โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผลประโยชน์กุมชะตา ควบรวมทหารไทย-ธนชาต

ไทยรัฐออนไลน์ - Economics

เผยแพร่ 18 ก.พ. 2562 เวลา 22.01 น.
ภาพไฮไลต์

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 เม.ย.2561 มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …หรือมาตรการเพื่อสนับสนุนการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในระดับอาเซียน

โดยธนาคารพาณิชย์ที่ควบรวมกิจการ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายจากการควบรวมยังนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด

ทันทีที่ ครม.มีมติ กระแสควบรวมธนาคารพาณิชย์ก็จุดติดขึ้นทันที โดยมีกระแสการควบรวมกันระหว่างธนาคารกรุงไทยกับธนาคารทหารไทย ผ่านการมองแบบผิวๆ เพราะกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารทั้งคู่ มีโอกาสควบรวมง่ายที่สุด แต่ไอเอ็นจีแบงก์ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของธนาคารทหารไทยไม่เล่นด้วย ดีลดังกล่าวจึงล้มอย่างรวดเร็ว

ไม่นานจากนั้น กระแสควบรวมธนาคารพาณิชย์กลับมาจุดติดอีกครั้ง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาต เห็นพ้องต้องกันสนใจควบรวมกิจการ โดยแต่งตั้งให้แบงก์ออฟอเมริกาเป็นที่ปรึกษาการเงิน

หากมองในเชิงของธุรกิจ คนในวงการธนาคารต่างเห็นตรงกันว่า การควบรวมกันระหว่างธนาคาร 2 แห่ง ถือเป็นการเสริมประโยชน์ซึ่งกันและกันในลักษณะวิน-วิน

ฝั่งธนาคารทหารไทยมีความแข็งแกร่ง ด้านลูกค้ารายใหญ่ ลูกค้าเอสเอ็มอี และลูกค้าส่วนบุคคล อีกทั้งยังเป็นผู้นำในตลาดดิจิทัลแบงกิ้ง

สร้างความโดดเด่นจากนโยบายฟรีค่าธรรมเนียม ด้วยการนำร่องก่อตั้ง ME by TMB ธนาคารรูปแบบดิจิทัลแห่งแรกของไทย ที่ได้คนรุ่นใหม่และมนุษย์เงินเดือนตอบรับสนับสนุนเป็นอย่างดี

ส่วนธนาคารธนชาต มีความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อรถยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของไทย ด้วยสินเชื่อรถยนต์มูลค่า 420,000 ล้านบาท หากมองย้อนหลังกลับไปธนาคารธนชาตเคยมีธุรกิจสินเชื่อครบวงจร หลังเข้าไปเทกโอเวอร์ธนาคารนครหลวงไทย พร้อมนำมาควบรวมกิจการ

แต่ด้วยความที่ไม่ถนัดสินเชื่อรายใหญ่ เอสเอ็มอี และลูกค้าส่วนบุคคล พอร์ตลูกค้าที่โยกมาจากนครหลวงไทยจึงทยอยหลุดออกไป ทำให้พอร์ตสินเชื่อของธนชาตเล็กลง ขยับไปโดดเด่นเฉพาะด้านสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเมื่อธุรกิจเปลี่ยน ทิศทางดอกเบี้ยยุคปัจจุบันกลับมาเป็นขาขึ้น โอกาสทองของธุรกิจเช่าซื้อจึงอาจต้องปิดฉากในไม่ช้า

เนื่องจากยุคดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ที่ลากยาวมานับ 10 ปี สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์กำลังจะสิ้นสุดลง เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งเป็นรายรับเท่าเดิม แต่ดอกเบี้ยเงินฝากที่เป็นรายจ่ายของแบงก์กลับเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆคือต้นทุนทางการเพิ่มขึ้นทันที ส่งผลให้กำไรในอนาคตลดลง

การควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทย จึงถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีสำหรับธนชาต ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน โดยฝั่งของธนาคารทหารไทย ซึ่งไม่มีธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ก็จะมีโอกาสขยายพอร์ตสินเชื่อให้ใหญ่ขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นหากสามารถจัดการต้นทุนการเงินได้ดี ลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนลง จะส่งผลให้กำไรของธนาคารเพิ่มขึ้น

ขณะที่เมื่อมองในเชิงผู้ถือหุ้นใหญ่ ฝั่งธนาคารทหารไทยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ 25.92% ของทุนจดทะเบียน รองลงมาไอเอ็นจีแบงก์ถือหุ้น 25.02% ส่วนฝั่งของธนาคารธนชาต มีบริษัททุนธนชาตถือหุ้น 51% และโนวาสโกเทียแบงก์ถือหุ้น 49%

โดยนายอภิศักดิ์ ตัน-ติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้มอบนโยบายชัดเจนให้กับสำนักงานเศรษฐกิจการ คลัง (สศค.) และสำนักงานรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ให้โจทย์ของการควบรวมว่า คลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารทหารไทย ต้องได้รับประโยชน์จากการควบรวมกิจการ แม้สัดส่วนการถือหุ้นจะลดลงไปบ้าง

โจทย์ของ รมว.คลังถือว่าเป็นงานหิน เพราะปัจจุบันราคาหุ้นทหารไทยในตลาดเคลื่อนไหวอยู่ที่หุ้นละ 2.20-2.30 บาท แต่กระทรวงการคลังมีต้นทุนอยู่ที่หุ้นละ 3.80 บาท หรือคิดเป็นต้นทุนที่ 43,183 ล้านบาท สมมติต้องใส่เงินเพิ่มทุนอีก 8,000 ล้านบาท เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นไว้ หลังควบรวมมูลค่าหุ้นของธนาคารทหารไทยในสัดส่วนที่คลังถืออยู่ ต้องสูงกว่า 51,183 ล้านบาท จึงจะตอบโจทย์ รมว.คลัง

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สศค.ได้ร่วมกับ สคร. ทำการบ้านร่วมกับฝั่งเอกชน จนได้ข้อสรุปในกรอบใหญ่ว่า ธนาคารทหารไทยจะเพิ่ม

ทุนจดทะเบียน เพื่อนำเงินไปซื้อธนาคารธนชาต โดยคลังใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุน ในราคาหุ้นที่ต้องต่ำกว่าราคาในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมทั้งให้กองทุนวายุภักษ์เข้ามาร่วมซื้อหุ้นเพิ่มทุน เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นไว้เท่าเดิม

ในฝั่งของคลัง จึงดูเหมือนจะได้ข้อยุติแล้ว แต่ในฝั่งของผู้ถือหุ้นเอกชนของทั้ง 2 แบงก์ โดยเฉพาะโนวาสโกเทียแบงก์กับไอเอ็นจีแบงก์ กระบวนการยังเคลียร์ไม่จบ เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่า โนวาสโกเทียต้องการถอยออกจากประเทศไทย และเร่ขายหุ้นที่ถืออยู่ในธนาคารธนชาต มาตั้งแต่ 2-3 ปี ขณะที่ไอเอ็นจีแบงก์ซึ่งถือหุ้นอยู่ในทหารไทย มีจุดยืนชัดเจน คือต้องการถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 และพร้อมใส่เงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งรวมถึงการตั้งท่ารอรับซื้อหุ้นในสัดส่วนของโนวาสโกเทียด้วย ส่วนบริษัททุนธนชาต ยอมลดบทบาทเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3

การควบรวมกิจการในครั้งนี้ จึงยังมีกระบวนการแห่งผลประโยชน์ ให้เคลียร์กันอีกหลายยก.

ประพัฒน์ เนตรอัมพร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...