงเอยที่นิตยสารรายสัปดาห์ Bessatsu Shonen Magazine ในเครือของบริษัทสิ่งพิมพ์โคดันฉะ (Kodansha) นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลังจากที่ตีพิมพ์ Shingeki no Kyojin ก็โด่งดังไปทั่วโลกจนถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมะและภาพยนตร์ จากมังงะที่โดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธในครั้งแรกกลายมาเป็นเรื่องที่คนพูดถึงอย่างล้นหลาม บางคนตีความว่าไททันสะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคมบ้าง สะท้อนภัยธรรมชาติบ้าง ไปจนถึงตีความถึงเรื่องของการทหารในญี่ปุ่นบ้าง นั่นทำให้ฮาจิเมะตกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในตอนแรกเขานึกเพียงว่าจะทำอย่างไรให้มังงะเรื่องนี้สนุก แต่ก็เป็นเรื่องดีๆ หากคนจะตีความมังงะเรื่องนี้ไปตามชีวิตของแต่ละคน และเขาก็ดีใจที่คนได้มาแชร์ไอเดียกัน และยิ่งดีใจหากมังงะมีส่วนช่วยทำให้คนดูหายเครียดและรู้สึกดีมากขึ้น

ไม่เคยคิดว่ามังงะของตัวเองจะไปได้ไกลขนาดนี้ 

“จริงๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการตั้งแต่แรกนั่นแหละ แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะขนาดนี้ ดูเหมือนว่ามันจะได้รับความนิยมมากกว่าที่ผมคิดไว้ว่าจะโด่งดังแค่ในบ้านเกิด”

“ผมเกิดขึ้นจาก Attack on Titan เรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผม ทำให้รู้สึกราวกับว่าผมได้ทำหน้าที่ในโลกนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว” ฮาจิเมะให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Brutus (พฤศจิกายน, 2014)

ในตอนนั้นเขาไม่เคยคิดว่าการเลี้ยงชีพด้วยมังงะนั้นเป็นเรื่องง่าย เพราะนี่เป็นอุตสาหกรรมที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ฮาจิเมะฝันไว้เพียงว่าเขาจะเลี้ยงชีพตัวเองพอได้จากการวาดมังงะเพียงเท่านั้น ไม่ได้หวังว่าจะประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างในทุกวันนี้

ฮาจิเมะคิดว่านี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับเขามาก และคิดว่านักวาดส่วนใหญ่ก็คงรู้สึกไม่ต่างกันกับเขาที่ว่า อุตสาหกรรมนี้ช่างแข่งขันสูงและยากเย็น

เขาเหมือนนักวิ่งมาราธอนที่วิ่งมานานถึง 11 ปี เหลืออีกเพียง 3 ตอน มังงะเรื่องนี้ก็จะมาถึงบทสรุป ฮาจิเมะเผยว่าเขาดีใจที่เรื่องราวกำลังจะคลี่คลายเสียที และได้วางแผนตอนจบทั้งหมดไว้แล้ว เพียงแต่ว่าเขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าตัวละครจะรู้สึกต่อเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างไร

ชีวิตบทใหม่ของฮาจิเมะที่ไม่ได้เขียนเรื่องไททันแล้ว เขาอยากลองเขียนมังงะแนวตลกร้ายดูสักครั้ง และยิ่งไปกว่านั้นคือตลอด 3 ปีให้หลังมานี้ เขามักไปใช้บริการห้องซาวน่าเป็นประจำ จึงได้แรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าว่าอยากเปิดกิจการซาวน่าเป็นของตัวเอง

ความหลงใหลในซาวน่าของฮาจิเมะนั้นเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในหมู่แฟนๆ ถึงขนาดที่ว่าวาดรูปตัวละครจาก Attack on Titan ลงบนปกนิตยสาร Bessatsu Shonen Magazine ฉบับเดือนพฤษภาคม 2020 เลยทีเดียว

 

อ้างอิง

  • Heather Chen and Mariko Oi.Attack on Titan: a reclusive artist and his man-eating giants.https://bbc.in/39xG42a
  • mokugyo.14 Things To Know About Attack on Titan Creator Hajime Isayama (Part 1,2).https://bit.ly/3rFIxOe
  • Apple Daily(September 19, 2013).Hajime Isayama: “The ending of Snk has been decided”.https://bit.ly/2Oh2w8o
  • Brutus (November 2014).Interview with Hajime Isayama, Creator of Attack on Titan : “Better to Have Memorable Art, Even Memorably Bad Art, and Stand Out”.https://bit.ly/3fvC1Hj
  • Interview on TBS.Hajime Isayama Interview 2020 (English Subs) | Attack on Titan Manga.https://bit.ly/2PMPhfO
  • Norma Editorial.Entrevista a Hajime Isayama, autor de Ataque a los Titanes.https://bit.ly/39sj2tx
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...